
การเมืองในหมู่ตะหาน
การเมืองในหมู่ตะหาน : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เรื่องบิ๊กโอ๋หักดิบสัปดาห์ที่ผ่านมาในการแขวนสามนายพลในกระทรวงกลาโหมนั้นเป็นเรื่องที่มันยกร่อง ฟักทองแตงไท ซะจริงๆ
แต่ย้อนดูแล้ว ผมอยากมองในภาพใหญ่ว่าทำไมสื่อไทยถึงชอบที่จะมองว่านักการเมืองรังแกข้าราชการประจำ หรือว่าเขียนให้หวาดเสียวเล่นก็คือ มันมีเรื่องต้องห้ามบางเรื่องที่มันกระทบกันไปหมดแล้วแก้ปมไม่แตก เช่นข้าราชการนั้นได้เปรียบในการอ้างอิงวาทกรรม และสถาบันบางอย่าง แต่นักการเมืองนั้นไม่สามารถกระทำเช่นนั้นได้ง่ายนัก ดังนั้นนักการเมืองก็แพ้ทาง
แม้ว่าเราจะรู้ว่า ข้าราชการก็เล่นพวกและโกง และแทรกแซงโน่นนี่ได้เช่นเดียวกัน
แต่พอการเมืองแทรกแซงข้าราชการประจำเข้าทีไร หูย…มันปรี๊ดแตกทันที
ทีนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของบิ๊กโอ๋ สัปดาห์ที่แล้วครับผม ก็ต้องแจ้งว่า งานนี้ย่อมเป็นการตัดสินใจทางการเมืองอย่างเต็มที่
นั่นก็คือ ในฐานะนักการเมืองนั้น เขาสามารถย้ายข้าราชการประจำได้อยู่แล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน นักการเมืองก็ต้องสามารถแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ด้วย นั่นก็คือ ต้องพร้อมที่จะตอบคำถามทั้งฝ่ายค้านและสังคมได้อย่างชัดเจน
เพราะตอนนี้บิ๊กโอ๋เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาในสายการบังคับบัญชาแบบข้าราชการประจำ ดังนั้นผมคิดว่าถ้าบิ๊กโอ๋คิดจะปรับเปลี่ยนระบบจริงๆ ก็คงจะต้องขยับเพิ่มขึ้นหน่อย
บอกตรงๆ นะครับ อย่างกรณีสมัยที่คุณยุทธศักดิ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเนี่ย ผมว่าน่าผิดหวังมาก (อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ) เนื่องจากผมรู้สึกว่าเวลาที่คุณยุทธศักดิ์พูดอะไรก็จะพูดว่า "น้องๆ พี่ๆ"
ประเด็นของผมก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไม่ใช่ทำงานแค่ว่า ถูกส่งไปดูแลพี่ๆ น้องๆ ไปสัญญาว่าจะไม่แตะทหาร หรือพูดถึงเอกภาพของกองทัพในทางหนึ่ง
หรือไม่ก็แสดงออกว่าสามารถโยกย้ายใครได้
ประเด็นใหญ่น่าจะอยู่ที่เรื่องที่ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้นน่าจะเป็นคนที่สามารถพูดได้ว่าอะไรคือภารกิจของกองทัพจากมุมมองของการที่รัฐมนตรีเป็นตัวแทนของประชาชนและพลังประชาธิปไตยด้วย
ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับที่ทหารเก่าจะถูกส่งไปดูแลกระทรวงกลาโหม แต่มันขึ้นอยู่กับว่าทหารเก่าเข้าใจภารกิจใหม่ไหม
หรือว่าจะหาตัวช่วยมาวางภารกิจใหม่ๆ อย่างไรบ้าง ทำไมไม่เห็นมีการนำเสนอมุมมองว่างานด้านความมั่นคงนั้นมีหน่วยวิจัยที่น่าสนใจนอกจากข้าราชการบ้าง ทำไมกระทรวงอื่นๆ ถึงมีบริษัทที่ปรึกษามากมาย หรือสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยมากมาย
รัฐมนตรีก็ต้องหาพรรคพวกและพลังทางสังคมที่สร้างสรรค์ในการตั้งคำถามและตอบคำถามใหม่ๆ ให้แก่สังคมด้วย ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ ทำเรื่องนี้ให้เป็นระบบ ให้คุยกันได้ในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น มากกว่าให้หนังสือพิมพ์ทำได้แค่ข่าวลึกๆ ลับๆ หรือไปสอบถามทัศนะของนักวิชาการหรือฝ่ายตรงข้ามแบบวันต่อวันไปเรื่อยๆ
นะครับผม...?



