ข่าว

รวบ'ม้ง-อาข่า'ขนยาบ้าล้านเม็ดเข้ากรุง

รวบ'ม้ง-อาข่า'ขนยาบ้าล้านเม็ดเข้ากรุง

30 ส.ค. 2555

"เพรียวพันธ์"นำแถลงรวบ "ม้ง-อาข่า" ขนยาบ้า 1 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 50 กก. เข้ากรุง ขณะที่ตำรวจเชียงรายบุกค้นพื้นที่เครือข่ายเผ่าม้งยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 30 ล้าน ด้านคอมมานโดบุกเงียบหิ้วตัวขาใหญ่ 26 รายไปจองจำต่อที่เรือนจำเขาบินแล้ว

              เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 30 สิงหาคม พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ โชติมา ผบช.ปส.พ.ต.อ.ทนัย อภิชาติเสนีย์ รองผบก.ป. แถลงข่าวจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ภายหลังจากเจ้าหน้าที่บช.ปส.และ ตำรวจปฎิบัติการ 191 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้ารายใหญ่ ได้ทั้งหมด 4 ราย พร้อมของกลางยาบ้าและยาไอซ์จำนวนมาก เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ อ.แม่สลวย จ.เชียงราย ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดขึ้นเครื่องบินรุ่นกาซ่าของกองบินตำรวจมายังกองบินตำรวจ ซึ่งตั้งอยู่ในกองทัพอากาศ ผู้ต้องหาประกอบด้วย นายณัฐพล เลาชัง อยู่บ้านเลขที่ 42/2 ม.13 ต.แม่จัน อ.แม่วง จ.เชียงใหม่ นายลีเซอ ยาแปงกู๋ บ้านเลขที่ 3369 ม.3 ต.วารี อ.แม่สรวยจ.เชียงราย นายประคอง เกียรติไพรสัณฑ์ อยู่บ้านเลขที่ 334 ม.14 ต.แม่สอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และนายธงชัย เศรษฐภัทรพร อยู่บ้านเลขที่ 26 ม.7 ต.บัวหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่  พร้อมของกลางยาบ้าและยาไอซ์ บรรจุอยู่ในกระเป๋าเป้สีเขียวเข้มจำนวน 11 ใบ ยาบ้าและยาไอซ์บรรจุอยู่ในกระสอบปุ๋ยจำนวน 1 กระสอบ ทั้งสองรายการมียาบ้าอยู่ประมาณ 1 ล้านเม็ด และยาไอซ์ประมาณ 50 กก. รถยนต์อีซูซุรุ่นดีแม็ก สีเทา หมายเลขทะเบียน ผพ-4387 เชียงใหม่ รถยนต์โตโยต้ารุ่นวีโก้สีเทา หมายเลขทะเบียน บษ-2372 เชียงราย รถยนต์โตโยต้า รุ่นวีโก้ สีเทา หมายเลขทะเบียน ผผ-4447 เชียงใหม่ โดยจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้ภายในโรงพยาบาลแม่สรวย อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โดยยาเสพติดจำนวนดังกล่าวผู้ต้องหาได้ลักลอบนำยาเสพติดมาจากประเทศเพื่่อนบ้านก่อนจะนำมาส่งจำหน่ายให้เอเย่นต์ในกรุงเทพฯ

              พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากชุดสืบสวนทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯทาง พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ พ.ต.อ.ทนัย พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บช.ปส.เจ้าหน้าที่ บช.ก. บชน.(191)และกก.สส.บก.ตม.5 ชุดปฎิบัติการสกัดกั้นการลำเลี้ยงยาเสพติดได้ทำการสืบสวนจนทราบถึงเครือข่ายกลุ่มค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งในและต่างประเทศมีการจัดองค์กรในการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทางด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย และลำเลียงหลบเลี่ยงเส้นทางหลักที่มีด่านตรวจไปทางด่านอ.เชียงแสน แล้วย้อนกลับเข้ามาทาง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เพื่อนำเข้าสู่กรุงเทพฯของประเทศไทยในวันที่ 29 สค.เวลาประมาณ 23.00 น. ผลการสะกัดกั้นผู้ต้องหาทั้ง 4 คนได้ขับขี่รถยนต์ลำเลียงยาเสพติดก่อนชุดจับกุมได้ติดตามเข้ามาในพื้นที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กลุ่มของผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้าไปในที่จอดรถของโรงพยาบาลแม่สรวย อ.แม่สรวยจ.เชียงราย ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้สำเร็จ และทำการตรวจค้นก็ได้พบของกลางดังกล่าว

              "สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้นั้นเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพติดเครือข่ายใหญ่ที่เชื่อมโยงกันทั้งในและนอกประเทศ โดยกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจะมีการลำเลียงยาเสพติดซึ่งมีกลุ่มผู้ค้า และกลุ่มนักขนชาวอาข่า ,ชาวม้ง ขนกันเป็นทอดๆ การลำเลียงยาเสพติดในแต่ละครั้ง กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดก็จะมีกลยุทธ์ และมีมาตราการแผนการขนยาที่แยบยล ปรับเปลี่ยนแผนโดยตลอด หากว่า เจ้าหน้าที่มีการตั้งด่านอย่างแน่นหนา กลุ่มผู้ขนยาเสพติดก็จะปรับเปลี่ยนเส้นทาง ไปตามตะเข็บชายแดนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มพ่อค้ายาเสพติดจะมีรถนำทาง และมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา โดยครั้งนี้เจ้าหน้าที่จับกุมรถยนต์ผู้ต้องหาได้ถึง 3 คัน จับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมของกลางยาบ้า,ยาไอซ์ จำนวนมาก เครือข่ายของกลุ่มผู้ค้ารายนี้เป็นรายใหญ่มีเครือข่ายอยู่นอกประเทศ ส่วนรายละเอียดต่างๆนั้น คงไม่ขอเปิดเผย อย่างไรก็ตาม 1 ในผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ คือนาย ลีเซอ  หรือ บอย ชาวอาขา นั้นนับว่าเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ ที่มีบทบาท ในการสั่งยาบ้า ส่วนการจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่บช.ปส.ได้ร่วมกับกำลังของตำรวจปฎิการพิเศษ 191 เป็นหลักได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหากลุ่มนี้ได้มาเปิดบ่อนพนัน โต๊ะสนุ๊กเกอร์ ร้านอาหารบังหน้าอยู่บริเวณหน้าค่ายทหารแห่งหนึ่ง ที่ จ.เชียงราย ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ และเจ้าหน้าที่จะทำการขยายผลจับกุมกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ต่อไป" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าว


 
ตร.เชียงรายยึดทรัพย์เครือข่ายกว่า30ล้าน

             พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ โทปุญญานนท์ ผบก.ภ.เชียงราย ได้รับการประสานจากตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธร (ภ.) ภาค 2 และภาค 5 ให้นำกำลังร่วมในการตรวจค้นและยึดทรัพย์คดียาเสพติดรายใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังไปตรวจสอบในพื้นที่ อ.แม่สาย จำนวน 10 จุด โดยเฉพาะชุมชนใกล้หมู่บ้านปิยะพร ต.แม่สาย อ.แม่สาย ก่อนถึงสะพานข้ามลำน้ำสายเชื่อมไทย-พม่า แห่งที่ 2 สามารถยึดทรัพย์สินได้หลายรายการประกอบด้วย บ้าน 7 หลัง ที่ดิน รถยนต์ 8 คัน จักรยานยนต์ 9 คัน ทองรูปพรรณ เงินสดในบัญชีธนาคาร และโพยหวยใต้ดิน เบื้องต้นรวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท  

             นอกจากนั้นยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 2 คน คือ นางกรวรรณ เจิมไทย ซึ่งเป็นภรรยาของนายวีระ เจิมไทย ซึ่งถูกจับกุมได้ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อเช้าที่ผ่านมาและนางอ๋อง ลงใจ ซึ่งเป็นภรรยาของนายแสง ลงใจ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุมตามหมายจับในข้อหาร่วมกันค้ายาเสพติด ร่วมกับนายธนบูลย์ แพงแพทย์ ซึ่งถูกตำรวจ จ.ชลบุรี ถูกจับกุมดำเนินคดีพร้อมของกลางพร้อมของกลางไอซ์  1 กิโลกรัม เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา

             ทั้งนี้ทางตำรวจระบุว่าเครือข่ายยาดังกล่าวมีการนำยาบ้าไปส่งที่ จ.ชลบุรี โดยรับมีการส่งไปจากชายแดนไทย-พม่า ทางด้าน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกจับและหลบหนีไป วันเดียวกันเมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา  ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ปส.) สืบทราบจะมีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านถนนสายเชียงราย-เชียงใหม่ จึงวางกำลังดักซุ่มอยู่หน้า  โรงพยาบาลแม่สรวย ต.แม่สรวย อ.แม่สรวย ต่อมาพบรถยนต์ 1 คันขับลงมาจากภูเขาลงไปตามถนนใหญ่มุ่งหน้าจะเดินทางจาก อ.แม่สรวย ไปทาง จ.เชียงใหม่ จึงทำการสกัดตรวจสอบพบชายฉกรรจ์ 4 คนในรถ และมีกระเป๋าเป้วางอยู่ในรถหลายใบภายในมียาบ้าจำนวน 1 ล้านเม็ด ยาไอซ์ 50 กิโลกรัม ตรวจสอบพบหนึ่งในคนร้ายชื่อนายลีซอ ยาแปงกู่ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 336 ม.3 ต.วาวี อ.แม่สรวย พร้อมพวกอีก 3 คน จากนั้นควบคุมตัวส่ง บช.ปส.กรุงเทพฯ เบื้องต้นทราบว่าเครือข่ายยาบ้าดังกล่าวเป็นของเผ่าม้ง

 

ดาบตำรวจระยอง-ถูกแกงค์ยาบ้ายิงอาการโคม่า

             พ.ต.ท.ไพฑูรย์ ตั้งความเพียร พนักงานสอบสวน สภ.แกลง จ.ระยอง ได้รับแจ้ง มี ตำรวจ สภ.ปากน้ำประแสร์ ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกนำส่ง รพ.แกลง และส่งต่อไปรักษาที่ รพ.ระยอง เหตุเกิดบริเวณซุ้มประตูทางเข้าวัดหนองน้ำขุ่น ถนนสายหนองน้ำขุ่น-หนองรี หมู่ 3 ต.วังหว้า จึงรายงาน พ.ต.อ.ธนศักดิ์ ปานแย้ม ผกก.สภ.แกลง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปดูที่เกิดเหตุ 

             จากการสอบสวน ทราบว่า เหตุดังกล่าวเกิดขณะที่ ดาบตำรวจพัลลภ รื่นรมย์ ผู้บังคับหมู่งานสืบสวนสอบสวน สถานีตำรวจปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ขับรถยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบอร์นหมายเลขทะเบียน กจ-7439 ระยอง มาตามถนนกะเพราแหลมสน ตำบลหนองค้อ อำเภอแกลงโดยมีนายวีระวุฒิ หลังปูเต๊ะ อายุ 34 ปีบ้านเลขที่ 444/1155 หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นเพื่อนนั่งมาด้วยระหว่างนั้นได้มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสสัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จึงสงสัยว่าจะเป็นแกงค์ค้ายาบ้า จึงขับรถสะกดรอยตาม ไปจนถึงบริเวณทางเข้าวัดหนองน้ำขุ่น อำเภอแกลง รถเก๋งคันดังกล่าวก็จอดรถขวางถนน ทำให้ดาบตำรวจพัลลภ ต้องเบรคกระทันหัน จากนั้นคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่รถ 2 นัด กระสุนพุ่งเข้าเจาะที่คอ และหน้าผาก ดาบตำรวจพัลลภ ฟุบไป หลังก่อเหตุคนร้ายก็ขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

             ส่วนนายวีรวุฒิ ที่นั่งมาด้วยจึงรีบนำตัวดาบพัลลภ ส่งโรงพยาบาลแกลง แต่ดาบพัลลภ อาการหนัก จึงต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระยอง ล่าสุดอาการปลอดภัย มีเพียงดวงตา ที่ยังต้องเข้ารับการผ่าตัด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นแกงค์ยาบ้า ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาตัวคนร้ายรายนี้อย่างเร่งด่วนแล้ว


คอมมานโดกรมราชทัณฑ์บุกเงียบหิ้วตัวขาใหญ่ 26 รายไปจองจำต่อที่เรือนจำเขาบินแล้ว

             ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช ความคืบหน้าต่อหลายกรณีที่เชื่อมโยงกับเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อช่วงตี 4 ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ชุดคอมมานโดกรมราชทัณฑ์ ได้จัดขบวนรถบรรทุกนักโทษจากกรมราชทัณฑ์เดินทางมาถึงเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ก่อนเข้าปฏิบัติการควบคุมนักโทษขาใหญ่จำนวน 26 รายจากแดน 5 แดน 6 และแดนความมั่นคงสูงของเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช โดยใช้เครื่องพันธนาการเข้าควบคุมจากนั้นได้นำตัวขึ้นรถบัสบรรทุกนักโทษเดินทางออกจากเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช มุ่งหน้าไปยังเรือนจำเขาบินทันทีโดยใช้เวลาปฏิบัติการในเรือนจำกลางนครศรีธรรมราชเพียงไม่ถึง 1 ชม.ซึ่งตลอดการปฏิบัติการนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ให้สิทธิกับผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งเข้าบันทึกภาพตลอดเวลาการปฏิบัติการเพียงสถานีเดียวเท่านั้น

             นายสุรพล แก้วภราดัย ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า การปฏิบัติการดังกล่าวนั้นเป็นความลับเจ้าหน้าที่จากกรมราชทัณฑ์มาทำการขนย้ายนักโทษไปแบบฉับพลันรวม 26 คนซึ่งเป็นนักโทษขาใหญ่ที่อธิบดีมีคำสั่งให้ย้ายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยนักโทษทุกคนไม่มีสิ่งใดติดตัวไปนอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่เท่านั้น ส่วนเครื่องใช้อื่นๆนั้นให้ไปเบิกเอาที่เรือนจำเขาบิน

             ขณะที่เคลื่อนย้ายนักโทษกลุ่มนี้ออกไปเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นในห้องพักพบโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องถูกนักโทษคดีค้ายาเสพติดรายสำคัญนอนทับอยู่ เมื่อค้นได้มีนักโทษที่เป็นสมุนมารับแทนว่าเป็นของเขาแต่เจ้าหน้าที่ค้นได้ที่ตัวของขาใหญ่รายนี้จึงดำเนินคดีกับขาใหญ่รายนี้อย่างตรงไปตรงมาและนำส่งเครื่องนี้ไปตรวจสอบตามขั้นตอน

             นายสุรพล  ยังกล่าวต่อถึงการโยกย้ายผู้คุมจำนวน 25 รายออกไปจากเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช และย้ายจากเรือนจำอื่นมาประจำการที่เรือนจำนครศรีธรรมราช 17 นายยังทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ตามโครงสร้างจริงของเรือนนครศรีธรรมราชนั้นอยู่ที่ 170 คน แต่อัตรานี้สำหรับนักโทษ 3,500 คน ปัจจุบันมีนักโทษ 5 พันคน เหลืออัตราจริงอยู่ที่ 155 คนรวมอัตราที่ย้ายเข้ามาใหม่

             “แต่ขณะนี้การย้ายเข้าย้ายออกยังไม่แล้วเสร็จซึ่งจะต้องเสร็จภายใน 7 วัน เจ้าหน้าที่ที่เหลือจะต้องทำหน้าที่อย่างหนักขึ้นไปอีกเช่นนักโทษป่วยในรพ.จะต้องเสียเจ้าหน้าที่ออกไปถึง 4 นายต่อคน ยิ่งป่วยมากก็ต้องคูณไปตามจำนวนนักโทษที่ออกไปรักษาตัว และยังมีภารกิจย้ายผู้ต้องขังไปเรือนจำต่างๆ คุมผู้ต้องขังส่งศาลทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด ความตึงตัวของเจ้าหน้าที่มีมากขึ้น ความเครียดมีมากขึ้นคนจัดเวร คนบริหารก็หนักใจ ส่วนการลาออกของเจ้าหน้าที่ชุดแรกที่มีคำสั่งโยกย้ายจำนวน 11 นายออกไปนั้นทราบว่าไม่มีการอนุญาตเพราะยังติดอยู่ในชั้นสอบสวนวินัย ส่วนชุดหลัง 25 นายนั้นสามารถยื่นลาออกได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน” นายสุรพล กล่าว

             ด้านพล.ต.ต.รณพงศ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบนั้นเชื่อว่ามีเงินหมุนเวียนเป็นหลักพันล้าน ชุดแรกที่ทำไปนั้นมีกว่า 60-70 ล้านรายอื่นๆที่ใหญ่กว่านี้ยังดำเนินการต่อไป กระบวนการที่สั่งการอยู่ในเรือนจำจะมีเครือข่ายอยู่ที่บางขวาง เชื่อมไปเชียงราย และประเทศเพื่อนบ้าน จากข้อมูลทั้งหมดที่ทำมานั้น แหล่งของกระบวนการค้ายาในประเทศไทยมีกว่า 50 เปอร์เซ็นไม่ผิดไปจากนี้  ส่วนของนครศรีธรรมราช พยายามหาวิธีการเข้าไปหยุดให้ลดน้อยลงให้มากที่สุด

             “ขณะนี้ขบวนการค้ายาในประเทศไทยมีหลายขบวนการคนบางคนที่มีบทบาททางสังคมร่วมมืออยู่ ในส่วนของนครศรีธรรมราช นั้นยังไม่พบว่าคนพวกนี้อยู่ ส่วนการที่มีการจัดการในเรือนจำทั้งส่วนของนักโทษและเจ้าหน้าที่นั้นสถานการณ์จะดีขึ้น และการย้ายนักโทษนั้นจะสามารถลดช่องทางในการค้ายาได้มาก และหากทำอย่างนี้ต่อไปเชื่อว่าจะลดปัญหาไปได้ตามลำดับ และสิ่งสำคัญหากแก้ปัญหาแต่ข้างนอก ไม่ได้แก้ในเรือนจำปัญหาเหล่ายังไม่จบ” ผบก.นครศรีธรรมราช กล่าว