
ความสุขจากการละเล่นครั้งใหม่ ของ 'เผ่าทอง ทองเจือ'
ความสุขจากการละเล่นครั้งใหม่ ของ 'เผ่าทอง ทองเจือ'
'ความสุข' ของคนเราไม่เหมือนกัน
บางคนชอบท่องเที่ยว สะสมที่ดิน รถยนต์ เครื่องประดับราคาแพง ฯลฯ
แต่สำหรับ 'เผ่าทอง ทองเจือ' เจ้าของห้องเสื้อเผ่าทอง และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด บอกว่าความสุขของเขาอยู่ที่การ 'สร้างงาน' ให้ลูกและสามีของคนงานในโรงงานทอผ้าของเขาที่จังหวัดลำพูนได้มีงานทำ ด้วยการทำแหนมสูตรโบราณปลอดสารกันบูด สบู่สมุนไพร สูตรชาวบ้านอีกเช่นกัน ทั้งหมดเป็นงานแฮนด์เมด
และผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือข้าวอินทรีย์ 'เล็บนกปัตตานี' ติดแบรนด์ 'เผ่าทอง' ซึ่งมีทั้งข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ข้าวขาว และปลายข้าว ที่วางจำหน่ายช่วงไม่กี่ปีผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค
'เผ่าทอง' เริ่มปลูกข้าวเล็บนกในปี 2550-2551 โดยขณะนั้นเป็นที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ฟังปลัดฯ คุยเรื่องข้าว ครั้นอยากปลูกข้าวจึงถามว่าควรปลูกพันธุ์อะไร ปลัดแนะนำให้ปลูกข้าวเล็บนกปัตตานี เพราะเป็นข้าวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสวย แต่ผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ พระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า ถ้าปลูกทางใต้ยาก ทำไมไม่นำกลับไปปลูกทางเหนือบ้าง ทางโครงการหลวงจึงเอาข้าวพันธุ์นี้ไปปรับปรุงพันธุ์
ข้าวเล็บนกปัตตานีปลูกกันมากที่ สุราษฎร์ธานี ปัตตานี พัทลุง สงขลา ฯลฯ แต่ได้ผลผลิตน้อย และเป็นที่นิยมของชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ ถือว่าเป็นข้าวชั้นหนึ่งเกรดเอ
เผ่าทอง อธิบายว่า ข้าวสังข์หยด รสนุ่มแต่ไม่หอม ขณะที่ข้าวหอมมะลิ มีกลิ่นหอมแต่ไม่นุ่มเท่าสังข์หยด ข้าวเล็บนกปัตตานี เมล็ดจะโต อวบ นุ่ม แต่ต้องปลูกในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ถึงจะได้กลิ่นหอม
แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้เขาหันมาเป็นเกษตรกร แม้จะมีความชอบเป็นพื้นฐานก็ตามที
"ผมทำธุรกิจส่งออก เสื้อผ้าตามห้างสรรพสินค้า ภายใต้แบรนด์ เผ่าทอง เผ่าทองไพรเวท คอลเลคชั่น และอื่นๆ ทำมา 15 ปีแล้ว มีโรงทอผ้าไหมไทยที่นครราชสีมา ผ้าฝ้ายทอที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โรงงานตัดเย็บ อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ทำมาเรื่อยๆ กระทั่งปี 2548-2549 เศรษฐกิจตกต่ำ ในลำพูนมีนิคมอุตสาหกรรมลำพูน มีคนงานในนิคมมีประมาณ 5 หมื่นคน ช่วงนั้นการเลิกจ้างสูงมาก คนงานว่างงานจากนิคมฯ สองหมื่นคน ในจำนวนนั้นเป็นสามี-ลูกๆ ของพนักงานตัดเย็บเสื้อผ้า
"ปกติโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของผมใช้ผู้หญิงเป็นหลัก มีคนงาน 200 เป็นโรงงานขนาดเล็กถึงกลาง คนงานทำมานาน รู้มือกัน ตอนนั้นคนงานเริ่มเหม่อลอย เย็บผิด เราก็ค่อยๆ คุย คืออยู่กันเหมือนญาติ ในที่สุดทราบว่าเพราะลูกเต้า-สามีตกงาน ไม่มีจะกิน เขาใช้คำว่าไม่มีจะกิน เราก็จับคำว่า 'ไม่มีจะกิน' มันเป็นคำดีนะ ไม่มีจะกิน ทำไง ต้องหาให้มันกิน (เน้นเสียง) จะทำอาชีพเสริมอะไรล่ะ เราถนัดแต่เสื้อผ้า...
"ช่วงนั้นเศรษฐกิจตกต่ำจะลงทุนใหม่ก็ไม่กล้า จะลงทุนอะไรที่ไม่แพง ทำแล้วไม่เวิร์คยังไม่เข้าตัวมาก เมื่อโจทย์มาว่าไม่มีจะกิน ต้องทำอะไรที่กินได้ นึกกลับโจทย์อย่างนั้นเลย กินอะไรดีล่ะ ที่ต้องกินประจำ นึกว่า ลงทุนไม่เยอะ ถ้าขาดทุนก็นึกว่าเป็นของเล่นของเรา เศรษฐีตีกอล์ฟครั้งหนึ่งหลายพัน ของเล่นเราคงไม่แพงกว่านี้"
'ของเล่น' ของเผ่าทอง คือการลงทุนสร้างงานใหม่ให้ลูกและสามีของคนงาน
ไม่นานหลังจากนั้น จึงมีแหนม สบู่ และข้าว ที่ติดแบรนด์เผ่าทอง วางจำหน่าย
ธุรกิจเหล่านี้กำไรต่อหน่วยต่ำมากเมื่อเทียบกับการทำเสื้อผ้าขาย แต่อาจารย์แพนบอกว่ามีความสุขมเมื่อได้เห็นครอบครัวของคนงานในโรงงานทอผ้า มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
หลังหายป่วยจากมะเร็งระยะสุดท้าย ที่หมอบอกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามเดือน ผ่านความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ ดังที่เจ้าตัวบอกว่า
"ระหว่างป่วยนอนอยู่บนเตียง ทำอะไรไม่ได้ มีสตังค์ก็ใช้เงินไม่ได้ ขยับยังไม่ได้เลย เพราะเจ็บหนัก จะตะแคงตัว ยังต้องมีคนจับ พอหายแล้วรู้ว่าเงินมีความสำคัญระดับหนึ่ง ช่วยให้เราได้ในสิ่งที่ปรารถนา ตายไปไม่มีอะไรเอาไปได้จริงๆ ระหว่างรักษาตัว หัวใจผมหยุดเต้นสองหน แล้วหมอปั๊มขึ้นมา สิ่งที่เราจะมีความสุขในชีวิต คือทำบุญแล้วได้บุญ คำว่าได้บุญของผมคือมีความสุข ณ เดี๋ยวนั้น เห็นคนงานยิ้มมีความสุข สามีขี่รถเครื่องรับลูกจากโรงเรียนแล้วแวะรับเมียกลับบ้าน ลูกวิ่งมาไหว้เรา เด็กใส่ชุดนักเรียนใหม่ ทั้งหมดนี้เพราะมาทำงาน ทำสบู่ ทำแหนมกับเรา เรามีความสุขนะ นี่คือสิ่งที่สุขและสนุกของชีวิตผม"
เบื้องหลังความสุขของ 'เผ่าทอง' ว่าเป็นอย่างไร ติดตามที่ www.NationWeekend.com



