ข่าว

'แม่ศิริโชค'เจอคุก2ปีคดีจ่ายเช็คเด้ง

'แม่ศิริโชค'เจอคุก2ปีคดีจ่ายเช็คเด้ง

27 ส.ค. 2555

ศาลแขวงพระนครใต้ พิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา 'แม่ศิริโชค โสภา' สส.สงขลา ปชป. ฉ้อโกงจ่ายเช็คเด้งจ่ายเงินกู้ 15 ล้าน เจ้าของโรงแรมแลนด์มาร์ค ขณะที่'ศิริโชค'ใช้ตำแหน่ง สส. ยื่นประกัน ศาลตีราคา 1 ล้าน

                27 ส.ค.55 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.7082/2553 ที่นายมนตรี สีหนาทกถากุล เจ้าของธุรกิจโรงแรมแลนมาร์ค เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.เสาวรส โสภา อายุ 74 ปี มารดาของนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

               โดยฟ้องโจทก์ ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย.53 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 15 ล้านบาทโดยจะชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระเงินต้นให้งวดละ 1.5 ล้านบาท รวม 10 งวดโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาสวนจตุจักร เช็คเลขที่ 0651426 - 0651435 รวม 10 ฉบับๆ ละ 1.5 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยจะชำระทุกวันที่ 15 ของเดือน ซึ่งเริ่มชำระดอกเบี้ยงวดแรก 15 ต.ค.53 ขณะที่ทำสัญญากู้ยืมจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่ามีหนี้สิ้นล้นพ้นตัว และถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.50 ตามหลักฐานของกรมบังคับคดี ตามกฎหมายแล้วจำเลยทราบดีว่า จำเลยไม่สามารถทำนิติกรรมสัญญาใด ๆ รวมทั้งสัญญากู้ยืมเงิน แต่จำเลยยังได้หลอกลวงและปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกแก่โจทก์ มีเจตนาเพื่อให้โจทก์ส่งมอบเงิน 15 ล้านบาท โดยทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของจำเลยได้ รวมทั้งสามารถทำนิติกรรมสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์ได้ หากโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์จะไม่ทำสัญญาให้จำเลยกู้ยืมเงิน ละส่งมอบเงินให้จำเลย การกระทำดังกล่าวของจำเลยถือเป็นการกระทำผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์ โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.53 โดยคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ

               ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลย นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า โจทก์ เบิกความเป็นพยานว่า ประกอบกิจการธุรกิจโรงแรม รู้จักจำเลยมานาน 20 ปีและเคยให้กู้ยืมเงินหลายครั้ง ซึ่งจำเลยสามารถชำระหนี้ได้ ต่อมาเมื่อต้นเดือน ก.ย.53 จำเลยติดต่อขอกู้ยืมเงิน 20 ล้านบาทเพื่อนำไปหมุนเวียนในธุรกิจของจำเลย โดยโจทก์รวบรวมเงินได้ 15 ล้านบาทจึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินและกำหนดผ่อนชำระตามรายละเอียดในคำฟ้อง ต่อมาเมื่อเช็ค 3 ฉบับของจำเลยเมื่อถึงกำหนดชำระเงินโจทก์ได้นำไปขึ้นเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายแจ้งว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ซึ่งขณะทำสัญญากู้ยืมเงินนั้นจำเลยทราบอยู่แล้วว่าเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยจึงมีเจตนาปกปิดความจริงทำให้โจทก์หลงเชื่อทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว

              ศาลเห็นว่า โจทก์เบิกความข้อเท็จจริงดังกล่าวได้สอดคล้องสมเหตุสมผลไม่มีข้อพิรุธ เชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจริง คำเบิกความของโจทก์ไม่มีเหตุกลั่นแกล้งให้จำเลยได้รับผิด อีกทั้งโจทก์ยังมีพนักงานธนาคารทหารไทย สาขาแลนด์มาร์คที่โจทก์เป็นเจ้าของบัญชี เบิกความสนับสนุนเรื่องที่โจทก์สั่งจ่ายเช็คถอนเงินสด 15 ล้านบาทไป และแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแห่งชาติ (ปปง.) ทราบตามระเบียบแล้ว รวมทั้งลายมือชื่อในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินและเช็ค จากการตรวจพิสูจน์พบว่า เป็นลายมือชื่อของจำเลยทั้งหมด 

              ส่วนที่พยานจำเลยอ้างว่า ในวันทำสัญญากู้ยืมเงิน ไม่เห็นจำเลยได้รับเงินจำนวน 15 ล้านบาทแต่อย่างใดนั้น ต่างเป็นพยานที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงเรื่องการกู้ยืมเงินของจำเลยแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่อาจหักล้างหลักฐานของโจทก์ได้ หากจำเลยแจ้งเรื่องถูกพิทักษ์เด็ดขาดให้โจทก์ทราบเชื่อว่า โจทก์ย่อมจะไม่ยินยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินอย่างแน่นอน เพราะการทำนิติกรรมดังกล่าวไม่อาจมีผลบังคับชำระหนี้จากจำเลยได้

             ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ขณะที่ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าไม่สามารถทำนิติกรรมใด ๆ ได้ จำเลยมีเจตนาปกปิดข้อความจริงดังกล่าวทำให้โจทก์หลงเชื่อตกลงทำสัญญา และให้เงินกู้แก่จำเลย ทั้งต่อมาจำเลยไม่ได้ชำระเงินคืนโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง

             พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ

 

“ศิริโชค”ใช้ตำแหน่ง สส.ประกันตัวแม่โดนคดีแปลงเอกสารกู้เงิน

              นายศิริโชค  โสภา สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่ศาลแขวงพระนครใต้ พิพากษาจำคุก นางเสาวรส โสภา มารดานายศิริโชค เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีปลอมแปลงเอกสารกู้เงิน จำนวน 15 ล้านบาทว่า ขณะนี้ได้ประกันตัวมารดาออกมาแล้ว โดยใช้ตำแหน่ง สส. ตีเป็นวงเงินประกัน 1 ล้านบาท และยื่นยันว่าจะขอยื่นอุทธรณ์ต่อสู่คดีต่อไป โดยประเด็นที่จะยื่นอุทธรณ์นั้นจะขอให้ศาลให้น้ำหนัก พยานแวดล้อมเพิ่มขึ้น เพราะการทำสัญญาเงินกู้ 15 ล้านบาทนั้นไม่มีการส่งมอบเงิน ทั้งการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร และการรับเงินสด ซึ่งพยานฝ่ายโจทก์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามารดาของตนมีการนำเงิน 15 ล้านบาทออกมา ทั้งนี้ยืนยันว่า ตนเคารพในดุลพินิจของศาล แต่จะขอนำข้อเท็จจริงไปต่อสู้ต่อไป และไม่กังวล เพราะมั่นใจว่าจะสามารถสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้