
ฝั่งตะวันตกโวยรัฐไม่แจ้งข้อมูล'ทดสอบน้ำ'
ชาวบ้านโวยรัฐไม่แจงทดสอบระบายน้ำฝั่งตะวันตก ยันไม่กลัวท่วมแต่ขอให้สื่อสารด้วยภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจ ด้านผลทดสอบเรือผลักดันน้ำ ช่วยให้อัตราเร็วของน้ำเพิ่มขึ้นแค่ 0.1 เมตรต่อวินาที และได้ผลแค่ 50 เมตร ชี้อาจไม่คุ้ม
4ก.ย.2555 "กรุงเทพธุรกิจ" ได้สำรวจชุมชนเลียบคลองทวีวัฒนา ก่อนการทดสอบการระบายน้ำฝั่งตะวันตก โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะมีการทดลองในวันที่ 5 ก.ย.นี้ โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 4 ก.ย.นี้ ที่บริเวณคลองทวีวัฒนา ในช่วงถนนเพชรเกษม 69 บรร ยากาศการเตรียมงานคึกคักมาก โดยกรมอู่ทหารเรือ ได้นำนายช่างเรือจำนวน 12 คนมาวางระบบเรือผลักดันน้ำแล้วเสร็จ 4 ลำจากจำนวนจริง 6 ลำ เนื่องจากตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย มีฝนตกหนักทั่วพื้นที่ กทม.ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหยุดทำงานเป็นระยะๆ
ขณะที่เจ้าหน้าสำนักการระบายน้ำ กทม. ได้นำเครื่องผลักดันใต้น้ำมาติดตั้งไว้ 2 ตัว และเรือโป๊ะอีก 2 ลำแล้วเสร็จ ซึ่งจุดเหนือคลองทวีวัฒนา บริเวณแยกเพชรเกษม 69 ถือเป็นจุดสำคัญ เนื่องจากพื้นที่เป็นคอขวด และมีปัญหาการส่งน้ำลงไปไปยังพื้นทีปลายน้ำของคลองทวีวัฒนา เพราะน้ำจากทางฝั่งเหนือ และฝั่งใต้จะถูกบีบจากลำคลองที่แคบลงทางด้านใต้ ทำให้จะใช้เป็นจุดสอบผลักดันน้ำ โดยเรือของทหารเรือ 6 ลำจอดเรียงหน้ากระดานขวางลำคลองทวีวัฒนา โดยการทำงานจะสัมพันธ์กับเครืองผลักดันน้ำด้านล่างคลองของ กทม. ร่วมกัน
ทั้งนี้นายช่างยนต์จากกรมอู่ทหารเรือธนบุรี รายหนึ่งบอกว่า ถือ เป็นการทดสอบใช้เรือผลักดันน้ำพร้อมกันทีเดียวถึง 6 ลำเป็นครั้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งจุดละ 1-2 ลำเท่านั้น และเรือผลักดันน้ำที่นำมาทดสอบระบบครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากปีที่แล้วเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีกรมอู่ทหารเรือ ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลให้เร่งต่อเรือผลักดันน้ำเพิ่มขึ้นอีก 40 ลำ ขณะนี้ประจำการที่ป้อมพระจุล 9 ลำแล้ว
ชุมชนเลียบคลองโวยกทม.ไม่เคยประสาน
จากการลงพื้นที่สำรวจชุมชนริมคลองทวีวัฒนา ซึ่งตั้งเรียงรายของถนนเพชรเกษม 69 ได้มีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมทดสอบระบายน้ำในคลองทวีวัฒนากันตั้งแต่ช่วงสายๆ โดยนางจอมขวัญ โพธิ์ทอง ชาวบ้านชุมชนเลียบคลองทวีวัฒนา กล่าวว่า ทราบเรื่องนี้จากสื่อทีวีช่องต่างๆที่รายงานว่ารัฐจะซ้อมใหญ่ในวันที่ 4 ก.ย.นี้ก่อนทำการทดสอบการระบายน้ำในคลองทวีวัฒนา ซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยเป็นห่วงว่าจะมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นมากจนไหลเข้าท่วมชุมชนที่อยู่ริมคลอง จนได้รับความเสียหาย เพราะเท่าที่ทราบรัฐไม่ได้ ปล่อยน้ำมาเติมลงคลองแห่งนี้ เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมหน่วยงานรัฐ รวมทั้งผู้นำชุมชนถึงไม่มีการแจ้ง หรือบอกเรื่องนี้ให้กับชาวชุมชนตลอดริมคลองทวีวัฒนารับทราบข้อมูลนี้อย่างเป็นทางการ รวมทั้งการบอกกล่าวเรื่องข้อมูลปริมาณน้ำ หรือระดับน้ำที่อาจจะเพิ่มขึ้นจากการทดสอบให้ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย
“ถ้ารัฐบอกว่าปล่อยมาแค่ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เราไม่เข้าใจหรอกว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม ทำไมไม่บอกมาเลยว่าน้ำจะสูงเพิ่มขึ้นกี่เซนติเมตร เพื่อที่ชาวบ้านจะได้ประเมินสถานการณ์ถูกว่าน้ำจะล้นตลิ่ง หรือพวกเราต้องเตรียมยกของขึ้นที่สูงหรือไม่ เพราะชุมชนริ่มน้ำส่วนมากเป็นบ้านชั้นเดียวอยู่แล้ว ซึ่งการที่ไม่มีการแจ้งข้อมูลกับชาวบ้าน และให้ไปรับรู้จากสื่อ ถือเป็นข้อบกพร่องมาก หากจะสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชน ก็คงไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะข้อมูลไม่ได้ถึงชาวบ้านอย่างที่นายกรัฐมนตรี บอก” นางจอมขวัญ กล่าว
เช่นเดียวกับยายแย้ม อยู่บำรุง อายุ 84 ปี กล่าวว่า ไม่ได้ตกใจว่าจะต้องยกของหนีน้ำ เพราะเท่าที่มาดูระดับน้ำที่ไหลผ่านชุมชนก็เห็นว่ายังอยู่ในระดับปกติ และไม่สูงนัก ดังนั้นเชื่อว่าถึงจะทดสอบจริงก็คงไม่ทำให้ชุมชนแห่งนี้เดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ปกติชาวบ้านละแวกนี้ต้องใช้น้ำ อาบน้ำ ซักผ้า จากคลองทวีวัฒนาทุกวันอยู่แล้ว เนื่องจากระบบประปายังเข้าไม่ถึง ดังนั้นจึงเรียกร้องให้กทม.ดูแลความสะอาดของคลองทวีวัฒนาให้ดีมากกว่า ส่วนน้ำท่วมก็คงไม่กลัวเพราะคงไม่มีสถานการณ์ไหนที่เลวร้ายเท่ากับน้ำท่วมปี 54 แล้ว
ชี้เรือผลักดันน้ำไม่ช่วยอะไรมาก
ด้านเรือเอกวรณฐ ปานเจริญ จากกรมอุทกศาสตร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเครื่องตรวจวัดกระแสน้ำแบบใบพัด ซึ่งนำมาหย่อนลงไปใต้น้ำลึกประมาณ 1 เมตรเพื่อดูว่าการผลักดันน้ำจะทำให้อตราความเร็วของน้ำเร็วขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ในเวลาทดสอบเรือดันน้ำของกรมอู่ทหารเรือ ทีละ 1 ลำและใช้ความเร็วรอบตั้งแต่ 1,000 รอบต่อวินาที และเพิ่มเป็น2,000 และ 3,000 รอบต่อวินาทีด้านทิศเหนือของสะพาน ซึ่งเป็นแรกที่มีเรือผลักดันน้ำ จะมีความเร็วของกระแสน้ำ 0.376 เมตรต่อวินาที ส่วนด้านใต้สะพานจะมีอัตรา 0.476 เมตรต่อวินาที หรือเท่ากับ 0.1 เมตรต่อวานทีเท่านั้น ทั้งที่ระยะห่างของการผลักดันน้ำโดยเรือที่ทดสอบจำนวน 3 ลำจากจุดเหนือ และจุดใต้ของสะพานแค่ 50 เมตรเท่านั้น ส่วนระยะห่างที่ไกลออกไปตั้งแต่ระดับ 100-500 เมตรเมื่อไกลออกไปความแรงของน้ำก็จะลดลงจากมวลน้ำที่มีมากกว่า หรือพูดง่ายๆว่าการผลักดันน้ำให้ผลแค่เร่งอัตราเร็วของน้ำให้ไหลลงไปด้านล่างแค่ระยะสั้นเท่านั้น
“ต้องเข้าใจว่ากายภาพของสภาพของพื้นที่ด้วยว่า การผลักดันน้ำจากพื้นที่น้ำตอนบนที่กว้างกว่าและดันน้ำลงไปพื้นที่แคบกว่าอย่างกรณีถนนเพชรเกษม 69 นี้มันได้ผลแค่ระดับผิวน้ำและเป็นการผลักในระยะสั้นๆให้น้ำที่มีมากพ้นออกไปเพียงระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นความเร็วของมันก็จะสูญเสียพลังงาน และอัตราไหลก็จะเท่าเดิม และะจะกลายเป็นระดับความเร็วในอัตราปกติเหมือนเอาเรือวิ่งในทะเล มีแรงผลักท้ายเรือ แต่เมื่อเจอมวลน้ำมวลน้ำก้อนใหญ่กว่ามันสูญเสียพลังงาน ทั้งนี้ผมไม่ได้แย้ง แต่มความเห็นต่างกับทางวิศวกรเท่านั้น เพราะหากปริมาณน้ำมีมหาศาล แต่การเซ็ตระบบมีไม่พร้อมต้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทาง ก็คงไม่คุ้มค่ากับเงินงบประมาณ ถ้าจะเลือกใช้รูปแบบการผลักดันน้ำ” เรือเอกวรณฐ กล่าว
ยันช่วยผลักดันน้ำ เพิ่มขึ้น 15-20 ลบ.ม.ต่อนาที
นาวาเอก ดร.สมัย ใจอินทร์ ที่ปรึกษา คณะทำงานทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ปลายน้ำ กล่าวว่า ระบบการทดสอบระบายน้ำในครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับเร่งความเร็วน้ำ ซึ่งคลองทวีวัฒนาช่วงตัดถนนเพชรเกษมนั้นถือเป็นช่วงที่มีความกว้างเหมาะสำหรับการผลักดันน้ำ สามารถระบายน้ำได้ถึง 35 ลบ.ม. ต่อวินาที โดยธรรมชาติ แต่ถ้าเลยถนนเพชรเกษมไปลักษณะคลองจะเป็นคอขวดทำให้ความสามารถในการระบายน้ำ เหลือเพียง 10 ลบ.ม. ต่อวินาที จึงต้องทำการเร่งระบายน้ำให้มีการอัตราการไหลที่เร็วขึ้น
นาวาเอก ดร.สมัย กล่าวต่อว่า จากการทดลองเดินเครื่องผลักดันน้ำ เมื่อช่วงเช้าด้วยอัตราความเร็ว 1,000 รอบต่อวินาที สามารถช่วยให้คลองทวีวัฒนาระบายน้ำได้ดีขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้จุดผลักดันน้ำช่วงปลายคลองบริเวณถนนเพชรเกษม 69 จะทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำของกรุงเทพมหานคร 4 เครื่อง และเรือพลักดันน้ำของกองทัพเรือ 6 ลำ ซึ่งความเร็วในการผลักดันน้ำอยู่ที่ 2,500 รองต่อวินาที จะช่วยพลักดันน้ำได้ถึงเครื่องละ 1.5 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่อย่างไรก็ตามการซ้อมระบบผลักดันน้ำในครั้งนี้ เป็นการทดสอบระบบเพื่อใช้สำหรับจัดทำข้อมูลการระบายน้ำ และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงการดำเนินงานได้ในอนาคต
“ช่วงคอขวดของคลองทวีวัฒนาที่ปกติจะมีอัตราการไหลเพียง 10 ลบ.ม. ต่อวินาที แต่การใช้เครื่องผลักดันน้ำของกรุงเทพมหานครและกองทัพเรือช่วยกันพลักดันน้ำ จะช่วยให้น้ำไหลเร็วขึ้นประมาณ 15-20 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งถือเป็นผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ” นาวาเอก ดร.สมัย กล่าว
นาวาเอก ดร.สมัย กล่าวอีกว่า การทดสอบในวันพรุ่งนี้จะมีการเร่งความเร็วแบบเป็นสเต็ป โดยในตอนแรกจะใช้เครื่องดันน้ำของกรุงเทพมหานครก่อน ซึ่งปกติน้ำในคลองจะสามารถระบายได้ 10 ลบ.ม. ต่อวินาที โดยทำการเดินเครื่อง 1 ชม. หลังจากนั้นจึงทำการเดือนเครื่องพลักดันน้ำของกองทัพเรือ ทั้ง 6 เครื่อง อีก 1 ชม. เพื่อตรวจวัดว่าสามารถเพิ่มอัตราการไหลของน้ำมากน้อยเพียงใด
“ความสำคัญคือพื้นที่ฝั่งตะวันตกนั้น เป็นที่ลุ่มต่ำเวลาน้ำหลากลงมาจึงเกิดปัญหา เพราะสภาพคลองมีความแคบมาก โดยเฉพาะปลายคลองทวีวัฒนา จึงต้องหาวิธีในการเร่งระบายน้ำให้สามารถไหลได้อย่างสะดวก เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าถ้าหากมีน้ำมาเยอะ ทางหน่วยงานราชการก็ได้มีมาตรการรองรับและการแก้ปัญหา ซึ่งการซ้อมทดสอบประสิทธิภาพการระบายน้ำ แต่หากว่าระหว่างการทดสอบระบายน้ำเกิดฝนตกรุนแรงก็จะหยุดการพลักดันน้ำในทันที เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะกับประชาชนท้ายน้ำ” นาวาเอก ดร.สมัย กล่าว
...........
(หมายเหตุ : สุริยัน ปัญญาไวและจันทร์จิรา พงษ์รายรายงาน



