ข่าว

ไทยกับยาเสพติด

ไทยกับยาเสพติด

30 ส.ค. 2555

ไทยกับยาเสพติด: กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ [email protected]

             หนังสือเล่มหนึ่งเล่าเรื่องความเป็นมาของยาเสพติดในประเทศไทยก่อนที่จะมียาบ้า เฮโรอีน ว่าเมื่อก่อนนี้มียาเสพติดที่สำคัญและคนไทยคุ้นเคยอยู่ 3 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ ฝิ่น กัญชา และกระท่อม
 
              ทั้ง 3 อย่างเป็นสิ่งที่รัฐอนุญาตให้ใช้และให้เสพได้ตามสมควรตามวาระ และตามกรอบของกฎหมายที่ไม่เคร่งครัดอะไรมาก
 
              คนไทยนิยมใช้กัญชาทำอาหารมาแต่โบราณแล้ว แม้ว่ากัญชาจะทำให้ประสาทหลอน แต่ทัศนะของคนไทยที่มีต่อกัญชาก็เห็นเป็นเรื่องสนุกมากกว่าที่จะเห็นว่าเป็นยาเสพติดอันตราย กัญชาปลูกง่ายและมีอยู่ทั่วไปในประเทศเช่นเดียวกับกระท่อม คนไทยที่อยู่ใกล้ต้นไม้ชนิดนี้ การใช้ การเสพถ้าไม่มากเกินการถือเป็นเรื่องธรรมดา
 
              ส่วนฝิ่นส่วนใหญ่จะเป็นสินค้านำเข้า ว่าได้มีการลักลอบนำฝิ่นเข้ามาในประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว เพื่อสนองความต้องการของคนจีนในกรุงเทพฯ
 
              ประเทศไทยตอนเหนือได้กลายมาเป็นแหล่งปลูกฝิ่นที่สำคัญ ก็เพราะพวกชาวเขาที่ได้อพยพเข้ามาช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวเขาหลายเผ่าที่ได้นำเอาความชำนาญในการปลูกฝิ่นติดตัวเข้ามาด้วย อีกทั้งที่ดินบนภูเขาทางเหนือก็เหมาะต่อการปลูกฝิ่นยิ่งนัก ฝิ่นจึงได้เจริญและระบาดไปทั่ว โดยเฉพาะฝิ่นเถื่อนที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของรัฐ ได้มีการลักลอบค้าขายกันมาก
 
              ก็นักการเมืองในรัฐบาลนั่นแหละ ว่ากันว่ามีหลายคนที่ร่ำรวยขึ้นมาได้ก็จากการค้าฝิ่นเถื่อนในช่วงเวลานั้น
 
              หนังสือเล่มนี้บอกว่า เหตุที่รัฐบาลไทยต้องยกเลิกสัมปทานการขายฝิ่นสูบฝิ่นที่ได้มีมานับเป็นศตวรรษนั้น ก็เพราะถูกกดดันจากนานาชาติ และนับเป็นครั้งแรกที่ไทยได้นำกฎหมายต่อต้านยาเสพติดมาใช้ในปีพ.ศ.2502 มีการห้ามใช้ฝิ่นและกำหนดให้การผลิตการขนส่งและการขายฝิ่นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย มีการสั่งปิดโรงยาฝิ่นทั่วประเทศ
 
              ว่าก็ประจวบกันพอดีกับการปรากฏขึ้นของเฮโรอีนในตลาดกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองใหญ่
 
              จึงได้พบต่อมาว่า ทั้งลูกค้ากัญชา ฝิ่น ต่างก็หันมาใช้เฮโรอีน หรือมอร์ฟีนกันเป็นจำนวนมาก ดังที่ปรากฏว่ามีผู้ติดเฮโรอีนอยู่ในศูนย์กลางของเมืองเกือบทุกแห่งในประเทศขณะนั้น
 
              สิ่งที่น่าคิดจากการที่หนังสือเล่มนี้กล่าวอ้าง ก็คือผลการสำรวจในขณะนั้นที่ได้พบว่าผู้ติดยามิได้มีสาเหตุมาจากปัญหาทางบ้าน หรือว่าครอบครัวของตน ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะบริเวณที่อยู่ในเขตเมืองนั้น มีการค้าขายยาเสพติดและหาซื้อได้ง่าย
 
              ปัญหายาเสพติดจึงน่าจะมาจากสภาพแวดล้อมทางสังคม มากกว่าปัญหาส่วนตัว นี่คือเรื่องน่าคิดที่หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงเอาไว้ และเป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลต้องตระหนักอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นยุคเฮโรอีน หรือว่ายุคยาบ้าที่กำลังเป็นปัญหาหนักหนาอยู่ในเวลานี้ก็ตาม สำหรับเรื่องการปราบปรามหนังสือเล่มนี้เห็นว่า ควรจะได้ดำเนินควบคู่ไปกับการรณรงค์ให้การศึกษาและรักษาบำบัด เพราะการปราบปรามอย่างเดียวนั้น แม้จะประสบความสำเร็จ แต่ก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนที่ ด้วยผลกำไรของการค้ากึ่งอาชญากรรมนี้มีจำนวนมหาศาล ว่าเหมือนกับการตัดหัวงูยักษ์ในเทพนิยายที่มีอยู่หลายหัว ซึ่งจะเกิดหัวใหม่ขึ้นมาแทนที่ทุกครั้งที่ถูกตัดออกไป
 
              เกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กำหนดถึงขั้นประหารชีวิตเอาไว้สำหรับการค้ายาเสพติด พร้อมกับที่มีการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับผู้ใช้ ผู้เสพ แต่ในทางปฏิบัติที่จะทำให้บรรลุผลในนโยบายลดปัญหายาเสพติดลงมา หนังสือเล่มนี้ว่ายังเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลายอย่างให้ต้องคิดอย่างรอบคอบ
 
              หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดแปลและพิมพ์ออกมานานแล้ว แต่ผมเห็นว่าในวันศุกร์ที่ 31 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยความร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะขึ้นที่กรุงเทพฯ ก็เลยนำมาอ่านให้ฟังกันไว้ครับ
 
              ทั้งนี้ รวมทั้งข้อความที่ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ดังต่อไปนี้ด้วย
 
              นักค้ายาเสพติดที่สำคัญทุกคนในประเทศไทย มีที่ปรึกษาอยู่ในหน่วยตำรวจปราบปรามยาเสพติด และนักค้ายาเสพติดเกือบทุกคนไม่เคยดำเนินการขนส่งยาเสพติดที่สำคัญโดยมิได้ตรวจสอบกับตำรวจก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ถูกยึดหรือจับกุม...
 
              ก็หวังว่าทุกวันนี้คงไม่มีแล้วนะครับ