
กังวลกันว่า'อาจเอาไม่อยู่'
กังวลกันว่า'อาจเอาไม่อยู่' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/twitter@DoctorAmorn
แนวนโยบายของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมอบหมายให้กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ให้ใช้ “ใบเตือน” สำหรับตักเตือนผู้ขับขี่ซึ่งทำผิดกฎจราจร แม้จะเป็น “แนวคิดในเชิงจิตวิทยา” เพราะต่างทราบดีว่า ข้อหาซึ่งได้รับการยกเว้นนั้น เป็นเรื่องซึ่งไม่ค่อยจับกันบ่อยนัก และเป็นเรื่องรายละเอียดปลีกย่อย ปกติก็มักให้คำแนะนำก่อนปล่อยตัวไปอยู่เป็นประจำ
แต่การออกเป็นนโยบายเช่นนี้ ทางฝ่ายตำรวจเองอาจเชื่อว่า จะมีผลทำให้สังคมเกิด “จิตสำนึกรับผิดชอบ (conscience)” ซึ่งส่วนตัวยอมรับว่า “ยากมาก” เพราะสังคมของพวกเราทั้งหลายนั้นเป็นสังคมซึ่งไร้ระเบียบวินัยอย่างแรง สิ่งพบเห็นกระทั่งก่อให้เกิดเหตุน่าสลดใจหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น เพราะ “ความประมาท ผสมผสานกับความมักง่ายธุระไม่ใช่” ผมมีข้อมูลจากภาพยนตร์รณรงค์การประพฤติปฏิบัติชอบของเว็บชื่อ “มูลนิธิคนไทย" ในยูทูบ(Youtube) เกี่ยวกับผลสำรวจของคนไทยกว่าสี่ห้าพันคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่มีความน่าเชื่อถือพอสมควร หากผ่านระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
ความน่าสนใจของงานวิจัยยืนยันว่า คนไทยยังคงคิดถึงแต่ตัวเอง เห็นเรื่องของครอบครัวตัวเองสำคัญกว่าเรื่องของส่วนรวม ปัญหาสำคัญคือ การทุจริตคอรัปชั่นน่ากลัวมาก พอดีเมื่อวันก่อนผมไปร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งของสำนักงาน ปปช. ทำให้ได้ทราบข้อมูลจากการศึกษาขององค์กรตรวจสอบความโปร่งใสในต่างประเทศ พบตัวเลขน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึง “การทุจริตคอรัปชั่น” ของเราว่า ส่วนหนึ่งมาจาก “สินบน” หรือ “รางวัลนำจับ” หน่วยงานที่ถูกพูดถึงก็มีทั้ง จราจร ซึ่งหยิบยกมาเป็นประเด็นในวันนี้ รวมทั้ง ศุลกากร ซึ่งดูเหมือนจะเป็นขาประจำเกือบทุกครั้งในการสำรวจเรื่อง “สีเทาๆ ทำนองนี้”
ตัวเลขที่เขาค้นพบอ้างว่า รายได้ผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมศุลกากร ซึ่ง “เป็นเงินถูกกฎหมาย” เป็นเงินจากสินบนนำจับมีมากถึงเกือบๆ ห้าร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินจำนวนนี้ ทำให้คนจำนวนมากเกิดคำถามขึ้นมาในใจหลายประการ ไม่ต่างกับเรื่องของ “จราจร” ในประเด็นว่า การบังคับใช้กฎหมายเป็นหน้าที่ประจำของคนเหล่านี้ เหตุใด “ทำงานในหน้าที่ซึ่งกฎหมายกำหนดบทบาทรับรองไว้เรียบร้อย ถึงจะต้องมาให้เงินให้ทองกันอีก” ทางผู้เชี่ยวชาญมองว่า เรื่องลักษณะนี้เป็นการส่งเสิรมให้การคอรัปชั่นบานปลายออกไป เนื่องด้วยคนจำนวนหนึ่งใช้ช่องว่างของกฎหมาย ซึ่งให้อำนาจเต็มที่ในการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิด ทั้งตั้งด่าน ทั้งเรียกรับ เพราะ “ยิ่งจับมาก จะทำให้ได้รับส่วนแบ่งจากสินบนนำจับมาก” ทำให้คนเหล่านี้เร่งทำผลงาน เลยยิ่งสบช่องโอกาสในการกระทำความผิดมากขึ้นต่อเนื่อง
จึงเห็นว่า โครงการของ บช.น.ในการอะลุ้มอล่วยแก่ผู้ขับขี่ในด้านหนึ่ง น่าจะเป็นผลดีในแง่ “การสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกขององค์กร” ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องให้ต้องขบคิดกันต่อว่า ปัญหาจริงๆ ที่ประชาชน “บ่นๆ กันนั้น” น่าจะมาจากการจับกุมในข้อหาซึ่งอยู่ใน 13 รายการเป็นปกติ และการถูกจับบ่อยๆ หรือถี่ๆ เป็นผลมาจาก “สินบนนำจับหรือไม่”



