
จัดระเบียบ=หัวคิว=ธุรกิจใต้ดิน
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : จัดระเบียบ = หัวคิว = ธุรกิจใต้ดิน : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
มีคำกล่าวแบบประชดประชันเกี่ยวกับการออกข้อบังคับของทางราชการไทยว่า “ต้องทำให้เรื่องทั้งหลายมันยุ่งยากเข้าไว้คนทั่วไปจะได้วิ่งเข้ามาหา ถ้าทำทุกเรื่องให้มันง่ายข้าราชการอย่างเรา (หรืออย่างเลว) ก็ไร้คุณค่า” คำประชดประชันดังกล่าวคงไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แม้ว่าส่วนใหญ่ของข้าราชการไทยยังคงเป็นที่เชื่อถือพึ่งพาของประชาชนได้ก็ตาม แต่หากนึกถึงขั้นตอนทางราชการและแบบฟอร์มที่ต้องกรอกแต่ละเรื่องจะพบว่า มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและยากจะทำความเข้าใจได้จริงๆ
ยิ่งเมื่อบวกกับคำพูดที่ว่า “ทำอะไรก็ได้ตามใจ คือไทยแท้” จะยิ่งพบว่าวิถีชีวิตของคนไทยกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือกฎกติกาต่างๆ ดูยากที่จะเดินเคียงคู่กันไปได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนชินตาในทุกวันนี้ เช่น การขายของบนทางเท้าโดยไม่นึกถึงความเป็นระเบียบและปัญหาการจราจร ฯลฯ และเมื่อใดก็ตามหรือทุกครั้งที่ทางราชการยื่นมือเข้ามา เพื่อทำการ “จัดระเบียบ” ในเรื่องต่างๆ ก็จะเกิดการร้องเรียน, เดินขบวนต่อต้าน พร้อมกับมีข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องตามมามากมาย
การจัดเขตผ่อนผันสำหรับหาบเร่ (ปัจจุบันส่วนใหญ่กลายเป็นแผงลอยถาวรบนบาทวิถีไปแล้ว) ให้ค้าขายบนทางเดินเท้าได้ในหลายพื้นที่ บานปลายจนถึงระดับที่สามารถกล่าวได้ว่าไม่มีทางแก้ไข ปัญหารถมอเตอร์ไซค์วินจอดตามปากซอยต่างๆ ทำให้การจราจรบนถนนใหญ่บริเวณปากซอยติดขัด ก็ไม่สามารถแก้ไขได้แม้ว่าการเกิดขึ้นของมอเตอร์ไซค์วินต่างๆ คือการเกิดที่เริ่มต้นจากความไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
แน่นอนว่าการจัดระเบียบในเรื่องต่างๆ ของภาครัฐ ย่อมอ้างถึงผลที่ผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภค จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรฐาน, จะได้รับงานบริการที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันผู้ที่ประกอบกิจการเดิมซึ่งถูกรัฐเข้ามาจัดระเบียบ ก็ย่อมต้องอ้างถึง “ค่าหัวคิว” หรือบางครั้งอาจจะหมายถึงการลงทุนที่ต้องเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีมาตรฐานและความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งมักจะถูกแปลไปเป็นความหมายในทำนอง “รังแกคนจน, กีดกันคนทำมาหากิน, เอาใจนายทุน” จนทำให้เกิดความสับสนระส่ำระสายไปทั่ว
ผลลัพธ์ท้ายสุดของธุรกิจที่ถูกจัดระเบียบ ก็หนีไม่พ้นที่จะเกิดธุรกิจคู่ขนานในลักษณะธุรกิจมืดใต้ดินผิดกฎหมาย จนทำให้ดูราวกับว่าภาครัฐไร้น้ำยาในการจัดการสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งหากเอกซเรย์กันอย่างจริงจังจะพบว่า ทั้งฝ่ายที่เข้าไปจัดระเบียบและฝ่ายที่อ้างการทำมาหากินอย่างสุจริต เพราะความยากจน ต่างล้วนมีคนของรัฐหรือภาคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องสนับสนุนอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ผลกรรมของการที่จำใจต้องซื้อบริการหรือสินค้าที่อยู่ในเงื่อนไขของการต้องถูกจัดระเบียบ จึงตกอยู่กับประชาชนทั่วไปอย่างที่ยังไม่มีรัฐบาลไหนจะหันมาจัดการให้ได้ และธุรกิจใต้ดินพวกนี้ก็ยังลอยนวลอยู่ในสังคมโดยไม่ต้องเสียภาษี มีเพียงแค่จ่ายส่วยใต้โต๊ะราวกับภาษีเถื่อนที่ประเทศชาติไม่ได้อะไรกลับมาแม้แต่น้อยนั่นเองครับ
--------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : จัดระเบียบ = หัวคิว = ธุรกิจใต้ดิน : โดย ... พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



