
'ปู'วอนสังคมร่วมต้าน'รับได้กับทุจริต'
"ยิ่งลักษณ์" ชม "ยุทธศาสตร์ชาติ" ของ วปอ. ตรงใจ รบ. ลั่นนโยบายเร่งด่วนมุ่งปราบโกง วอนร่วมต้านสังคมรับได้กับทุจริต กระตุ้นกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น "มาร์ค" ตั้งข้อสงสัยรบ.ปูไม่เอาจริงปราบปรามทุจริต
ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต วันที่ 4 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมรับฟังและแสดงข้อคิดเห็นในการแถลงยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร พ.ศ. 2556-2560 ของนักศึกวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทนจาก 3 เหล่าทัพ และนายทหารระดับสูงเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับยุทธศาสตร์ชาติที่นักศึกษาวปอ. ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้เป็นการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติพ.ศ.2556-2560 เพื่อเป็นการวางรากฐานให้กับประเทศนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยนักศึกษาหลักสูตรวปอ.ได้เสนอใน 4 ยุทธศาสตร์ชาติได้แก่1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชาติสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค 2.ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชาติด้วยการยกระดับการปฏิรูปการศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อความมั่นคงให้ประชาชนมีการทำ เพื่อเยาวชนและศาสนา
3.ยุทธศาสตร์การป้องการและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาครัฐและเอกชนมีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ปลูกจิตสำนึกในการต่อต้านการทุจริตแก่ประชาชน การปฏิรูปการศึกษาเพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และ 4.ยุทธศาสตร์การยุติสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมืองการปกครองในพื้นที่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวให้ข้อคิดเห็นภายหลังฟังยุทธศาตร์ตอนหนึ่งว่า ตนดีใจที่ได้มีการเอ่ยถึงเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและชอบในข้อเสนอการกระจายอำนาจเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นมีความคล่องตัว รวมถึงมองหาสิ่งต่างๆที่เป็นจุดเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขอฝากว่าอย่าลืมเรื่องการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น วิถีชีวิตของชุมชน ต่อยอดความคิดตั้งแต่บรรพบุรุษ ทั้งสินค้าต่างๆภูมิปัญญาที่จะทำงานควบคู่กันไป
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาทุจริตคอรัปชันนั้นเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เห็นด้วยที่จะทำให้ปราศจากทุจริตคอร์รัปชันต้องร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ เราต้องไม่ให้วงจรนี้กลับบมา ตั้งแต่เรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะ หรือการซื้อขายตำแหน่ง ที่สำคัญตนอยากเสนอให้มีเรื่องของการปลุกจิตสำนึกที่ไม่ให้เห็นว่าปัญหาทุจริตกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับ เราต้องร่วมกันต่อต้านไม่ยอมรับในสิ่งนี้
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทันยุคทันสมัย เพราะวันนี้ยังนั่งถกกันอยู่ สิ่งที่รัฐบาลเห็นตรงกันคือการเพิ่มน้ำหนักการพัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ที่ขาดความต้องการพัฒนา ไม่ว่าจะการศึกษา การสร้างอาชีพ แต่ในทางปฏิบัตินั้นต้องทำงานบูรณาการ อย่างเป็นเอกภาพ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์ทหารนั้นจริงๆแล้วเห็นใจทางเหล่าทัพ เพราะบางครั้งหลายคนอาจจะมองไม่เห็นเรื่องความสำคัญของความมั่นคงบนสถานการณ์ปกติ แต่แน่นอนพื้นฐานคงต้องมีการเตรียมเรื่องความมั่นคงให้มีความพร้อม รัฐบาลยินดีให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ หรือบุคคลากร แต่คงต้องมาร่วมกันในการจัดลำดับความสำคัญ
“อภิสิทธิ์”ตั้งข้อสงสัยรบ.“ยิ่งลักษณ์"ไม่เอาจริงปราบปรามทุจริต
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีการย้าย พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ เลขา ป.ป.ท.ออกจากตำแหน่งว่า เท่าที่ติดตามการสัมภาษณ์ของพ.ต.อ.ดุษฎีก็มีการระบุว่าถูกการเมืองกดดันในการทำงานซึ่งไม่เป็นผลดี เพราะเราต้องการที่จะเอาจริงเอาจังการปราบปรามการทุจริต ซึ่ง ป.ป.ท.ต้องเข้าไปดูแลในเรื่องการทุจริตระดับเจ้าหน้าที่ ถ้าตรงนี้ยังไม่จริงจัง พรรคประชาธิปัตยืก็เคยตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตว่ามีความจริงใจที่จะเดินหน้าอย่างไร แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่มาตอบกระทู้นี้ในสภา ทั้งนี้พรรคยืนยันว่าสัญญญาณที่ออกไปจากรัฐบาลสวนทางกับการปราบปรามการทุจริต
แนะรบ.อย่างมองแต่ปัญหาเฉพาะหน้า
นายอภิสิทธิ์พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ เข้าประชุมร่วมกับคณะกรรมการสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย โดยมีการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับปัญหาการส่งออกที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง และรับฟังปัญหา อุปสรรคจากภาคเอกชนโดยใช้เวลาหารือกว่า 3 ชั่วโมง ณ อาคารลุมพินีทาวเวอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการหารือ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับประเทศคือ รัฐบาลอย่ามองแต่ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียวแต่ต้องมองไปข้างหน้าอย่างน้อย 2 - 3 ปีในการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจยุโรปในขณะนี้ ภาคเอกชนเข้าใจดีว่าจะทำให้การขยายตัวของการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 5 - 6 % แต่ที่สำคัญคือสถานการณ์ของยุโรปและโลกไม่ได้หยุดที่ปีนี้แต่จะต่อเนื่องถึงปีต่อไป หากรัฐบาลไม่ทำอะไรจะทำให้อัตราการขยายตัวของการส่งออกจะลดลงไปอีก นอกจากนี้ไทยกำลังเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน และทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากในกาช่วงชิงเจรจาในการทำข้อตกลงการค้า แต่หลายนโยบายของไทยในขณะนี้เช่น จำนำข้าว ค่าแรง 300 และอีกหลายนโยบายกำลังส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชน ดังนั้นเฉพาะหน้าที่ต้องทำให้ได้คือ การรักษาให้ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม อยู่รอด เพราะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ครม.ไฟเขียวปรับค่าครองชีพ อปท.สู้ค่าครองชีพ
นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอครม.คณะที่ 4 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ซึ่งมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ในคราวประชุมครั้งที่ 11/2555 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 ที่เห็นชอบในหลักการ การปรับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือบุคลากรภาครัฐให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ปรับสูงขึ้น และให้มีความเท่าเทียมกับบุคลากรภาครัฐอื่น ๆ โดยให้ยึดถือแนวปฏิบัติ ดังนี้
1. กรณีเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล (ปริญญาตรี 15,000 บาท และค่าแรง 300 บาท) เห็นควรให้กระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรตามที่ได้จ่ายจริงขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่ง หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดมีรายได้เพียงพอ ก็ให้ใช้จ่ายจากเงินรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดที่มีรายไม่ได้เพียงพอ ให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาทบทวนเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปสำหรับดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และภารกิจถ่ายโอน
2. กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน ค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอื่นเกินกว่าร้อยละ 40 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เห็นควรให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ และเงินเพิ่มตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และค่าธรรมเนียมล้อเลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน ที่จัดสรรให้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ร้อยละ 100 โดยลดสัดส่วนการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดลง เพื่อนำมาจัดสรรเพิ่มให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือน ค่าจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
3. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 90 กรณีที่งบประมาณรายจ่ายประกาศใช้บังคับแล้ว หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะจ่ายในกรณีรับโอน เลื่อนระดับ เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น การเบิกเงินให้พนักงานส่วนท้องถิ่นตามสิทธิตลอดจนลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอื่นตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทยในระหว่างปีงบประมาณ หรือไม่ได้ตั้งงบประมาณเพื่อการนั้นไว้ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจ่ายขาดเงินสะสมได้ โดยได้รับอนุมัติจากผู้บริหารส่วนท้องถิ่นและให้ถือเป็นรายจ่ายในปีนั้น



