
"เคอิโงะ"ดีใจได้คุยกับพ่อชาวญี่ปุ่นแล้ว
"เคอิโงะ" ได้คุยกับพ่อที่สถานทูตญี่ปุ่นแล้ว เพียงทักทายกันเล็กน้อยสายก็ถูกตัดไป เจ้าตัวบอกเท่านี้ก็ดีใจแล้วและจะไม่ไปหาที่ญี่ปุ่น สถานทูตญี่ปุ่นเผยพ่อคุยกับ"เคอิโงะ"นาน 50 นาที ขณะเดียวกันมีการตามหาพ่อญี่ปุ่นโผล่อีก 2 ราย "สมมาตร ทรอย" แนะรัฐตั้งหน่วยงา
(22พ.ค.) เวลา 14.00 น. ด.ช.เคอิโงะ ซาโต เดินทางไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน พระราม 9 เพื่อไปลงสถานีลุมพินี โดยมี นายคมทัศน์ ชัยภักดี ผอ.สำนักงานผู้ว่าการรฟม. พร้อมเจ้าหน้าที่ได้รอต้อนรับ พร้อมกับมีการของขวัญและโมเดลรถไฟฟ้า หมวกสีเขียว ให้กับน้องเคอิโงะ พร้อมกับเพื่อน ๆ ที่เดินทางมาด้วย การต้อนรับครั้งนี้สร้างความปลื้มปิติยินดีให้กับด.ช.เคอิโงะเป็นอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินครั้งนี้สร้างความสนใจให้กับประชาชนที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นอย่างมาก เมื่อ ด.ช.เคอิโงะ ได้เดินทางถึงสถานีรถไฟฟ้าลุมพินี โดยเจ้าหน้าที่ได้มีการอธิบายถึงขั้นตอนการเดินทาง สัญญลักษณ์ต่างที่ปรากฏภายในสถานีรถไฟฟ้า
ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น.ด.ช.เคอิโงะ เดินทางถึงสถานฑูตญี่ปุ่น โดยมีสื่อมวลชนทั้งญี่ปุ่นและไทยร่วมทำข่าวจำนวนมาก โดยระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ด.ช.เคอิโงะได้แสดงอาการตื่นเต้นตลอดเส้นทาง พยายามมองกระจกรถไฟฟ้าตลอด เมื่อถึงบริเวณด้านหน้าสถานฑูต ด.ช.เคอิโงะกล่าวว่า รู้สึกดีใจ อยากให้พ่อมาหาที่เมืองไทย อยากให้พ่อมาเที่ยวเมืองไทย ถ้าพ่อมาจะเอาตุ๊กตาหมีให้พ่อ และถ้าพ่อมารับไปญี่ปุ่นตอนนี้ยังไม่ไป ขอเรียนที่เมืองไทยก่อน
จากนั้นได้เดินทางเข้าไปภายในสถานฑูต โดยเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้สื่อเข้าไปด้านในสถานฑูตด้วย และเวลา 17.00 น.จะแถลงข่าวที่รร.ริเวอร์ไซด์
เมื่อเวลา 14.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า เจ้าหน้าที่สถานฑูตให้การต้อนรับสื่อมวลชน โดยจัดให้พักห้องรับรอง พร้อมแจ้งว่า ทางบิดาของด.ช.เคอิโงะ จะโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยในเวลา 16.00 น. ขณะที่ด.ช.เคอิโงะ ทางเจ้าหน้าที่จัดให้พักอยู่ในห้องรับรองพิเศษเพื่อรอการพูดคุยกับทางบิดาจากประเทศญี่ปุ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด.ช.เคอิโงะหลังจากได้พบกับเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นแล้วได้ให้สัมภาษณ์ว่า ได้คุยกับพ่อผ่านทางโทรศัพท์แล้วโดยทักทายกันเล็กน้อยแล้วสายก็ถูกตัดไป ซึ่งเท่านี้ก็ทำให้ตนดีใจแล้ว และจะไม่เดินทางไปหาพ่อที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าได้คุยในรายละเอียดกับพ่อแล้ว
สถานทูตญี่ปุ่นเผยพ่อคุยกับ"เคอิโงะ"นาน50นาที
ต่อมาเวลา 16.45 น.นายชินายา อาโอกิ (Mr.SHINYA AOKI) ผู้อำนวยการสำนักข่าวสาร สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แถลงข่าวพร้อมกับด.ช.เคอิโงะ และนางปัทมา ว่า วันนี้ (22 พ.ค.) นายคัตซูมิ ซาโต พ่อของด.ช.เคอิโงะ ได้ติดต่อมาที่สถานทูตญี่ปุ่นทางโทรศัพท์เมื่อเวลา 15.30 น.ใช้เวลาคุยกันกว่า 50 นาที ส่วนรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว ทางสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้พยายามเต็มที่แล้ว และดีใจมากที่ประสบผลตามต้องการ สามารถติดพ่อของด.ช.เคอิโงะมาพูดคุยกันได้
ชาวพิจิตร ดีใจ"เคอิโงะ"ได้คุยโทรศัพท์กับพ่อ
นายสมชัย หทยตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ตนและประชาชนชาวพิจิตรรู้สึกดีใจกับด.ช. เคอิโงะ มาก ซึ่งประชาชนชาวพิจิตรต่างลุ้นและให้กำลังใจกับดงช. เคอิโงะ อย่างมากที่จะได้คุยกับพ่อชาวญี่ปุ่น ทั้งนี้หลังจากที่ด.ช.เคอิโงะ กับนางปัทมา กลับมาบ้าน ตนและชาวพิจิตร อยากให้ด.ช.เคอิโงะ ตั้งใจเรียน อย่าดื้อ เชื่อฟังครูบาอาจารย์ อีกทั้งอยากให้ประพฤติตัวดีสม่ำเสมอไม่หลงตัวเอง ตั้งใจทำมาหากิน ตรงนี้แหละจะทำให้ ด.ช.เคอิโงะ กับป้า จะประสบความสุขในชีวิต นอกจากนี้ ต้องขอขอบคุณสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย ที่ได้ช่วยติดต่อตามหาตัวนายคัตซูมิ จนสองพ่อลูกได้มีโอกาสได้โทรศัพท์คุยกัน
ผู้ว่าฯพิจิตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหัดพิจิตร ได้นำรถเข็นของนางปัทมา ป้าของด.ช.เคอิโงะไปซ่อมแซมและทำให้ใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้ซ่อมแซมทาสีใหม่เสร็จแล้วสามารถใช้ขายส้มตำ ข้าวเหนียวไก่ย่างได้เลยหลังจากที่ กลับมาจาก กทม.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพิจิตรว่า ประชาชนชาวพิจิตรไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าประชาชนต่างเฝ้าติดตามข่าวของ ด.ช.เคอิโงะ ซาโต ที่วันนี้จะได้ พูดคุยกับพ่อชาวญี่ปุ่นทางโทรศัพท์อย่างใจจดใจจ่อ บางคนนั่งหน้าโทรทัศน์อลุ้น เพื่อเฝ้าติดตามว่าสองพ่อลูกจะพูดกันว่าอย่างไร
ตามหาพ่อญี่ปุ่นโผล่อีกรายวอนช่วยเหลือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่สื่อมวลชนทั้งไทยและญี่ปุ่นรอทำข่าวน้องเคอิโงะบริเวณหน้าสถานทูตญี่ปุ่นนั้นปรากฏว่ามีนางสายฝน พึงพินิจ อายุ 45 ปี พานายโชตะ ชิโมโตะ อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นออทิสติกเดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนว่าอยากให้สถานทูตญี่ปุ่นช่วยตามหาพ่อของน้องโชตะคือนายมิคิโอะ ชิโมโตะ อายุ 67 ปีที่ขาดการติดต่อมากว่า 7 ปี
นางสายฝนเล่าว่า เคยพาน้องโชตะมาร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้ตามหาพ่อแล้ว 4 ครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือหรือช่วยเหลือแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับน้องเคอิโงะที่ทุกฝ่ายต่างให้ความช่วยเหลือที่มาวันนี้ได้ทราบว่าน้องเคอิโงะเป็นข่าวใหญ่ มีสื่อมาทำข่าวเป็นจำนวนมาก อยากให้นำเสนอข่าวและช่วยเหลือตนบ้าง ตนได้จดทะเบียนสมรสกับนายมิคิโอะตั้งแต่ปีพ.ศ.2539 มีเอกสารการจดทะเบียนที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีใบรับรองบุตรอีกด้วย
นางสายฝนกล่าวต่อว่า พบรักกับนายมิคิโอะขณะที่ฝ่ายชายมาทำงานที่ประเทศไทยที่บริษัทโตชิบานวนครก่อนจะไปอยู่กินกันที่ประเทศญี่ปุ่นที่เมืองฮาเมจิ จังหวัดเฮียวโตะประเทศญี่ปุ่น คลอดลูกที่ญี่ปุ่นและอยู่ได้ระยะหนึ่งก็เดินทางกลับประเทศไทย ขณะเดียวกันนายมิคิโอะได้เปลี่ยนผลัดงานบริษัทแม่ได้เรียกตัวกลับไปที่ประเทศญี่ปุ่นแต่ก็ได้ติดต่อสื่อสารส่งเสียค่าใช้จ่ายกับตนทุกเดือน ต่อมา นายมิคิโอะก็ขาดการติดต่อไปเฉย ๆ เป็นเวลากว่า 4 ปี
"ฉันพาลูกมาตามหาพ่อตั้งแต่ปี 2549แล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือหรือช่วยเหลือเลย อาจเป็นเพราะไม่ได้เป็นข่าวเหมือนกับกรณีของน้องเคอิโงะ พอหลังจากเป็นข่าวก็สามารถตามหาพ่อได้อย่างรวดเร็ว ฉันจึงอยากขอความเป็นธรรมให้ทุกฝ่ายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ ตอนแรกฉันก็ไม่ได้อยากมา เพราะก่อนหน้านี้เคยเดินทางมา 3 ครั้งแล้วแต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ฉันรู้สึกอาย แต่เพื่อนบ้านแนะนำให้มา เผื่อพบกับสื่อมวลชน อาจจะทำให้ลูกชายฉันจะได้พบกับพ่อชาวญี่ปุ่น ถึงแม้ลูกจะป่วยเป็นโรคออทิสติกแต่ก็รักและห่วงใยอยู่เสมอ ถ้าหากว่าพ่อของน้องเสียชีวิตไปแล้วก็อยากจะเห็นเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการเพื่อที่จะได้แน่ใจว่าฉันกับลูกไม่ได้ถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยว แต่หากมีชีวิตอยู่ก็ขอแค่ให้โทร.มาคุยกันบ้าง อย่าหายไปเฉย ๆ ลูกชายจะมีกำลังใจในการใช้ชีวิตและเล่าเรียนหนังสือ ตอนนี้น้องโชตะอายุ 15 ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พูดก็ไม่เป็นคำไม่ชัดเจน"นางสายฝนกล่าว
นางสายฝนยังกล่าวอีก ตนยังรักและเป็นห่วงสามีชาวญี่ปุ่นว่าจะใช้ชีวิตอยู่แบบไหน อยู่สบายดีหรือเปล่า หากทางสถาณทูตยืนมือเข้าช่วยเหลือก็จะเป็นพระคุณอย่างมากและสิ่งที่อยากรู้ในใจตอนนี้คือสามีชาวญี่ปุ่นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลือกปฏิบัติ อยากให้ช่วยเหลือทุกคน
โผล่อีก"ยามาโตะ"วัย10ขวบที่ร้องสื่อตามหาพ่อญี่ปุ่น
ที่ จ.เชียงใหม่ มีเหตุการณ์ลูกตามหาพ่อญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามาอีกรายคือ ด.ช.ยามาโตะ นิอึมือระ หรือน้อง“แต่แต๊” อายุ 10 ปี เด็กนักเรียนชั้นป.4 โรงเรียนเทศบาลวัดพวกช้าง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีนางปิยะฉัตร อาหมัด อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/2 ถ.เวียงพิงค์ ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านที่เลี้ยงดูอุปการะเด็กชายรายดังกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็กเป็นผู้พาตัวมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เพื่อให้ช่วยตามหาพ่อชาวญี่ปุ่นที่ชื่อนายมาซาโตะ นิอึมือระ อายุประมาณ 30 ปี ซึ่งได้ทิ้งลูกไปตั้งแต่อายุได้เพียง 2 เดือน
หลังทราบเรื่องเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้(22 พ.ค.) นางชญาดา กาวีวงศ์ นักสังคมสงเคราะห์ผู้ชำนาญการ ประจำสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.เชียงใหม่ พร้อมสื่อมวลชน ได้ไปตรวจสอบที่โรงเรียนเทศบาลวัดพวกช้างเมื่อพบกับด.ช.ยามาโตะและน.ส.เขมิกา วงศ์ศาโรจน์ ครูฝ่ายข้อมูลสารสนเทศของโรงเรียนวัดพวกช้างซึ่งแจ้งว่าทางครูเป็นผู้แนะนำให้ผู้เลี้ยงดูพาเด็กไปร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เนื่องจากเกิดความสงสารเพราะเห็นว่า ด.ช.ยามาโตะนั้นเป็นเด็กที่ร่าเริงมีผลการเรียนปานกลาง แต่เกิดจากแม่ที่เป็นชาวไทยใหญ่และพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่นและเด็กเกิดมายังเป็นผู้ไม่มีสัญชาติ
ต่อมานางปิยะฉัตร ในฐานะผู้อุปการะเด็กได้เดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่และได้พาตัว ด.ช.ยามาโตะออกเดินทางไปที่บ้านเพื่อตรวจเยี่ยมสภาพความเป็นอยู่และสอบประวัติตรวจดูหลักฐานการเกิดของเด็กรายดังกล่าวอย่างละเอียด โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.เชียงใหม่ได้มอบเงินฉุกเฉินช่วยเหลือให้เป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท นอกจากนี้ทางศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่13 จ.เชียงใหม่ยังได้มอบเงินเป็นทุนการศึกษาช่วยเหลือให้อีก 1,500 บาท
นางปิยะฉัตร อาหมัด ผู้อุปการะด.ช.ยามาโตะ เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนประกอบอาชีพรับหั่นเนื้อวัวส่งขายให้กับร้านเนื้อกระทะใน จ.เชียงใหม่ มีฐานะปานกลางอาศัยอยู่รวมกัน 8 คน ที่ต้องมาอุปการะเลี้ยงดู ด.ช.ยามาโตะนั้น เนื่องจากเมื่อ 9 ปีกว่าที่ผ่านมา แม่ของเด็กชายยาโมโตะซึ่งเป็นหญิงชาวไทยใหญ่ชื่อ น.ส.รัตนา ขันทอง อายุประมาณ 25 ปี ไม่มีสัญชาติไทยได้มาอาศัยอยู่กินกับนายมาซาโตะ ซึ่งทำงานเป็นกรรมกรชาวญี่ปุ่น โดยทั้งสองได้เช่าบ้านอยู่หลังใกล้กันกับมารดาของตน
ต่อมาแม่ของ ด.ช.ยาโมโตะได้เสียชีวิตลงด้วยโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ขณะที่เด็กชายเพิ่งเกิดมาได้ 2 เดือน โดยบิดาของ ด.ช.ยามาโตะ ยังได้จัดงานศพให้และเลี้ยงดูบุตรชายจนอายุได้ 2 ขวบครึ่ ตอนแรกจะเอา ด.ช.ยามาโตะกลับไปที่ญี่ปุ่นด้วย
นางปิยะฉัตร กล่าวว่า แต่ทางกงสุลญี่ปุ่นแจ้งว่าทางบิดาไม่มีการเซ็นรับรองบุตรทำให้เด็กไม่มีสัญชาติจึงไม่สามารถนำไปญี่ปุ่นได้ ทางบิดาต้องไปแจ้งศาลเพื่อทำเรื่องขอสัญชาติญี่ปุ่นก่อน จากนั้นนายมาซาโตะจึงได้กลับประเทศญี่ปุ่นไป โดยขณะนั้นมีอาการป่วยเป็นโรคประสาทด้วยเนื่องจากเสียใจที่ภรรยาเสียชีวิต โดยก่อนไปได้แจ้งกับตนว่าขอฝากลูกชายไว้ 2 เดือนเพื่อไปทำเรื่องขอสัญชาติจากนั้นจะกลับมารับไปอยู่ด้วย แต่หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไปเลย มีเพียงจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนมาถึงลูกขณะที่ยังเป็นเด็กเล็กมาก เมื่อทางครูแนะนำให้ไปร้องเรียนต่อสื่อจึงได้ดำเนินการและทาง พม.ก็เดินทางมาช่วยเหลือดังกล่าว
ด.ช.ยามาโตะ กล่าวว่า ตนทราบดีว่ามีพ่อเป็นคนญี่ปุ่น แต่จำหน้าไม่ได้เคยเห็นแต่ในภาพ ในตอนนี้หากพบพ่อก็ดีใจแต่ไม่ต้องการที่จะไปอยู่กับพ่อญี่ปุ่นเพียงแต่ได้อยู่กับครอบครัวและสัญชาติไทยก็พอใจแล้ว
ด้านนางชญาดา กล่าวว่า การให้เงินฉุกเฉินและทุนการศึกษาสงเคราะห์ช่วยเหลือนั้นเป็นเพียงมาตรการเบื้องต้นที่มอบให้ควบคู่ไปกับการส่งนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเข้ามาดูแลเด็กอย่างเร่งด่วน เพราะไม่อยากให้อยู่ในภาวะซึมเศร้า แต่กรณีของด.ช.ยามาโตะนี้จะเแตกต่างไปจากกรณีของน.ส.นารูมิ ฮามาดะ และด.ช.เคอิโงะ ซาโต เนื่องจากเป็นเด็กไม่มีสัญชาติทางพม.จะได้ประสานกับสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่นจ.เชียงใหม่ โดยจะมีการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเสนอเรื่องไปให้ช่วยติดตามหาพ่อ
หลังจากนั้นหากเด็กได้พบพ่อแล้วจึงจะเป็นขั้นตอนต่อไปว่าเด็กจะเลือกถือสัญชาติใดระหว่างญี่ปุ่นกับไทย ซึ่งในเรื่องของการยื่นขอสัญชาตินั้นจะต้องเสนอเรื่องให้นักกฎหมายของหน่วยงาน พม.เข้ามาจัดการดูแลช่วยเหลือ แต่เบื้องต้นต้องหาตัวพ่อเด็กให้พบก่อน เพื่อที่จะเรียกกลับมา แต่หากไม่พบก็จะได้พิจารณากันต่อว่าจะตามกฎหมายแล้วใครจะเป็นผู้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองในการยื่นเรื่องร้องขอสัญชาติไทยต่อไป
นางชญาดา กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของ น.ส.นารูมิที่ทาง พม.ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้นั้น ล่าสุดยังทราบว่าทางสถานกงสุลญี่ปุ่นยังไม่ได้แจ้งผลความคืบหน้าในการตามหาตัวพ่อชาวญี่ปุ่นตามข้อมูลที่ได้ยื่นเรื่องไว้ ส่วนทางพม.นั้นในช่วง 12.00น. วันนี้(22 พ.ค.)จะมีการนำเงินสงเคราะห์ฉุกเฉินไปมอบให้เป็นจำนวนเงิน 2,000 บาทเพื่อช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางศึกษาเล่าเรียน และติดตามความคืบหน้าในการประสานตามหาพ่อต่อไป
"สมมาตร ทรอย"แนะรัฐตั้งหน่วยงานดูแล
นางสมมาตร ทรอย ผู้ริเริ่มจุดประกายการต่อต้านโรคเอดส์ในประเทศไทย และศึกษาวิจัยทางด้านการทำแท้งในเชิงลึก กล่าวถึงกรณีที่เด็ก ๆได้ออกมาเรียกร้องสื่อ และหน่วยงานรัฐ ให้ช่วยติดตามหาพ่อชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนหลายราย อย่างเช่นกรณีของ ด.ช.เคอิโงะ ซาโต น.ส.นารูมิ ฮามาดะ และด.ช.ยามาโตะ นิอึมือระนั้นว่า เรื่องนี้ตนมองว่า เมื่อกระแสออกไปเช่นนี้ อาจมีเด็กลูกครึ่งชาติต่าง ๆที่ถูกทิ้งให้เกิด แล้วพ่อหนีหายกลับต่างประเทศไปออกมาร้องสื่ออีกเป็นจำนวนมาก และหน่วยงานอย่างพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ คงติดตามไปช่วยเหลือในรูปของการหาที่อยู่อาศัยและการมอบเงินคราวละ1,500-2,000 บาทไม่ไหว
ในการแก้ปัญหาในลักษณะดังกล่าว มองว่า ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสังคมในระยะยาว ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นปัญหาที่ซับซ้อน การพาเด็กไปตามหาจนพบพ่อของเขา ซึ่งอยู่ต่างแดนนั้น ไม่มีหลักประกันว่าพ่อจะยอมรับในตัวเด็กทุกรายไปหรือไม่ แต่ถ้าหากเพิกเฉยปล่อยไว้ เด็กๆที่เกิดออกมาในลักษณะดังกล่าวอาจเติบโตไปเป็นเด็กทำงานในบาร์ หรือเข้าสู่วงจรของการค้ามนุษย์ ซึ่งจะเป็นปัญหาสังคมในระยะยาวได้ ดังนั้น จึงต้องอาศัยนักจิตวิทยาบำบัดให้เข้าไปดูแลร่วมด้วยอย่างจริงจังในทุกกรณี
นางสมมาตร กล่าวว่า ปัญหาเด็กเกิดมาไม่มีพ่อ หรือไข่ทิ้งไว้ในประเทศไทย ยังพบมากในหลายพื้นที่ ซึ่งยังไม่ปรากฏเป็นข่าวออกมา อย่างเช่นแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่หลายหมู่บ้านมีหญิงไทยที่เป็นเมียจีไอ. แล้วท้องถูกทิ้งเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น ตนจึงอยากจะเสนอแนะให้รัฐบาล จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมา สำหรับดูแลเรื่องดังกล่าว เพื่อช่วยจัดหาผู้ปกครองซึ่งดูแลตามกฎหมาย เพื่อช่วยพิทักษ์ดูแลสิทธิเด็กทั้งเรื่องการเลี้ยงดูที่เหมาะสม สิทธิที่เด็กควรจะได้รับ เช่นเ)นลูกที่เกิดจากจีไอตามหลักแล้วเขามีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาบอเมริกันหลายอย่างซึ่งคนไทยยังขาดความรู้ รวมไปถึงการจัดการกับเงินบริจาคที่มีผู้บริจาคให้มา เนื่องจากทางพม.นั้นมีงานรับผิดชอบอยู่หลายด้านและล้นมืออาจทำให้การดูแลทำงานไม่ทั่วถึง อีกอยากในส่วนขององค์กรส่วนท้องถิ่นควรที่จะออกมาทำการสำรวจขึ้นทะเบียนจำนวนเด็กไทยที่เกิดจากการถูกไข่ทิ้งไว้อย่างเป็นระบบในพื้นที่ของตน เพื่อที่จะเป็นฐานข้อมูลในการประสานการทำงานเข้าไปร่วมดำเนินการดูแลช่วยเหลือกันอย่างจริงจังเร่งด่วน



