ข่าว

อนาถบิณฑิกะเศรษฐี

อนาถบิณฑิกะเศรษฐี

23 พ.ค. 2552

ครั้งพุทธกาลมีผู้คนจำนวนมากที่ร่ำรวยทั้งเงินทองและจิตใจระดับเศรษฐี แจกจ่ายข้าวของเงินทองให้แก่คนยากคนจน ชาวบ้านจะเรียกเศรษฐีแบบนี้ว่า อนาถบิณฑิกะเศรษฐี เป็นเศรษฐีที่บิณฑบาตความอนาถาออกไปจากคนจน หากเทียบกับเศรษฐีในยุคปัจจุบัน อนาถบิณฑิกะเศรษฐีในระดับโลกก็

 แต่สำหรับเมืองไทย อนาถบิณฑิกะเศรษฐียังเป็นของใหม่ เรามักไม่คุ้นหูนัก เวลาพูดถึงเศรษฐีที่มีน้ำใจงามเป็นที่พึ่งของคนทุกข์ยาก ก็ยังนึกหน้าไม่ค่อยออก แต่ถ้าให้เอ่ยนามของคนทุกข์ยากน้ำใจงามที่ช่วยเหลือคนทุกข์ยากด้วยกันแล้ว ก็เห็นจะเอ่ยรายชื่อได้เป็นหลายบรรทัด แต่ในระยะหลายเดือนมานี้ มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ หลายอย่างเกิดขึ้น อาจารย์ยักษ์ได้รับเชิญให้ไปพบปะพูดคุยกับอนาถบิณฑิกะเศรษฐี เมืองไทยน้องใหม่มากมาย ที่แสดงเจตจำนงต้องการให้เงินมาให้อาจารย์ยักษ์ไปทำประโยชน์ ช่วยเศรษฐีเหล่านี้ ให้มีส่วนร่วมในการบิณฑบาตความอนาถาออกไปจากสังคมไทย

 หากสาวไปถึงต้นตอก็จะพบว่า อนาถบิณฑิกะเศรษฐีที่อาจารย์ยักษ์ได้พบก็มีหลายรูปแบบ บ้างก็มาตามแฟชั่น เพราะตอนนี้แฟชั่น CSR (corporate social responsibility) แปลเอาความย่อๆ ว่า สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ กำลังมาแรง หากบริษัทไหนไม่ทำกิจกรรม CSR กิจกรรมประเภทสร้างสำนึกรักสังคม สำนึกรักสิ่งแวดล้อม บริษัทนั้นก็ถือว่าเชย ไม่ทันสมัย แต่เพราะ CSR เป็นของใหม่ (อันที่จริง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เราทำกันมาตั้งนานแล้ว แต่เพราะเราเห่อฝรั่ง พอเป็นของใหม่ของฝรั่ง ก็เป็นของใหม่ของเราบ้าง) และอนาถบิณฑิกะเศรษฐีน้องใหม่ทำไม่เป็น ก็ต้องหาคนที่ทำอยู่แล้วอย่างพวกเรามาช่วยกัน 

 อนาถบิณฑิกะเศรษฐีบางราย บ้างก็มาแบบถูกบังคับ เพราะกฎหมายเริ่มบังคับให้ต้องเอาเงินบางส่วนออกมาทำประโยชน์กลับคืนสังคม เพราะกำไรที่ได้มาก็มาจากทรัพยากรธรรมชาติ ที่ทุกคนในสังคมเป็นเจ้าของ บ้างก็กำลังเดือดร้อนเพราะทุนนิยมกำลังล่มสลาย เห็นชัดๆ ว่า หากเดินเส้นทางนี้ต่อไปก็คงไปไม่รอด ในขณะที่ยังมีทุนรอนยังเกื้อกูลกันได้ก็มาเกื้อกูลให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน เป็นที่พึ่งพิงกันไปในภายภาคหน้าได้

 แต่ไม่ว่าอนาถบิณฑิกะเศรษฐีเหล่านี้จะมีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อได้มารับรู้ความจริงว่า สังคมบ้านเมืองกำลังอยู่ในอาการหน้าสิ่วหน้าขวาน ปัญหาทุกอย่างที่รายล้อมนั้นหนักหนาสาหัสสากรรจ์นัก ต่างก็กระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดสิ่งสร้างสรรค์ดีงามเกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยการออกเงิน ออกแรง หรือมันสมอง แต่ก่อนอื่นอาจารย์ยักษ์ก็ขอร้องแกมบังคับว่า การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาบ้านเมืองของอาจารย์ยักษ์นั้น เดินรอยตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก จะรู้แต่หลักการ แต่ขาดการปฏิบัติไม่ได้

 เศรษฐีไม่ว่ามาจากที่ไหน ถ้าอยากจะมาร่วมขบวนการกับอาจารย์ยักษ์ ก็ต้องมาเข้า "มหาลัยคอกหมู" ของอาจารย์ยักษ์ก่อน ในระหว่างการเป็นนิสิตกินนอนอยู่ที่มหาลัยคอกหมู และต้องออกปฏิบัติการในสนามจริง เศรษฐีหลายคนต่างพบสัจธรรมที่น่าตื่นตระหนกว่า อนาถบิณฑิกะเศรษฐีตัวจริงนั้น หาใช่เป็นพวกเขาไม่ กลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ที่พวกเขาต้องพึ่งพา และช่วยให้พวกเขารอดชีวิตขณะอยู่ในป่าดงพงไพร เพราะหาอยู่หากินไม่เป็น ถึงตอนนี้ต่างก็ตระหนักว่า เศรษฐีได้กลายเป็นยาจกในบัดดล เพราะเงินล้านในธนาคารกลายเป็นตัวเลขที่ไร้ค่า หรือเข้าตำรา เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง


"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"