
กู้'ส่งออก'จี้รัฐปรับกลยุทธ์ดันศก.
เร่งระดมสมองกู้ 'ส่งออก' คำสั่งซื้อปีหน้าส่อชะลอ-จี้รัฐปรับกลยุทธ์ดันศก. : รายงานพิเศษ : โดย ... อนัญชนา สาระคู
สถานการณ์การส่งออกของไทยล่าสุด หากพูดกันตามตัวเลขความเป็นจริง (โดยไม่ต้อง White Lie กันอีก) ยอดส่งออกระยะ 7 เดือนแรกของปี 2555 ระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม มีมูลค่า 131,809 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยังห่างไกลอย่างมากจากเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้แต่เดิมว่าทั้งปีจะเติบโตอีก 15% ที่จะต้องทำยอดการส่งออกให้ได้รวมราว 2.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ก่อนหน้านี้ หลายสำนักทางเศรษฐกิจของประเทศต่างออกมาปรับลดเป้าหมายส่งออกลง โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าเติบโตที่ 7.3% ธนาคารแห่งประเทศไทย คาดจะเติบโต 7% และศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ไว้เฉลี่ยที่ 5.8% ส่วนภาคเอกชนอย่างสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) มองการเติบโต 5.9%
ขณะที่มีการประเมินกันอย่างไม่เป็นทางการจากหลายฝ่าย มองว่าการเติบโตมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่า 5% ด้วยซ้ำ ทำให้กระทรวงพาณิชย์ที่แม้จะยืนยันตัวเลขเป้าหมายไว้ที่ 15% ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องออกมาประเมินเป้าหมายตัวเลขใหม่กันจริงๆ เสียที ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจมานานแล้วว่าฝันที่จะให้ถึงเป้าหมายเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้แน่ๆ แล้ว โดยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุว่าจะมีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังร่วมกับผู้ส่งออกใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในวันจันทร์ที่ 3 กันยายนนี้ จากนั้นจะประชุมกับทูตพาณิชย์ในช่วงกลางเดือน
ดึงข้อมูล3ส่วนปรับเป้าส่งออก
โดยการประเมินสถานการณ์การส่งออกของไทยนั้น นายวุฒิชัย ดวงรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า จะนำข้อมูลจาก 3 ส่วนมาประกอบการพิจารณา โดยการประชุมวันที่ 3 กันยายนนี้ ซึ่งจะประชุมร่วมกับ 7 กลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกหลักของไทย เช่น กลุ่มยานยนต์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, อาหาร สิ่งทอ และสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นต้น จะเป็นการประเมินรายสินค้า โดยดูว่าผู้ประกอบการประเมินสถานการณ์การส่งออกสินค้าของตนเป็นอย่างไร
จากนั้นจะมีการประชุมร่วมกับทูตพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน เพื่อประเมินสถานการณ์เป็นรายตลาด โดยทูตพาณิชย์ที่ประจำในแต่ละประเทศทั่วโลกจะนำเสนอสถานการณ์รายตลาดที่ตนดูแล ทั้งจะมีเป้าหมายตัวเลขส่งออกของแต่ละประเทศมาด้วย สุดท้ายจะเป็นการนำข้อมูลทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศผู้นำเข้า ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ เพื่อนำมาประมวลและสรุปเป็นเป้าหมายการส่งออกของไทยที่ชัดเจน
“อย่างไรก็ตาม นอกจากการออกหาตลาดใหม่ๆ แล้วสิ่งที่เรามองด้วยคือ ตลาดใหม่ ในตลาดเก่า หมายถึงเมืองอันดับรองๆ ในตลาดเดิม เพราะปัจจุบันสินค้าส่งออกจากไทยจะไปกระจายในเมืองหลักๆ ของแต่ละประเทศเท่านั้น ขณะที่การหาตลาดใหม่อื่นๆ ยังต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล จึงน่าจะหันไปเจาะเมืองอื่นๆ ที่เป็นเมืองอันดับ 2 หรือ 3 ในตลาดเดิมมาทดแทนด้วย โดยดูว่าเมืองใดมีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน” นายวุฒิชัยกล่าว
รวมทั้งจะหันเจาะตลาดในกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและยังมีช่องว่างสามารถขยายตลาดได้อีก เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าสำหรับคนอ้วน กลุ่มสินค้าฮาลาล และสินค้าเครื่องใช้สำหรับสัตว์เลี้ยงที่เราพบว่ายังมีความต้องการอยู่อีกมาก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนเจาะตลาดในกลุ่มเหล่านี้โดยเฉพาะ
ชี้ปีหน้าคำสั่งซื้อแนวโน้มหดตัว
ด้านภาคเอกชนแสดงความเห็นหลังจากกระทรวงพาณิชย์เผยตัวเลขส่งออกเดือนกรกฎาคมที่ติดลบต่อเนื่องกว่า 4.4% และรอบ 7 เดือนลดลง 0.4% โดยนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ ระบุว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมากำหนดเป้าหมายการส่งออกในปีนี้กันใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงตัวเลขเป้าหมายเติบโตที่ 15% กันอีกต่อไปแล้ว ดูแค่ตัวเลขโต 9% ที่รัฐบาลพูดถึงนั้น จะทำได้ตามนั้นจริงหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าถ้าจะให้ถึงระดับดังกล่าวได้ก็จะต้องเหนื่อยกันมาก และไม่เชื่อว่าจะทำได้ จึงน่าจะมาดูตัวเลขเป้าหมายในระดับที่ 7-7.3% ตามที่แบงก์ชาติ และสศช.ประเมินไว้ดีกว่าว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งก็ยังเห็นว่ายากอยู่ดี
ทั้งนี้ ตัวเลขที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่าคือตามที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ ประเมินไว้ที่ 5.9-6% และจากสถานการณ์ในขณะนี้ ดีไม่ดียังอาจจะต้องปรับลดลงไปกว่านี้ด้วยซ้ำ โดยยอดส่งออกไตรมาส 1-2 นั้นได้ผ่านไปแล้ว ส่วนไตรมาส 3 คาดว่าอย่างดีที่สุดคงจะไม่ขยายตัวหรือการเติบโตเป็น 0% เพราะเดือนกรกฎาคมก็ติดลบไปแล้ว 4.4% ดังนั้น จึงมาดูความหวังที่ไตรมาส 4 ซึ่งจะต้องมีอัตราการขยายตัวถึง 30% จากฐานติดลบเมื่อปีก่อน เพื่อให้ได้ตัวเลขทั้งปี 2555 เติบโตได้ 5.9%
ส่วนที่แบงก์ชาติออกมาส่งสัญญาณถึงการลดดอกเบี้ยลงนั้น นายวัลลภ กล่าวว่า เป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเรียกร้องมาตั้งแต่ช่วงเหตุการณ์น้ำท่วม เพื่อช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่กลับมีความเป็นห่วงในเรื่องเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี มองว่าภายในสิ้นปีนี้แบงก์ชาติสามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.50% จากนั้นคงต้องดูสถานการณ์ในปีถัดไป ซึ่งต้องยอมรับว่าวิกฤติการเงินในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู มองกันว่าจะลากยาวไม่ต่ำกว่า 2 ปี และนักเศรษฐศาสตร์บางรายมองว่าลากยาวไป 4-5 ปีด้วยซ้ำ
สำหรับแนวโน้มในปีหน้า (2556) มองว่าสถานการณ์ในอียูยังคงไม่ดีนัก คำสั่งซื้อสินค้าดูแล้วน่าจะลดลงต่อเนื่อง สภาพคล่องของประเทศคู่ค้าลดลง ทำให้มองเห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตามมาอีกในอนาคต ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมองหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่หากพูดถึงตลาดในอาเซียน และจีน ที่ถือเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าทุนจากไทยเพื่อนำไปแปรรูปและส่งออกไปอียูเช่นกัน จึงทำให้มองว่าเป็นการยาก หากจะผลักดันการส่งออกในยังประเทศดังกล่าว อีกทั้งประเทศเหล่านั้นยังต้องมองหาตลาดใหม่ๆ เช่นเดียวกับไทยและเชื่อว่าเป้าหมายก็จะไม่หนีไปไหนกันมากนัก ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าใครจะลงมือทำก่อนกัน
“รัฐบาลจะต้องเป็นผู้นำในการออกไปช่วยหาตลาดใหม่ๆ หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันภาคเอกชนเองต้องมีความร่วมมือกับภาครัฐในการผลักดันการส่งออกด้วย รวมทั้งต้องปรับปรุงคุณภาพสินค้า เพิ่มมูลค่า และพัฒนาให้ดีขึ้น” นายวัลลภกล่าว
จี้รัฐปรับกลยุทธ์ลดพึ่งพาส่งออก
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาการส่งออกยังคงติดลบ 0.4% โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนหลังมานี้ตัวเลขติดลบเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าการส่งออกมีปัญหา เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในยูโรโซนและสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยหลัก ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าทุนจากไทย โดยพบว่า 7 เดือนที่ผ่านมาการส่งออกของจีนขยายตัวเพียง 7.8% และจีนนำเข้าชะลอลงเหลือขยายตัวเพียง 6% ส่วนเดือนกรกฎาคมการส่งออกของจีนโตเพียง 1% และนำเข้าโต 4% ทำให้แนวโน้มการส่งออกของจีนไม่น่าจะได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำที่ 10%
ทั้งนี้ เมื่อปี 2554 ไทยมีฐานการส่งออกสูงมากด้วยมูลค่า 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากหลายปีที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกแต่ละปีเฉลี่ยที่ 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ด้วยฐานที่สูงมาก หากรัฐบาลต้องการให้การส่งออกขยายตัวได้ 7-8% จะต้องทำให้เดือนที่เหลือของปีนี้ การส่งออกต้องเติบโตเฉลี่ยใกล้เคียงที่ 20% ทุกเดือน ถึงจะได้ตัวเลขดังกล่าว ซึ่งมองว่าเป็นไปได้ยาก ขณะที่หากทำให้เติบโตได้ที่ 5% ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
สำหรับปีหน้าทิศทางจะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามการแก้ไขปัญหาของยูโรโซน หากปัญหาทรุดหนักมากขึ้น โดยอาการน่าจะออกมาให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่าจะไปรอดหรือไม่ ถ้าแก้ไขได้เศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนก็น่าจะกระเตื้องขึ้น แต่มองดูแล้วขณะนี้เลือดยังไม่หยุดไหลและมีทีท่าว่าจะไหลต่อเนื่องด้วย อีกส่วนหนึ่งที่กำลังติดตามกันมากคือ การออกคิวอี 3 ของสหรัฐ ซึ่งมองว่าก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่จะช่วยได้ในแง่จิตวิทยาต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และราคาทองคำ แต่หากเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ดีขึ้นก็จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยด้วย หรือในทางตรงข้ามหากไม่ดี เราก็ยังแย่อยู่
ส่วนการส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ มองว่าน่าจะช่วยได้บ้างในแง่ลดภาระให้กับผู้ประกอบการ เชื่อว่าแบงก์ชาติคงมองเห็นแล้วว่าปัญหาเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อก็ไม่ได้เป็นปัจจัยกดดันแล้ว อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยจะช่วยไม่ได้มากในภาวะเงินตึงตัว จะเห็นได้จากแบงก์พาณิชย์เองมีการแข่งขันระดมเงินฝากรุนแรง ซึ่งการลดดอกเบี้ยนโยบายลงจะทำได้ผลก็ต่อเมื่อมีสภาพคล่องล้นเท่านั้น หรือการที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลดีต่อดุลการค้าของประเทศที่ปัจจุบันขาดดุล เพราะหากบาทอ่อนค่าลงอาจจะทำให้ขาดดุลการค้ามากขึ้นได้จากปัจจุบันไทยนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น
นายสมภพกล่าวด้วยว่า การส่งออกของไทยปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ขณะที่เมื่อเทียบกับจีน การส่งออกคิดเป็น 20% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อจีนเห็นท่าว่าการส่งออกจะไม่ดี ก็หันมาเร่งการพัฒนาภายในประเทศ รัฐบาลไทยจึงต้องมาคิดแล้วว่า ประเทศไทยจะยังคงใช้กลยุทธ์การส่งออกเพื่อผลักดันเศรษฐกิจต่อไปอีกหรือไม่ ทั้งๆ ที่เราเป็นประเทศผู้ส่งออกที่ไม่มีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง เป็นเพียงผู้รับมาผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น เมื่อการส่งออกมีปัญหา กลยุทธ์การผลักดันส่งออกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจึงทำได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะตระหนักในเรื่องนี้ดี แต่การลงทุนยังทำได้ไม่เต็มที่ ปัญหาคงไม่ได้อยู่ที่ว่าโครงการนั้นน่าลงทุนหรือไม่ แต่คำถามคือรัฐควรเป็นผู้ลงทุนหรือไม่ หรือทุกคนอยากให้รัฐบาลลงทุนหรือไม่ ดังนั้น การที่รัฐบาลจะเป็นผู้นำการลงทุน จึงควรสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความไว้เนื้อเชื่อใจในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เพื่อขจัดปัญหาความเคลือบแคลงใจ
เร่งอัดฉีดเงินกระตุ้นศก.ภายใน
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากช่วงที่เหลือของปีนี้ การส่งออกมีมูลค่าเฉลี่ยที่ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน คาดว่าจะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตได้เพียง 4% และมีโอกาสที่จะเติบโตได้เพียง 2-3% ด้วยซ้ำ ซึ่งตามปกติแล้วการส่งออกในช่วงไตรมาส 3 ของปี จะมากกว่าไตรมาส 4 แต่เมื่อเริ่มต้นไตรมาสคือเดือนกรกฎาคม การส่งออกกลับมีมูลค่าเพียงกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสัญญาณการซื้อสินค้าก็ลดลงต่อเนื่องจะทำให้ตั้งไตรมาสจะไม่คึกคักและโอกาสที่การส่งออกจะต่ำกว่าเดือนละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมูลค่าส่งออกสามารถเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนได้ ก็จะทำให้การขยายตัวในปีนี้อยู่ที่อัตรา 5% ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ รัฐบาลควรตระหนักถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยขณะนี้พบว่าเศรษฐกิจในประเทศที่ป็นตลาดหลักของไทยทั้งยุโรป สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ตลอดจนอาเซียน รวมแล้วคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของมูลค่าการส่งออกของไทย ล้วนได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤติการเงินในยุโรป โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่นที่การส่งออกลดลง อาจมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน และกระทบกับการท่องเที่ยวในที่สุดได้ ขณะที่ราคายางอยู่ในระดับ จะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ
ประเด็นสำคัญคือในปีหน้า หากไตรมาส 4 ปีนี้ไม่ดีนักจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปีหน้า อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังฟื้นตัวสะดุดลงได้ ดังนั้น ภาครัฐจะต้องเร่งอัดฉีดเงินงบประมาณเข้าสู่ระบบ ซึ่งมีงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวน 2.4 ล้านล้านบาท และงบบริหารจัดการน้ำท่วม อีก 3.5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ที่ 5.6% ในปีนี้
--------------------
(เร่งระดมสมองกู้ 'ส่งออก' คำสั่งซื้อปีหน้าส่อชะลอ-จี้รัฐปรับกลยุทธ์ดันศก. : รายงานพิเศษ : โดย ... อนัญชนา สาระคู)



