
การเมืองที่ท้าทายไม่น้อยกว่าเรื่องการปรองดองและปรับครม.
การเมืองที่ท้าทายไม่น้อยกว่าเรื่องการปรองดองและปรับครม. : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected] )
การเมืองไทยวันนี้กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ประการหนึ่ง นั่นก็คือ เรื่องของการเมืองที่ยังไม่สามารถไปพ้นทักษิณ และไปพ้นอภิสิทธิ์ได้
พูดง่ายๆ ก็คือ คนจำนวนหนึ่งที่ "คิดว่า" ตนนั้นคู่ควรและเหมาะสมกับการเมืองนั้น "ไม่มีที่จะยืน" ในการเมืองวันนี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เราไม่ค่อยได้คิดกัน เพราะมัวแต่ไปคิดเรื่องว่าตกลงจะปรับ ครม.ไหม ตกลงบ้าน 111 จะกลับมาอีกกี่คน
หรือเดาใจคุณบัณฑูรว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไหม
เรื่องใหญ่กว่านั้นก็คือตอนนี้บุคลากรใหม่ๆ จะเข้ามาเป็นนักการเมืองอย่างไร??
เพราะตอนนี้การเมืองไทยในทางหนึ่งอาจถูกมองว่าตีบตันไม่มีช่องทางให้คนใหม่เข้ามาร่วม แต่อีกทางหนึ่งเราจะพบว่านักการเมืองใหม่ๆ นั้นก็ปรากฏตัวมาในลักษณะที่ต่างไปจากเดิม ที่นั่งนับกันง่ายๆ ว่าเป็นนักธุรกิจหรือทหาร/ข้าราชการมากกว่ากัน
ลองย้อนมานึกดูว่า ที่ผ่านมาในสังคมเรามักจะมีคนที่เป็นพวกชนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่เชื่อว่ามีการศึกษานั้น คิดว่าจะสามารถเข้ามาเล่นการเมืองได้
อย่างน้อย ในช่วงหลังปี 2540 เมื่อมีการปฏิรูปการเมือง ก็จะพบว่าการเมืองใหม่ในช่วงนั้นค่อนข้างมีปรากฏการณ์สำคัญ คือการถอยร่นในระดับหนึ่งของนักการเมืองท้องถิ่น (หรืออยู่ในสถานะพรรคขนาดกลางและเล็ก ที่ถูกจำกัดอำนาจ) และข้าราชการประจำ และเปิดพื้นที่ให้ชนชั้นกลางจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง
ไม่ว่าจะในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย
ถามว่าวันนี้คนจำนวนหนึ่งไม่กล้าเข้าสู่วงการทางการเมือง เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกทักษิณ และ/หรือ เชื่อว่าถ้าเข้ามาอยู่กับประชาธิปัตย์ ก็ไม่สามารถจะเป็นรัฐบาลด้วยวิถีทางปรกติได้ ใช่ไหม?
ในแง่นี้หากลองนึกถึงคาถาวิเศษของคุณชวน ที่มักจะพูดว่าเราแพ้ เพราะเจอคนโกงและซื้อเสียงนั้น ก็คงจะไม่ยากที่จะมองว่าคุณชวนนั้นหลงยุค หรือแผ่นเสียงตกร่อง เพราะในวันนี้ทุกพรรคนั้นก็โดนจับกันทั้งสิ้น
แต่ถ้าตีความอีกมุมหนึ่งนั้น ผมคิดว่า สิ่งที่คุณชวนนั้นกังวล (หรือควรกังวลยิ่ง) นั้นไม่น่าจะใช่เรื่องของการซื้อเสียงหรอกครับ แต่น่าจะกังวลว่าลูกพรรคของท่านทำไมไม่สามารถพูดกับคนอีกหลายพื้นที่รู้เรื่อง และไม่ถูกเลือก ลำพังจะไปกล่าวหาว่าเขาไม่เลือกเพราะเขาไม่ดีพอจะเลือกคนดีแบบพวกท่านอันนั้นก็คงจะหนักหนาไปสักหน่อย แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้รับเลือกในการเมืองแบบประชาธิปไตยล่ะครับ?
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า แม้ว่าในวันนี้จะมีระบบบัญชีรายชื่อ แล้วจะหาคนหน้าตาดีมีความรู้มาลงก็ตาม แต่ถ้าไม่พึ่งพาระบบการเลือกตั้งในพื้นที่ บรรดาบัญชีรายชื่อนั้นก็ไม่สามารถเข้าสู่สภาได้เช่นกัน
ดังนั้นเอาเข้าจริงแล้ว ทั้งสองพรรคนั้นแม้ว่าจะมีผลการเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีการปรับปรุงการนำเอาสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาได้ การเมืองก็จะเกิดปัญหาในแง่ของการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและเป็นกลุ่มก้อนสำคัญเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง เราพบว่าความใฝ่ฝันในการสร้างพรรคเล็กๆ ของบรรดาชนชั้นกลางนั้นไม่ประสบความสำเร็จและเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นมานานแล้ว
แต่ก็จะพบนักการเมืองพันธุ์ใหม่ที่เข้าสู่ระบบคือลูกหลานของตระกูลต่างจังหวัดที่ขยายอำนาจครอบคลุมการเมืองในหลายๆ องค์กรในท้องถิ่น และมีความเป็นคนรุ่นใหม่และต่อตรงกับระบบธุรกิจและต่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่อีกด้านหนึ่งการเมืองภาคประชาสังคมก็จะพยายามหาเวทีเล่นของตัวเองผ่านสภาปฏิรูป และเครือข่ายองค์กรต่างๆ เพื่อต่อยอดเข้าสู่องค์กรอิสระ
และบุคลากรจากสายงานภาคยุติธรรมที่มีตำแหน่งมากมายให้เล่นในองค์กรอิสระ
แต่กระนั้นก็ตาม ถ้าอาการหวาดกลัวทักษิณ และกลัวไม่ชนะหากยืนตรงข้ามยังเป็นอยู่ ผมคิดว่าสภาวะแปลกแยกทางการเมืองของชนชั้นสูงและชนชั้นกลางระดับสูงที่เคยคิดว่าการเมืองเป็นของพวกเขาก็คงจะดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ล่ะครับ



