ข่าว

ความเป็นไปในสังคมไทย

ความเป็นไปในสังคมไทย

30 ส.ค. 2555

ความเป็นไปในสังคมไทย: เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก

              กรณี พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งให้ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม และพวก รวม 3 นาย ไปช่วยราชการสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไม่เพียงแต่จะทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทยตื่นเต้น คึกคัก กระชุ่มกระชวยขึ้นมาราวกับปลากระดี่ได้น้ำ
คงมีความคาดหวังอยู่ลึกๆ ว่า ประเด็นดังกล่าวอาจจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งภายในกองทัพ และนำไปสู่ความล่มสลายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในที่สุดได้

              ขณะเดียวกันก็ยังสร้างความคึกคัก ฮึกเหิมให้แก่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน กับภาพที่แลดูเสมือนเป็นการกระชับอำนาจทางทหารของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

              คงมีความคาดหวังอยู่ลึกๆ เหมือนกันว่า จากกรณีนี้อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง กุมสภาพกองทัพได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามมา 

              ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนึกทางการเมือง อุดมการณ์ประชาธิปไตยของผู้คนในสังคมไทยที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักกี่มากน้อย

              ประชาธิปไตยยังมีนิยามความหมายเพียงแค่ ชัยชนะในการเลือกตั้งเท่านั้นเอง
ใคร ฝ่ายใดชนะการเลือกตั้งขึ้นมา นอกจากจะได้อำนาจรัฐ เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศแล้ว ยังสามารถผูกขาดความถูกต้องชอบธรรมใดๆ เอาไว้ได้ทั้งหมด
จะบกพร่องผิดพลาดอย่างไรก็คอยอธิบายความให้ แก้ต่างแก้ตัวแทนกันจนดำกลายเป็นขาว เทาๆ ใสปิ๊งยิ่งกว่ากระจกเสียอีก

              มิพักต้องดูอื่นไกล ลองสมมุติเอากับประโยคของ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ว่า “ในฐานะที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้รับอนุญาตให้พูดจาไม่จริงได้ในบางเรื่องในทางสากลก็รู้ว่าลักษณะแบบนี้เรียกว่า "white lies"

              หากเป็นรัฐมนตรีพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ป่านนี้ไม่เสียผู้เสียคน จมธรณีไปแล้วหรือ

              แต่นี่เป็นรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยจึงมีคนออกมาปกป้อง แก้ต่างแทน โดยเห็นเป็นการโกหกเพื่อชาติ ตอแหลเพื่อบ้านเมือง กลับกลายเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม มีเสียงชื่นชมแซ่ซ้องสรรเสริญเสียด้วยซ้ำ
เอากันเข้าไป

              ไม่เว้นแม้แต่ ”โอ๊ค" พานทองแท้ ที่เวลานี้ดูเหมือนว่าจะเห็นดำเป็นขาวไปได้แทบทุกเรื่อง ชื่นชมได้กระทั่งการฆ่าตัดตอน 2,500 กว่าศพ โดยอ้างว่า “พ่อค้ายานั้น อย่าว่าแต่ 2,500 ศพเลยครับ ตายไปให้หมดประเทศจะกี่หมื่นกี่แสนคน เอาแบบให้สาบสูญ หรือสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเลย มีแต่คนเขาสรรเสริญทั้งนั้น”
ประชาธิปไตยและสำนึกทางการเมืองแบบนี้นี่เองที่สร้างความอึดอัดให้แก่ผู้คน เพื่อนร่วมชาติ ไม่เฉพาะฝ่ายต่อต้านหรือฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้น

              จะพึ่งพาฝ่ายค้านหรือหลายคนก็สิ้นหวังกับสติปัญญาของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังทำได้เพียงแค่การคิดลอกคำตอบ จำเริญรอยตามทุกอย่างในสิ่งที่พรรคเพื่อไทย-เสื้อแดงทำ ถึงขนาดลงทุนให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สวมเสื้อแดงก็เอา

              ที่ยังไม่ได้ทำตามก็เห็นมีเพียงแค่ยังไม่ได้สวมกระโปรงเหมือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่านั้นเอง

              บางคนบางกลุ่มฝากความหวังเอาไว้กับทหารบ้าง กองทัพบ้าง พึ่งพาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็ยอม ซึ่งเป็นความจริงที่ยังดำรงอยู่ในสังคมไทย