
"เราต้องเอาน้ำดีเทลงไปในน้ำเน่า"
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เคยผ่านงานด้านกฎหมายมาหลายต่อหลายแขนง ทั้งบริษัทกฎหมายในและต่างประเทศ เพราะได้ทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ไปจบโท-เอก ที่ ฮาร์วาร์ด และ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย เข้ารับราชการครั้งแรกที่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมาเป็นตุลาการ จนสุดท้ายได้มาเป็น เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ มองว่าการเมืองในทุกวันนี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ความขัดแย้งจะรุนแรง และบานปลายออกไปเรื่อยๆ นั่นคือที่มาของการคิดหลักสูตรพัฒนาพรรคการเมือง
สำหรับตำแหน่ง เลขาฯ กกต. สุทธิพล เหลือเวลาอีก 3 ปีกว่าๆ ก็จะครบเทอม 5 ปี แต่กฎหมายให้ต่ออายุได้อีก 5 ปี แต่ก็ขึ้นกับ กกต.คณะนี้ ว่าจะต่ออายุให้หรือไม่ เพราะวันที่ ตำแหน่งเลขา ฯ กกต. ครบเทอมนั้น กกต.ชุดนี้ยังเหลือวาระอีก 1 ปีเศษ
ระยะเวลาที่ผ่านมา สุทธิพล ต้องพยายามเข้าอกเข้าใจการเมืองและนักการเมือง ทั้งที่ความตั้งใจแต่แรกก่อนมาสมัครเป็นเลขาฯ กกต.นั้น คิดว่าหากเตรียมการเรื่องข้อบังคับ กฎหมาย วิธีปฏิบัติให้ถูกต้องชอบธรรม ก็น่าจะจบ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่
สุทธิพล บอกว่า คำวินิจฉัยของกกต. เมื่อมีผลไปกระทบกับนักการเมือง หากกระทบแรง นักการเมืองก็จะมีแอ็กชั่นออกมารุนแรง บางเรื่องถึงขั้นฟ้องร้อง
"ผมเป็นตุลาการมา แทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการฟ้องร้องตุลาการ แต่มาเป็นเลขาฯ กกต. ผมถูกฟ้องไปหลายคดี ฟ้องกลับไปบ้างก็มี"
อย่างไรก็ดี สุทธิพล บอกว่า เข้าใจสภาพการเป็นนักการเมืองของไทยดี ว่าแท้จริงแล้วในยามที่ต้องสวมเสื้อคลุมนักการเมืองเพื่อแสดงต่อสาธารณะ บุคลิกอีกอย่างหนึ่งก็จะปรากฏออกมา
"อันนี้เรื่องจริง นักการเมืองเวลาอยู่บนเวที อยู่ต่อหน้าประชาชน เขาก็จะอย่างหนึ่ง อย่างนั้นไม่ได้ อย่างนี้ไม่ดี แต่ถ้าอยู่กันสองต่อสองเรื่องอย่างนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้น อันนี้ผมเข้าใจ"
เรื่องราวที่เข้าใจแบบที่ว่า เมื่อมาผนวกกับเหตุความรุนแรงการแตกแยกทางความคิด แบ่งสีแบ่งชั้น ทำให้เกิดความคิดที่ว่า ในฐานะที่ กกต.มีกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองอยู่ เหตุใดจึงไม่ใช่ช่องทางนี้เพื่อคลี่คลายปัญหาการเมือง และให้ความรู้ความเข้าใจการเมืองใหม่
นี่คือที่มาของหลักสูตรการพัฒนาพรรคการเมืองขึ้นมา โดยเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2552
คุณสมบัติของผู้เข้ามาอบรมนอกจากนักการเมืองที่มีโควตา 40 ที่นั่งแล้ว ยังเปิดรับบุคคลทั่วไป ผู้บริหารบริษัทเอกชน ตัวแทนองค์กรต่างๆ อีกรวม 40 คน
"ที่เน้นคนส่วนนี้ก่อน ก็เพราะเราเชื่อว่า คนเหล่านี้มีอิทธิพลทางความคิด สามารถนำไปถ่ายทอดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้" เลขาฯ กกต.กล่าวและว่า เราต้องเอาน้ำดีเทลงไปในน้ำเน่า เพื่อเจือจาง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อทำไปเรื่อยๆ แล้วการเมืองบ้านเราน่าจะไปได้ในทิศทางที่ดีขึ้น
หลักสูตรที่วางเอาไว้หลักๆ แล้วมีด้วยกัน 5 หมวด คือ หมวดพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งจะมีรายละเอียดย่อยออกไป เช่นพรรคกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พรรคกับกลุ่มอิทธิพล
หมวดบูรณาการมุมมองเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการพัฒนาพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
หมวดที่ว่าด้วยการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ หมวดว่าด้วยผู้นำฝ่าวิกฤติ และหมวดที่ว่าด้วยประเด็นร่วมสมัย
โดยจะมีวิทยากรซึ่งเป็นทั้ง กกต.ทั้ง 5 คน และนักวิชาการผลัดเปลี่ยนกันมาสอน และเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งที่จะพบก็คือ การปฏิเสธ กกต.ตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะ จากพรรคฝ่ายค้าน เพราะมองว่า มาจาก คมช. รวมทั้งการที่ กกต.ชุดนี้สั่งยุบพรรค แต่เลขาฯ กกต. ก็ยังเชื่อว่า จะได้รับการตอบรับจากพรรคการเมือง เพราะช่วงที่คิดค้นหลักสูตร ก็ได้เชิญตัวแทนของพรรคการเมืองมาร่วมด้วย เพราะถือว่ามีส่วนร่วมกันมาตั้งแต่ต้น
เมื่อถามว่า จะแก้ไขทัศนคติ ส.ส.-พรรคการเมืองได้อย่างไร ในเมื่อพรรคเองที่เลือกคน ก็จะเลือกเอาที่เป็นไปได้ว่าจะได้รับเลือก ส่วนผู้สมัคร ก็ใช้ทุกรูปแบบเพื่อให้ได้คะแนนเสียง ขณะที่ชาวบ้านก็เลือกเพราะเกรงใจ ชอบเพราะพูดเก่ง สุทธิพล ยอมรับในเรื่องนี้ แต่ก็ยังเชื่อว่า ถ้ารู้แล้วว่าเป็นแบบนั้น แต่หากยังไม่เริ่มแก้ไข มันก็จะไม่มีอะไรดีขึ้น
ส่วนเหตุใดถึงไม่ส่งตรงถึงแกนนำมวลชน อย่าง ชินวัฒน์ หาบุญพาด ขวัญชัย ไพรพนา เพชรวรรต ดีเจอ้อม รวมทั้งแกนนำกลุ่มเสื้อเหลือง เลขาฯ กกต.ชี้แจงว่า ไม่ได้วางแนวทางนั้นไว้แต่แรก แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นคนเหล่านี้ และจริงๆ แล้วก็อยากให้คนเหล่านั้นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน กกต.เปิดกว้างให้แก่ทุกคน
"ทุกวันนี้ เราโทษแต่วิกฤติ โทษแต่รัฐธรรมนูญ นั่นเพราะที่ผ่านมา เราไม่เคยโทษตัวเอง เราเขียนกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาเป็นเฉพาะกิจ เมื่อหมดปัญหานั้น พอเจอปัญหาใหม่อย่างเจอพรรคการเมืองเข้มแข็งเกินไป เราก็เขียนให้มันอ่อนแอ ก็ต้องไปเจอกับปัญหาอื่น ผมว่าเรื่องเขียนกฎหมายนี่ก็สำคัญ"
เขาบอกด้วยว่า เคยเป็นคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และได้เอาร่างรัฐธรรมนูญไปให้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศช่วยดูและวิจารณ์
"รู้มั้ยฝรั่งเขาอ่านรัฐธรรมนูญเราปุ๊บ เขายกนิ้วให้เลย ครอบคลุมทุกเรื่อง แต่ของเรากลับบอกว่าไม่ดี ไม่เอา จะแก้กันใหม่ ฝรั่งเขาติแค่นิดเดียวคือ เขียนไปแล้วจะบังคับใช้ได้หรือไม่ อันนี้เขาสงสัย"



