
รัฐบาล5.5อยู่ยัน
รัฐบาล5.5อยู่ยัน : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]
รัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ครบ 1 ปี โพลล์ต่างๆ ให้สอบผ่านเฉียดฉิว คนเลือกมาเองอย่างผมให้ 5.5 ตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็ยัง 5 กว่าๆ อาจจะ 5.1 หรือ 5.01 หรือ 5.001 จะใส่ศูนย์ไปกี่ตัวก็แล้วแต่ คือแค่อยู่ได้แต่ไม่ดีเด่อะไร
ถ้าเทียบกับรัฐบาลไทยรักไทย รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่นโยบายประชานิยมก็ไม่โดนใจชาวบ้านเหมือนกองทุนหมู่บ้าน 30 บาท หรือเอสเอ็มอี นโยบายจำนำข้าวได้คะแนนเฉพาะหน้าแต่จะก่อปัญหาใหญ่ในอนาคตอันใกล้ กองทุนสตรีก็งั้นๆ ค่าแรง 300 บาทอาจดีหน่อย ส่วนนโยบายลดภาษีรถคันแรก คนกรุงคนชั้นกลางแห่จองถึงกลางปีหน้า เสร็จแล้วก็กลับมานั่งด่ารัฐบาลทำเพื่อทักษิณคนเดียว (ฮา)
แต่นโยบายประชานิยมไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะ มวลชนเลือกพรรคเพื่อไทยให้ทวงประชาธิปไตยและความยุติธรรม มากกว่าจะเอาค่าแรงหรือราคาข้าว ในแง่นี้กล่าวได้ว่ารัฐบาลสอบตก เพราะไม่สามารถและไม่ได้พยายามอย่างจริงจังในการรื้อโครงสร้างการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถึงเวลาวัดใจก็หัวหด หรือการแก้ไขกฎหมายต่างๆ เช่น พรบ.จัดระเบียบกลาโหม พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่จัดตั้ง กอ.รมน.เป็นรัฐซ้อนรัฐ พรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ขณะที่การสอบสวนหาผู้กระทำผิดในเหตุการณ์พฤษภา 53 ก็ล่าช้าไม่เอาจริง
ข้อดีของการที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมีประการเดียวคือ ทำให้พลังประชาธิปไตยมีพื้นที่ต่อสู้ทางความคิดมากกว่าสมัยอภิสิทธิ์ แต่ก็เป็นโดยปริยาย ไม่ใช่ความตั้งอกตั้งใจจนถือเป็นความดีความชอบ
รัฐบาล 5.5 อยู่ได้เพราะสังคมไทยไม่มีทางเลือก ในเมื่อฝ่ายค้านฝ่ายแค้นสอบตกยิ่งกว่า สังคมมาถึงจุดที่ต้องยอมรับรัฐบาลจากการเลือกตั้งของเสียงข้างมาก ความพยายามโค่นล้มรัฐบาลด้วยม็อบ ด้วยตุลาการภิวัฒน์ คนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยเพราะเกรงจะเกิดวิกฤติรอบใหม่ นี่ไม่ต้องพูดถึงรัฐประหาร ซึ่งสังคมเข็ดขยาดแล้ว
การเมืองอยู่ในขั้นยันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ “อำมาตย์” ต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ตุลาการภิวัฒน์ก็ไม่กล้าตัดสินอะไรให้นำไปสู่การแตกหัก ทำให้เกิดความสงบชั่วคราว อาจจะถึงปลายปี อาจจะถึงกลางปีหน้า จนกว่าจะมีจุดเปลี่ยน ซึ่งยังมองได้ยากว่าจะเป็นจุดไหน แต่คงไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่แค่อภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการถอดถอนตัดสิทธิเฉพาะราย
มองอีกมุมก็เป็นเรื่องตลก ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งกับกลไกอำมาตย์ จำต้องอยู่ร่วมกัน นั่นทำให้เกิดข่าวเก่าเล่าลือใหม่ ว่าทักษิณจะ “ฮั้ว” กับอำมาตย์อีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทักษิณไม่ใช่นักปฏิวัติที่ไหน ทักษิณอยากฮั้วมาตลอด 6 ปี อีกฝ่ายต่างหากที่บีบให้ทักษิณจนตรอกต้องสู้
ในความสงบชั่วคราว ฝ่ายการเมืองจะฉวยโอกาสสะสมกำลัง ทั้งคน ทั้งทุน จากการแต่งตั้งโยกย้ายและดำเนินโครงการต่างๆ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์อ่อนล้าร่วงโรย ได้แต่ปกป้องตัวเอง แม้อาจเล่นงานนักการเมืองได้เฉพาะราย ความหวาดวิตกต่ออนาคต ความไม่แน่นอนของศูนย์กลางอำนาจ อาจทำให้บางส่วนอยาก “ฮั้ว”
แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะวิกฤติครั้งนี้สร้างความขัดแย้งกว้างขวางทั่วทั้งสังคม ไม่ใช่เฉพาะมวลชนทั้งสองฝ่าย คนระดับสูงระดับกลางก็แยกข้าง ไม่ใช่แค่ตัวเบี้ย แต่ม้า เรือ โคน ไม่ยอมกันหมด ใช่ว่าขุน 2 ข้างฮั้วกันแล้วสั่งได้
อันที่จริงสังคมไทยต้องการหาจุดลงตัว แต่จุดลงตัวไม่ใช่การฮั้วกันของชนชั้นนำ 2 ฝ่าย โดยโครงสร้างการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ยังคงเดิม จุดลงตัวต้องมาจากฉันทามติของสังคม ที่ต้องการเห็นปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาล ให้อำนาจทุกอย่างยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชน แต่ก็ไม่ใช่พูดด้านเดียวเพราะอีกด้านต้องเพิ่มอำนาจปวงชนในการกำกับควบคุมนักการเมืองด้วย
ตรงนี้คือประเด็นที่ขัดแย้งกันจนเป็นสงคราม พวกที่มองว่านักการเมืองเลว โทษประชาธิปไตย โทษการเลือกตั้ง หันไปพึ่งกองทัพ พึ่งรัฐประหาร พึ่งตุลาการ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งล้วนตรวจสอบไม่ได้ มีแต่ความเชื่อว่าตัวบุคคลดีงามกว่านักการเมือง แต่ไม่มีหลักประกันทางระบอบ
ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งคือพื้นฐานว่า ผู้ใช้อำนาจต้องมีที่มาที่ไป ต้องรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ติฉินนินทาได้ ต้องยืนอยู่บนหลักการนี้ก่อนจึงก้าวไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ นี่คือสิ่งที่คิดสวนทางกันระหว่างผู้รักประชาธิปไตยกับพันธมิตร ซึ่งคิดว่าจะพึ่งอำมาตย์ลดความเหลื่อมล้ำ ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบของทุน
ในความสงบชั่วคราว ที่จริงเป็นโอกาสที่จะต่อสู้ความคิด ถกเหตุผล หาฉันทามติของสังคม เพราะมองโลกแง่ร้ายเผื่อไว้ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อาจมาถึงในขณะที่สังคมยังแตกแยก รุนแรง ตะแบง ไร้สติ ซึ่งอาจต้องสูญเสียสูงมากกว่าจะพ้นวิกฤติไปได้



