
ห้าม!บรรทุก6ล้อขึ้นไปข้ามสะพานซังฮี้
นครบาล ห้าม รถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป เดินรถข้ามสะพานกรุงธน (ซังฮี้) เหตุสะพานเก่ากว่า 50 ปี อาจพังทลายได้ แจงใบเตือนแทนใบสั่ง ไม่รวมความผิด 13 ข้อหาหลัก ย้ำห้าม ตร.จร. หาผลประโยชน์ รีดไถผู้ขับขี่โดยเด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 55 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ออกประกาศข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ห้ามรถบรรทุก ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป เดินรถบนสะพานกรุงธน (ซังฮี้) ตลอดเวลา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. เป็นต้นไป ลงนามโดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจนครบาล และเจ้าพนักงานจราจรในเขต กทม.
โดยข้อบังคับ ระบุว่า ตามมติที่ประชุมของคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาจราจร และขนส่งระยะเร่งด่วนในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 54 มีมติเห็นควรห้ามมิให้รถบรรทุกที่มีน้ำหนักมากเดินรถผ่านสะพานกรุงธน (ซังฮี้) เนื่องจากอาจส่งผลต่อโครงสร้างของสะพานทำให้พังทลายลงได้ เนื่องจากมีอายุการใช้งานของสะพาน กว่า 50 ปี
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 119 (1) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการ เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่ง มาตรา 29 ประกอบกับ มาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 387/2541 ลงวันที่ 14 ส.ค. พ.ศ. 2541 จึงได้ออก ข้อบังคับไว้ดังนี้
ข้อบังคับนี้ เรียกว่า "ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วย การห้ามรถบรรทุก ตั้งแต่ 6 ล้อขึ้นไป วิ่งเดินบนสะพานกรุงธน ตลอดเวลา โดยข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (วันที่ 28 สิงหาคม 2555 ) นับตั้งแต่วันเวลาที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับและให้ยกเลิกระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับใดที่ขัด หรือแย้งกับข้อบังคับนี้"
แจงใบเตือนแทนใบสั่ง ไม่รวมความผิด 13 ข้อหาหลัก เจอจับปรับเคร่งครัดเหมือนเดิม
พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานจราจร เน้นย้ำการแจกใบเตือนแทนใบสั่งว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลจะออกใบเตือนแทนใบสั่งและว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดวินัยจราจร 13 ข้อหาหลัก วันที่ 1 ก.ย.นี้เป็นต้นไป ตามนโยบาย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ที่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรใช้การว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎหมายจราจรในข้อหาเล็กน้อยเท่านั้น
หากผู้ขับขี่ได้รับใบเตือนไปแล้วครั้งหนึ่ง และยังกระทำความผิดกฎหมายจราจรซ้ำอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะดำเนินการตามกฎหมาย โดยอาจถูกปรับในอัตราโทษสูงสุดทันที ใบเตือนจะมี 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 สีเหลือง เตือนแก่ผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดกฎหมายจราจร ส่วนที่ 2 สีชมพู ใช้บันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์หรือฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนที่ 3 สีขาว เป็นสำเนาคู่ฉบับติดอยู่กับต้นขั้วเป็นหลักฐานสำหรับเจ้าพนักงาน
อย่างไรก็ตาม การออกใบเตือนกับผู้ขับขี่ที่กระทำความผิดกฎหมายจราจรดังกล่าวนั้น จะใช้เฉพาะข้อหาความผิดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 13 ข้อหาหลัก คือ 1. แข่งรถในทาง 2. ขับรถเร็ว 3. แซงในที่คับขัน 4. เมาแล้วขับ 5. ขับรถย้อนศร 6. ไม่สวมหมวกนิรภัย 7. จอดรถซ้อนคัน 8. ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 9. มลพิษควันดำ 10. จอดรถในที่ห้ามจอด 11. จอดรถบนทางเท้า 12. ขับรถบนทางเท้า 13. แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร
ย้ำห้ามตำรวจจราจร หาผลประโยชน์ หรือเรียกรีดไถเงินผู้ขับขี่โดยเด็ดขาด
พล.ต.ต.วรศักดิ์ แจ้งเตือนผู้ขับขี่รถกรณีที่ได้รับใบเตือนจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ กทม.ตามเส้นทางต่างๆ ว่า ใบเตือนการกระทำผิดกฏจราจรนำมาใช้เฉพาะในพื้นที่ กทม.เท่านั้น ส่วนใหญ่จะเน้นความผิดเล็กๆ น้อยๆ อาทิ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย โดยเจ้าหน้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ก่อนแจกใบเตือน หากผู้ใดได้รับใบเตือนไปแล้วครั้งหนึ่ง และยังกระทำความผิดกฎหมายจราจรซ้ำอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยปรับในอัตราโทษสูงสุดทันที
รอง ผบช.น. กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรผู้ปฏิบัตินั้น ได้กำชับการปฏิบัติงานตำรวจจราจร สังกัด บก.น.9 ตั้งแต่ระดับผู้บังคับการลงมาถึงชั้นประทวน โดยเน้นการปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจรให้เลื่อนไหลได้มากที่สุดมาเป็นอันดับแรก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องลงมาปรากฏกาย และลงมาจัดการจราจรบนท้องถนน โดยนายตำรวจระดับ รอง ผกก.จร.และ สว.จร.ต้องลงพื้นที่ควบคุมการปฏิบัติด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด
ห้ามมีการตั้งด่านจราจรในเวลากลางวันโดยเด็ดขาด และให้บังคับใช้กฎหมาย 13 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด และห้ามกระทำการใดๆ ที่เป็นการแสวงผลประโยชน์หรือเรียกรับสินบนจากผู้กระทำความผิด และให้ร่วมมือกับภาคประชาชนและเอกชนในการรณรงค์แก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่ของตนเอง
----------
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)
----------



