
เปลี่ยนสุภาษิต(จะ)เปลี่ยนพฤติกรรม!?
ฮอตอิชชู่ : เชื่อหรือไม่...เปลี่ยนสุภาษิต(จะ)เปลี่ยนพฤติกรรม
"การตีหรือไม่ตีไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้ลูกเป็นคนดีหรือทำให้ครอบครัวอบอุ่น มันมีปัจจัยอื่นอีกตั้งมากมาย พ่อแม่ควรเข้าใจว่า เลี้ยงลูกควรจะเลี้ยงให้มีความสุข..."
เมื่อโลกเปิดกว้างขึ้น วัฒนธรรมประเพณีจากหลากหลายสังคมก็มาผสมปนเปกันง่ายดาย เช่นเดียวกับธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ที่ถูกปรับให้ตามยุคสมัย แม้กระทั่งเรื่องของคำสั่งสอนที่พูดกันมาติดปากตั้งแต่รุ่นปู่ย่าก็ไม่วายถูกสะกิด!! ล่าสุดคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยแห่งชาติเกาะติดเทรนด์ ด้วยการเสนอเปลี่ยนสุภาษิต "รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี" เป็น "รักวัวให้ผูก รักลูกให้กอด" หนึ่งคำสั้นๆ หวังเปลี่ยนค่านิยมใหม่ช่วยเติมเต็มให้ครอบครัวอบอุ่นและสร้างเยาวชนที่ดีได้
ทว่าคำคำเดียวนี้จะเปลี่ยนการกระทำได้ตามที่หวังหรือไม่ แล้วสังคมคาดหวังอะไร ลองไปถามความเห็นจากผู้คนยุคนี้ให้ช่วยกันขบคิดว่า "กุศโลบาย" ดังกล่าวจะรอดหรือจะร่วง...
แม่ค้าขายผลไม้อย่าง เล็ก จิตโสภี บอกในฐานะแม่คนหนึ่งว่า คำโบราณยังสามารถใช้ได้ผล และตัวเองก็ใช้วิธีนี้ในการเลี้ยงลูกเสมอมา รวมถึงถูกเลี้ยงมาด้วยวิธีนี้เช่นกัน การตีทุกครั้งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อลูกทำผิดจริงๆ รวมถึงต้องอยู่ในกรอบของเหตุและผล เช่น หากลูกไม่ไปโรงเรียนโดยไม่มีเหตุผลก็ควรว่ากล่าวตักเตือนหรือใช้วิธีลงโทษเพื่อให้สำนึกผิดบ้างถือเป็นเรื่องธรรมดา เรียกว่าเป็นการสอนมากกว่า
"เปลี่ยนแล้วดีหรือไม่ดียังไงขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละคน ส่วนตัวมองว่า คำสอนที่เป็นคำของคนสมัยก่อนสามารถใช้ได้ดีเสมอ ไม่เฉพาะแค่คำนี้เท่านั้น เพราะทุกอย่างที่คนโบราณสอนได้ผ่านการลองผิดลองถูกและกลายเป็นของสำเร็จรูปให้คนรุ่นหลังได้ทำตาม การปรับเปลี่ยนสิ่งที่เรียกว่าดีอยู่แล้วเป็นเรื่องที่เสี่ยง เหมือนของบางสิ่งเปลี่ยนแปลงแล้วดีขึ้นก็ควรเปลี่ยน แต่บางอย่างที่ดีอยู่ก็ควรอนุรักษ์มากกว่า" หนึ่งในตัวแทนผู้ปกครอง ให้ความเห็น
ด้านคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ อย่าง วิษณุวัต สุริยวง ณ อยุธยา กรรมการ บริษัท บ้านหม้อ จำกัด ออกตัวว่า แม้จะแต่งงานมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูก แต่คนแวดล้อมไม่ว่าพนักงานหรือญาติๆ ล้วนมีลูกทั้งเล็กๆ และวัยรุ่น ก็พอจะได้เห็นการเลี้ยงลูกของคนสมัยนี้บ้าง เรื่องการเปลี่ยนคำในสุภาษิตน่าจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะนำไปปรับใช้ แต่ส่วนตัวอยากให้เปลี่ยนเป็น "รักวัวให้ผูก รักลูกให้อบรม" มากกว่า
"ถ้าเราไม่อบรมให้ดี ต่อไปก็จะเอาไม่อยู่ เหมือนหลายครอบครัวที่มัวแต่โอ๋ ไม่ตีให้จำบ้างลูกก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่ทำผิดเป็นเรื่องไม่สำคัญ อย่างลูกเสพยาแล้วเข้าไปกอดแล้วจะเลิกได้ไหม ทำผิดแล้วกอดแปลว่าอะไร ฝากถามหน่อย คงช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้นเท่านั้น ผมยอมรับว่าเป็นคนหัวโบราณ ลูกผิดต้องทำโทษบ้าง ตีแล้วก็ต้องสั่งสอนไปด้วย แต่ต้องดูอายุด้วยนะ ถ้าแก่เกินแกงก็คงไม่มีประโยชน์ ถ้าเรื่องกอดผมว่าใช้ตอนแสดงความรัก ความเมตตา สงสารดีกว่า ลูกทุกข์ร้อนหรือผิดหวังมาแล้วเราปลอบโยน อันนี้ควรทำ จึงน่าจะตีแล้วกอด แล้วก็อบรมสั่งสอนไปด้วยถึงจะถูก" คนหัวโบราณ กล่าว
ในมุมมองของ "หมอนัท" อ.นพ.พสิษฐ์พล วัชรวงศ์วาน อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแจกแจงในฐานะคุณพ่อที่ทุ่มเทเวลาให้การเลี้ยงลูกแบบเต็มที่ว่า คำสุภาษิตที่นิยามกันมาตั้งแต่โบราณย่อมมีที่มาที่ไป และไม่ควรเปลี่ยน เพราะถือเป็นประวัติศาสตร์ด้านภาษาของชาติ จะถูกหรือผิดอย่างไรคงต้องเทียบเคียงกับสังคมในยุคนั้น ส่วนตัวมองว่าเหมาะสมกับสมัยที่ตัวเองยังเป็นเด็ก แต่ปัจจุบันการเลี้ยงลูกด้วยการตีกลับไม่ใช่ทางออกที่ดีแล้วในการอบรมสั่งสองลูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะเปลี่ยนคำสุภาษิต ควรจะคิดคำสุภาษิตใหม่ขึ้นมาแทนจะดีกว่า
"สุภาษิตคำพังเพยน่าจะมีอะไรที่บ่งบอกถึงยุคสมัย อย่างรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี คือการอบรมสั่งสอนเด็กในสมัยเก่า นั่นคือ ถ้าเด็กทำผิดจากกรอบกติกาที่ผู้ใหญ่ตั้งไว้ควรจะตี แต่เนื่องจากมีงานวิจัยบางชิ้นบอกว่า การตีเด็กนั้นมีโทษมากกว่าประโยชน์ จึงไม่ควรจะตีเด็ก ซึ่งผมเห็นด้วย คำถามคือ เราจะอบรมลูกเราอย่างไรถ้าไม่ตี เชื่อหรือไม่ว่า เด็กเขารู้ว่าไม่ควรทำอะไร แต่เด็กอยากที่จะลองพ่อแม่อยู่เสมอว่า จะทำในสิ่งที่ไม่ควรทำได้มากแค่ไหน ดังนั้นทางออกที่ถูกคือ พ่อแม่ต้องตั้งเส้นไว้ว่า นี่คือทำได้ นี่คือทำไม่ได้ แล้วต้องสม่ำเสมอ รักษามาตรฐานไว้ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก
ผมว่าพูดกับลูกสั้นๆ ได้ใจความจะดีที่สุด บอกไปเลยว่าลูกทำในสิ่งที่พ่อแม่ไม่ชอบ ทำสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่พ่อแม่ห้าม แต่จะไม่บอกว่าลูกดื้อหรือลูกเลว ห้ามเอาความรักมาต่อรองเด็ดขาด เช่น ถ้าทำอย่างนี้เดี๋ยวพ่อไม่รักนะ ผมไม่เคยถูกพ่อกับแม่ตีเลย และคิดว่าการตีหรือไม่ตีไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้ลูกเป็นคนดีหรือทำให้ครอบครัวอบอุ่น มันมีปัจจัยอื่นอีกตั้งมากมาย พ่อแม่ควรเข้าใจว่า เลี้ยงลูกควรจะเลี้ยงให้มีความสุข สอนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง ให้รู้จักกฎและมารยาททางสังคม รู้จักความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น การกอดเป็นการแสดงออกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก ซึ่งดีกว่าการตีแน่นอน แต่เมื่อไรที่ลูกทำผิดต้องไม่โอ๋ลูกด้วย" คุณหมอนัท แจกแจง
ปิดท้ายที่คำแนะนำจากนักจิตวิทยา พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูลจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ที่ให้ความเห็นว่า จากงานศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติความรุนแรงที่มีต่อเด็ก พบว่า การอบรมลูกด้วยวิธีการตี มีแนวโน้มที่จะเป็นความรุนแรงที่เสี่ยงต่อสภาพจิตใจของเด็ก เพราะการตีเป็นเพียงแค่การบันดาลโทสะ เนื่องจากผู้ตีไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ในระหว่างที่ตี โดยเฉพาะในเด็กเล็กเมื่อถูกตีจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก รวมถึงจะจดจำว่าเป็นเรื่องเลวร้าย และเป็นสาเหตุให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว ส่วนสิ่งที่สามารถช่วยกล่อมเกลานั้นก็คือ "การกอด" ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์มาแล้วว่า สามารถส่งผลต่อสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้เลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี
"การเปลี่ยนสุภาษิตจะช่วยทำให้พ่อแม่ฉุกคิดและใช้เปรียบเทียบว่า ผูกวัวคือการรักษาเพื่อไม่ให้วัวหาย ส่วนการกอดคือสิ่งที่สำคัญที่จะส่งผลต่อสายใยความรักความผูกพัน อยากให้ผู้ปกครองทุกคนตั้งสติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่ทุกคนต้องเผชิญกับสภาวะการแข่งขันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การเดินทาง ซึ่งล้วนส่งผลต่อสภาวะทางจิต รวมถึงกระทบต่อการอบรมเลี้ยงดู การหันมาให้ความรักด้วยวิธีที่ถูกต้องน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ชวน
รวมๆ แล้วจะรักลูกให้ "กอด"หรือ "ตี" ยังงั้ย..ยังไง ก็เป็นแค่แนวทางในการอบรมสั่งสอนที่ยังมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ทำมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ได้ สุดท้ายแล้วคุณพ่อคุณแม่คงต้องใช้วิจารณญาณให้มากขึ้น หยิบมาปรับใช้กันใหม่ให้เหมาะสมพอดีถึงจะดีที่สุด
--------------------
(ฮอตอิชชู่ : เชื่อหรือไม่...เปลี่ยนสุภาษิต(จะ)เปลี่ยนพฤติกรรม)



