ข่าว

'สุกำพล'ลั่นสั่งย้าย'เสถียร'ถูกต้อง

'สุกำพล'ลั่นสั่งย้าย'เสถียร'ถูกต้อง

28 ส.ค. 2555

'สุกำพล' เปิดแถลง ยันสั่งย้าย 'เสถียร' เป็นอำนาจ รมว.กห. โอดถูกกล่าวหาเป็นผู้ร้ายล้วงลูกโยกย้ายนายทหาร ชี้ทุกอย่างต้องเด็ดขาด 'บรรหาร'เชื่อปมขัดแย้ง ในก.กลาโหม จะไม่บานปลาย

              เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 28 ส.ค.ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.สุกำพล  สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชุมมอบแนวทางการปฏิบัติราชการกระทรวงกลาโหม โดยพล.อ.วิทวัส  รชตนันทน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม ได้มอบนโยบายการปฏิบัติการให้กับหน่วยขึ้นตรงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นพล.อ.สุกำพล แถลงถึงสาเหตุการโยกย้ายพล.อ.เสถียร  เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และพล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตราไปช่วยราชการสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมว่า  ต้องเรียนว่า การย้ายไปช่วยราชการเป็นสิทธิและอำนาจของรมว.กลาโหม ที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน และตนทำไปด้วยความจำเป็นต้องทำ เพื่อให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการทำงานเริ่มมีอุปสรรคบ้าง เสมือนเป็นทีมฟุตบอล ตนเป็นผู้จัดการทีม ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นโค้ช และมีผู้เล่น เมื่อผู้เล่น เล่นไม่ดีก็เปลี่ยนตัวไปพักก่อน เมื่อโค้ชไม่ดี แพ้บ่อยก็ต้องปรับตัวออกไปพักก่อน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการบริหารงาน ตนทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อให้ประสิทธิภาพดีขึ้น ความจริงแล้วเรื่องนี้เหลือเพียง 1 เดือนอย่างไรก็ไม่น่าทำ
 
              “เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมเป็นผู้ร้ายอยู่ 2 วัน เหมือนผมไปก้าวก่าย ต้องเรียนให้ทราบว่า การโยกย้ายของกระทรวงกลาโหม ผมไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่า จะย้ายใครอย่างไร ผมจะปฏิเสธตลอด เพราะขั้นตอนยังไม่เสร็จสิ้น มีการประชุมไปเพียงครั้งเดียวที่ห้องทำงานผม และผมยังไม่เห็นบัญชีโยกย้าย จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เห็น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเฉพาะคนที่เป็นบอร์ดคณะกรรมการในการปรับย้าย ไม่ควรจะหลุดไปข้างนอก หรือบอกให้ใครรู้ หรือไปร้องเรียนอะไร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่ต้องรู้อยู่แล้ว เมื่อเราดำเนินการเสร็จในขั้นตอนของกระทรวงกลาโหม มันต้องพูดกันได้ เพราะเป็นพี่น้องกัน มีอะไรก็พูดกัน ผมเป็นคนพูดง่าย ไม่ได้พูดยาก ทำให้ต้องมีการตัดสินใจปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้ดีขึ้นและผมคิว่า กระทรวงกลาโหมคงเป็นปึกแผ่น เรื่องนี้ผมจะแถลงแค่ครั้งเดียว เพราะเป็นเรื่องที่น่าอายของกระทรวงกลาโหมที่ต้องแถลงเรื่องนี้ จะไม่มีการให้สัมภาษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นอีก ส่วนการจัดทำบัญชีโยกย้ายขณะนี้ขั้นตอนยังไม่เสร็จสิ้น คิดว่า คงเสร็จภายในสัปดาห์นี้ตามกติกา และการโยกย้ายที่จะทำต่อไปนั้น ต้องทำตามกติกาทุกอย่าง ผมมีเพียงสิ่งเดียวในการประชุม วันนี้มีคณะกรรมการ 6 คน ทุกคนมีสิทธิ์”รมว.กลาโหม กล่าว
       
              เมื่อถามว่า สาเหตุจริงๆในการโยกย้ายคือ การนำความลับเกี่ยวกับบัญชีโยกย้ายไปแจ้งให้นายกฯรับทราบใช่หรือไม่  พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เป็นสิ่งหนึ่ง เพราะยังอยู่ในขั้นตอนกระทรวงกลาโหม และเป็นขั้นตอนที่น่าจะรู้กันเฉพาะในบอร์ด ไม่ควรให้ใครรู้ แต่กลับหลุดไปหมด สื่อรู้ดีว่า อะไรคืออะไร สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง เราคุยกันตรงนี้ก็พอ พี่น้องกันคุยกันได้ แต่ไม่ใช่ส่งหนังสือมา หรือไปสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา หรืออะไรบ้าง ไม่เอา เป็นสิ่งไม่ดี เราเป็นทหาร ในวงการนี้ต้องเด็ดขาด ถ้าปกครองไม่ได้ มันก็อยู่ไม่ได้ เราอยู่ในเรื่องของความมั่นคง ดังนั้นต้องเด็ดขาด
          
              ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่านยังผลักดันพล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วยผบ.ทบ.เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมอยู่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า การพิจารณายังไม่เสร็จสิ้น คงจะพูดไม่ได้ ตนไม่เคยพูดว่า ตนผลักดันใคร ทั้งนี้พล.อ.เสถียร ไม่มีสิทธิ์ที่จะร่วมประชุมบอร์ดคณะกรรมกาปรับย้ายแล้ว โดยรักษาการปลัดกระทรวงกลาโหมจะมีหน้าที่เหมือนปลัดทุกอย่าง ทุกคนมีเสียงเดียว อย่าไปพูดว่า ตนเอาพล.อ.เสถียร ออกไปแล้ว เท่ากับตนสบายขึ้นในการโยกย้าย ตนมีเสียงเดียวเหมือนเดิม พล.อ.วิทวัส ก็มีเสียงเดียวเหมือนกัน ส่วนของการทำงานสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจะให้พล.อ.วิทวัสดำเนินการต่อไป เดี๋ยวตนไปสั่งท่านก็จะโดนอีก อยู่ที่ท่านจะดำเนินการอย่างไร
        
              ส่วนจะเป็นมาตรฐานว่า หากใครมาปฏิบัติอย่างนี้จะต้องโดนโยกย้ายใช่หรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า การทำอะไรจะต้องรอบคอบ คิดว่า ที่ตนทำคราวนี้ ทหารที่เกษียณออกไปจำนวนมากโทรมาให้กำลังใจตน แต่ตนไม่ได้ดีใจ เพราะเป็นเรื่องน่าอายของกระทรวงกลาโหมที่เคยมีมา ที่คุยกันข้างในยังไม่พอ ต้องไปคุยกันข้างนอก ส่วนการดำเนินการต้องดูเป็นเคสบายเคสไป คิดว่า น้องๆน่ารัก ตนไม่ได้เป็นคนที่โหดเหี้ยม แต่ทำด้วยเหตุผล
        
              ต่อข้อถามที่ว่ากรณีที่พล.อ.ชาตรี เตรียมทำเรื่องฟ้องร้องเรียนขอความเป็นธรรม พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ก็ว่ามา ตนก็จะให้ความเป็นธรรม ถ้าพล.อ.ชาตรีเดินมาหาตน มาคุยกับตน ตนก็จะคุยด้วย ใครก็แล้วแต่ ตนคุยด้วยหมด ส่วนตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมจะต้องมาจากอัตราจอมพลหรือไม่นั้น ระเบียบว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ระเบียบบอกไว้ชัดเจนว่า จะมาจากจอมพลก็ได้ หรือมาจากพลเอกก็ได้ 
 
              เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.เสถียร ระบุว่า อาจมีการย้ายผบ.เหล่าทัพในลักษณะเดียวกับตนเอง พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ต้องดูเคสบายเคส เพราะผบ.เหล่าทัพไม่ได้ทำแบบนั้น และเขามีความรับผิดชอบที่ดี ตนอยู่ใกล้ชิดกับพล.อ.เสถียร ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้ แต่ผบ.เหล่าทัพก็น่ารัก  
          
              “ผมเป็นทหารในคราบนักการเมืองคือเป็นรมว.กลาโหมที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของฝ่ายทหาร แต่ผมเป็นทหารตลอดชีวิต ผมสามารถพูดกับน้อง ๆ ได้รู้เรื่อง เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผมทำด้วยความที่ต้องทำ และ ด้วยความถูกต้อง ผมไม่ใช่คนที่จะไปทุบโต๊ะทำแบบนั้น ผมพูดตลอดเวลา น้อง ๆ ทุกคนเข้าใจดี และมาคุยกับผม ใครจะมาคุยกับผมก็ได้ รวมถึงทั้ง 3 คนที่ถูกโยกย้าย ไม่มีอะไร เป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม ส่วนเขาจะร้องเรียนอย่างไรต้องไปถามเขา ผมไม่สามารถตอบแทนได้ ซึ่งทั้ง 3 คน ผมมีงานให้ทำ โดยจะเสนอวันนี้ว่า ให้ไปทำอะไรบ้าง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีทราบเรื่องดังกล่าวแล้วจากสื่อมวลชน ซึ่งผมได้รายงานให้ท่านทราบ โดยผมไม่ได้คุยอะไรกับนายกฯ ซึ่งการลงนามโยกย้าย เป็นการตัดสินใจของผมเอง และผมก็ทำเอง”รมว.กลาโหม กล่าว
         
              เมื่อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ยุทธศักดิ์  ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ไม่เห็นด้วยกับการโยกย้ายครั้งนี้ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ตนไม่เคยได้ยินกระแสข่าว ไม่เช่นนั้นทั้งสองท่านคงโทรมาท้วงติงกับตนแล้ว   ส่วนเป็นห่วงหรือไม่ว่า ปัญหาจะไม่จบง่าย ๆ และมีคลื่นใต้น้ำสร้างความขัดแย้งออกไปอีก พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ถ้าสื่อไม่ขายข่าวมากก็จบ เพราะทหารคือทหาร ต้องเข้าใจ การโยกย้ายก็ยังมีต่อไป ถ้าขายข่าวกันทุกวัน ถ้าตนสัมภาษณ์ทุกวันก็มีทุกวัน  ดังนั้นตนจะสัมภาษณ์ครั้งนี้ครั้งเดียว  ซึ่งต่อไปการโยกย้ายนายทหารก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะมีระเบียบกติกาชัดเจนว่า ต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าทุกคนทำตามนี้ก็จบไป ตนก็ดำเนินการตามนี้ บางทีขั้นตอนอาจจะไม่ต้อง1 2 3  แต่เมื่อรวมแล้วต้องอย่างนี้ คือ ถ้าทุกคนเห็นรวมด้วยกันหมด หรือใครเสียงมาก เสียงน้อย ก็คงจะไม่มีอะไร
         
              “ผมบอกแล้วว่า ผมอายที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น พี่ๆที่เกษียณก็เห็นว่า ไม่น่าเกิดขึ้น แต่เมื่อผมทำ ผมก็รับผิดชอบ และก่อนจะเซ็นขึ้นไป ผมมั่นใจในการทำ ต่อจากนี้ไม่น่ามีอะไรแล้ว ส่วนทหารทั้ง 3 คนที่ถูกโยกย้ายนั้น คิดว่า คงจะดำเนินการเรียบร้อย คิดว่า เขาเป็นทหารที่ดี ทั้งนี้ผมพร้อมที่จะเคลียร์กับทุกคน ไม่มีปัญหาอะไร ผมเหมือนเดิม ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดของ 2 ฝ่าย ผมเปิดตลอด ถ้าเขาคิดอีกอย่างก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความคิดทุกคนคงควบคุมไม่ได้”รมว.กลาโหม กล่าว
 
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 383/55 เรื่องให้นายทหารช่วยปฏิบัติราชการโดยให้ โดยให้นายทหารสัญญาบัตร สังกัดปลัดกระทรวงกลาโหมช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม และส่งมอบหน้าที่ราชการประจำ และให้รายงานตัวเพื่อปฏิบัติราชการ ณ สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ถ.แจ้งวัฒนะ  จ.นนทบุรี 3 นาย คือ 1.พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษา และข้อพิจารณาเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของชาติ และการใช้ทหารพัฒนาใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
 
              2.พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม    ปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษา และข้อพิจารณาเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
 
              3.พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียตรา ปฏิบัติหน้าที่ให้คำปรึกษา และข้อพิจารณาเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการบริหารการจัดการเพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
 
              ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้ สั่งวันที่ 28 สิงหาคม 2555 พล.อ.วรวิทย์ ชินะนาวิน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ลงนาม

 

 "บรรหาร"เชื่อปมขัดแย้ง ในก.กลาโหม จะไม่บานปลาย

              นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เชื่อว่าความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องจะไม่เป็นปัญหาบานปลาย เนื่องจากล้วนเป็นบุคคลสีเดียวกัน ทั้งนี้ตนไม่ขอออกความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ไปรอฟังสิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะพูดดีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้เป็นตัวเร่งให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเร็วขึ้น ทั้งนี้ยังคาดว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะมีขึ้นภายหลังจากที่รัฐบาลมีการแถลงผลงานครบรอบ 1 ปีต่อรัฐสภา เนื่องจากในการแถลงดังกล่าวรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นผู้ชี้แจงและตอบคำถาม