ข่าว

แนะเร่งสร้างแบรนด์ไทยแข่งสนามอาเซียน

แนะเร่งสร้างแบรนด์ไทยแข่งสนามอาเซียน

04 ก.ย. 2555

ประธานวิจัยยูแคนดูแนะเร่งสร้างสินค้าแบรนด์ไทย รัฐควรจับมือเอกชนหนุนการพัฒนางานวิจัยสร้างความพร้อมภาคอุตสาหกรรมสู่สนามแข่งขันระดับอาเซียนด้านก.อุตฯเร่งต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ดันยอดจำหน่ายโต 5 เท่า ตั้งเป้าส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน หวังขยายฐานลู

             4ก.ย.2555 ดร.ณสพน โพธิ์วิจิตร ประธานสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดู ให้สัมภาษณ์ในงานประชุมเรื่องการสนับสนุนนักวิจัยและงานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ณ ห้องคริสตัล ฮอลล์ ชั้น 3 โรงแรมพลาซ่า แอทธินีที่ผ่านมาว่าขีดความสามารถด้านการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ในภาพรวมแล้วประเทศไทยควรเน้นการแข่งขันด้านการผลิตสินค้า จึงมองว่า ไทยต้องสร้างแนวทางในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิตในรูปแบบของตัวเอง ควรสร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นของตนเองโดยคุณภาพสินค้าจะต้องอยู่ในระดับบีบวกขึ้นไป

              ดร.ณสพน กล่าวต่อถึงการสนับสนุนนักวิจัยและงานวิจัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทย ว่าหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมกับภาคเอกชนให้การสนับสนุนงานวิจัย โดยมีอาจารย์และนักวิจัยตามสถาบันศึกษาเป็นตัวกลาง ส่วนแนวทางในการพัฒนางานวิจัย มองว่าทุกภาคส่วนต้องมากำหนดโจทย์และปรึกษาหารือร่วมกัน และนักวิจัยควรจะเรียนรู้ด้านธุรกิจด้วยเพื่อให้งานวิจัยที่ออกมานั้นตรงตามเป้าหมายและเป็นไปตามความต้องการตลาด อย่างไรก็ตาม ปัญหาหรืออุปสรรคต่อการพัฒนางานวิจัยของไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ ส่วนใหญ่นักวิจัยยังคงมุ่งเน้นงานวิจัยด้านกลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism) ยังไม่ได้เน้นทางด้านนวัตกรรม (Innovation) จึงทำให้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นอกจากนั้นงานวิจัยของไทย ยังขาดการแลกเปลี่ยนด้านข้อมูล ทำให้การต่อยอดของงานวิจัย ไม่ก้าวหน้าเพราะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ หน่วยงานของรัฐควรเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ โดยภาครัฐควรจะเป็นผู้วางแผนและกำหนดกรอบของงานวิจัยให้กับสถาบันต่างๆ เพื่อไม่ให้งานวิจัยซ้ำซ้อน โดยงานวิจัยเรื่องเดียวกันอาจแบ่งให้หลายๆ สถาบันร่วมกันทำวิจัย

              ด้านผลงานวิจัยที่ได้พัฒนาและคิดค้นขึ้น ดร.ณสพน กล่าวในตอนท้ายว่า ตนเองภาคภูมิใจมากที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดูได้รับคัดเลือกให้มาจัดแสดงในงานประชุมของนักวิจัยในครั้งนี้ ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยที่ออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและเบาหวาน รวมไปถึงสารออกซี่เลสเวอราทอล (Oxyresveratrol) ที่สกัดได้จากแก่นมะหาดทีซึ่งมีฤทธ์ต่อต้านวัยชรา ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “OTang” หรือ โอตอง ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของทางสถาบันฯ ที่เป็นเครื่องดื่มสกัดจากสมุนไพร มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็ง นอกจากนี้สถาบันฯยังได้คิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ “prompt vite+” หรือ พร้อมไวท์ พลัส ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มี่ส่วนผสมของสมุนไพรช่วยดูแลน้ำหนัก อีกทั้งสมุนไพรในเครื่องดื่มมีการผสมผสานการทำงานช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์

              ด้าน ผศ.ดร.ทรงวุฒิ ยศวิมลวัฒน์อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวถึงการพัฒนายาเม็ดสารสกัดมะขามป้อมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่า ตน และ น.ส.กฤษณา จาปัญญะ นักศึกษาภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรมคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมมือกับ บริษัท ดีท็อกซ์(ประเทศไทย) จำกัด นำองค์ความรู้ในงานวิจัยเข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการสกัดสารสกัดมะขามป้อม เนื่องจากมะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีสารประกอบฟีนอลิกและวิตามินซีสูง และมีคุณค่าทางสมุนไพรที่กำลังเป็นที่จับตามองของอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ

              “จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่ามะขามป้อมมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ดีต่อสุขภาพ สามารถป้องกันหรือชะลอกระบวนการเกิดออกซิเดชัน  ส่งผลให้มะขามป้อมเหมาะที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคและขยายตลาดกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะขามป้อมซึ่งจะได้รับประโยชน์ในลำดับถัดไปเพราะจะมีแหล่งที่เข้ามาซื้อมะขามป้อมในปริมาณมากๆเพิ่มขึ้น”

              ผศ.ดร.ทรงวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า มะขามป้อมเป็นสมุนไพรไทยที่มีราคาถูกแต่มีการใช้ประโยชน์น้อย สามารถรับประทานผลสดๆได้เลย นักวิจัยจึงไม่กังวลในเรื่องความปลอดภัยเมื่อนำมาปรับเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งกระบวนการผลิตเดิมของผู้ประกอบการใช้น้ำเป็นตัวสกัด ต่อมานักวิจัยจึงปรับเปลี่ยนเป็นสกัดด้วยแอลกอฮอล์แทน หลังพบว่าเอทิล อะซิเตท Ethyl Acetate (EA) หรือแอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลายได้ดีกว่าน้ำเนื่องจากมีผลทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่ามีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันมากกว่า และทำให้รสชาติของผลิตภัณฑ์กลมกล่อมยิ่งขึ้น

              “กระบวนการสกัดที่ผู้ประกอบการใช้แรกเริ่มคือเป็นการสกัดด้วยน้ำ ซึ่งมีสารสำคัญที่เป็นประโยชน์น้อย จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้แอลกอฮอล์ ซึ่งมีสารที่เป็นประโยชน์กว่าสามารถทำละลายได้ดีกว่าในขั้นตอนการสกัด ซึ่งผลที่ได้คือผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากพอสมควร เนื่องจากไม่ต้องใช้วัตถุดิบในการผลิตมาก รวมทั้งนักวิจัยได้เสนอแนะให้ผู้ประกอบการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้วยการวัดฤทธิ์ต้านออกซิเดชันด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าได้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์จริงๆ ได้รับสารประกอบสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจริงๆไม่ได้เป็นเรื่องของการโฆษณาชวนเชื่อ”

              นอกจากนี้ ผศ.ดร.ทรงวุฒิ เชื่อว่างานวิจัยส่งผลให้เกิดการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นตลาดใหญ่ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผลิตในประเทศมีน้อย เพราะมีการนำเข้าจากต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ขณะเดียวกันความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัยมีส่วนสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเหล่านี้ เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศมากยิ่งขึ้น

              ปัจจุบัน บริษัท ดีท็อกซ์(ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับบริษัทขายตรงยูแคนดู จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสารสกัดมะขามป้อมจากอัดเม็ดให้เป็นเครื่องดื่มจัดจำหน่ายทั่วประเทศ โดยได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ว่าได้มาตรฐาน ปลอดภัย มียอดขายเพิ่มขึ้น 5 เท่า และมีแนวโน้มว่าจะส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาทิ จีน พม่า ลาว และเวียดนามในอนาคต