
รู้แล้วจะหนาว
รู้แล้วจะหนาว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
เมื่อสัก 2-3 ปีก่อน คำว่า “อาเซียน” สำหรับคนไทยโดยทั่วไป ออกจะเป็นคำที่ฟังดูเป็นทางการ ขลังและห่างไกลตัว จนผลการสำรวจพบว่าคนไทยรู้จักอาเซียนน้อยมากในหมู่สมาชิกอาเซียน เรียกได้ว่าน้อยกว่าลาวที่เข้ามาเป็นสมาชิกในภายหลัง ทำให้ในตอนนั้นเกิดความวิตกว่าเราจะก้าวไม่ทันเพื่อนฝูง เมื่ออาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ในปี พ.ศ.2558 แต่โอ้ พระเจ้าจอร์จ ชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนของปี 2555 อาเซียนกลายเป็นคำที่ฮิตติดปากของคนไทยทั้งประเทศ ชนิดที่ว่าถ้าใครไม่พูดอะไรหรือทำอะไรที่มีเรื่องของอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะกลายเป็นความเชยที่ให้อภัยไม่ได้ทีเดียว
ผมจำได้ว่าเมื่อสักปีเศษๆ ในการเสวนาเรื่องเกี่ยวกับอาเซียนนั่นแหละ มีผู้ฟังถามว่า ทำยังไงถึงจะให้คนไทยตื่นตัวและมีความพร้อมในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งๆ ที่รู้ตัวล่วงหน้ากันมาหลายปีแล้ว ผมได้ตอบไปว่า คนไทยไม่เคยพร้อมหรอกครับ ไม่ว่าจะเรื่องไหนทั้งนั้น แต่เรามีคุณสมบัติที่น่าทึ่งอยู่ประการหนึ่ง คือสามารถปรับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลงได้เสมอเมื่อเวลานั้นมาถึง แรกๆ ก็อาจจะอิหลักอิเหลื่ออยู่บ้าง แต่ไม่นานหรอกครับเราก็กล้อมแกล้มกลืนไปได้แน่นอน ซึ่งนิสัยแบบนี้อาจจะติดมาจากงานจุลกฐินในสมัยโบราณที่ต้องเตรียมการให้เสร็จภายในคืนเดียว หรือนิสัยชอบซื้อลอตเตอรี่วันหวยออก รวมทั้งท่วงทำนองของเพลงไทยเดิมที่เนิบๆ นาบๆ ในตอนต้น แต่จะมารัวระนาดแบบออกลูกหมดตอนใกล้จะจบเพลง
อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่าสภาพการตื่นตัวของคนไทยต่ออาเซียนในเวลานี้น่าพึงพอใจไหม? ผมก็ตอบได้ทันทีว่ายังไม่ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าน่าพอใจ เพราะหากดูหนังสือเกี่ยวกับอาเซียนที่พิมพ์กันออกมามากมายในเวลานี้ จะพบว่าเป็นเพียงความรู้ในชั้นอนุบาล คือให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้ง จำนวนประชากร เมืองหลวง วันสำคัญ ประเพณีทั่วๆ ไป ฯลฯ แม้กระทั่งในระบบเว็บไซต์ของสถานศึกษาหลายแห่งก็ให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างจำกัดจำเขี่ย
การที่เราจะร่วมเป็นประชาคมเดียวกัน กับประเทศสมาชิกอีก 9 ประเทศนั้น เปรียบไปก็เหมือนการจะร่วมหอลงโรงกับใครสักคน แต่คบกันมาหลายสิบปีแล้ว เราก็ไม่รู้จักเขามากไปกว่าชื่อประเทศ พูดภาษาเขาได้แค่ “สวัสดี” กับ “ลาก่อน” และไปบ้านเขาก็เพื่อช็อปปิ้งหรือเที่ยวเล่น ไม่เคยคิดที่จะทำความรู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง ไม่สนใจจะศึกษาประวัติของเขา ไม่มีการวิเคราะห์ข้อดีข้อด้อยของเขา หรือการปรับตัวให้เข้ากันได้ดี เรื่องเหล่านี้ล่ะครับที่ค่อนข้างจะน่าเป็นห่วง
มีคนเล่าให้ผมฟังว่า เวลานี้สิงคโปร์เริ่มเข้มงวดกับคนของเขาในเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่นิยมเล่นเฟซบุ๊กหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ให้นำภาษาอิเล็กทรอนิกส์ของโลกไซเบอร์มาใช้ในโลกความจริง คือเมื่อใดก็ตามที่พูดหรือเขียนภาษาอังกฤษแล้ว จะต้องเป็นภาษาอังกฤษมาตรฐานเท่านั้น ถ้าถามว่าสิงคโปร์ออกมาตรการเช่นนี้มาเพื่ออะไร ผมก็ตอบได้เลยว่า สิงคโปร์มองข้ามประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไปอีกช็อตหนึ่งแล้ว นั่นก็คือเขาวางแผนให้คนสิงคโปร์มีบทบาทเป็นผู้นำของอาเซียน เพราะในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ ย่อมต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ขณะที่ประเทศไทยเรายังเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าจะให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กดีหรือไม่ หรือกลัวว่าเด็กไทยจะลืมภาษาไทย นอกจากภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาบังคับแล้ว เด็กนักเรียนสิงคโปร์ก็ยังต้องจะรู้ภาษาแม่ และภาษาของเพื่อนร่วมชาติอีกหนึ่งภาษา คือถ้าเป็นคนสิงคโปร์เชื้อสายจีน นอกจากจะรู้ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนแล้ว ยังจะต้องรู้ภาษาอินเดีย หรือภาษามาเลย์ด้วย ซึ่งภาษาจีนและภาษาอินเดียก็รู้ๆ กันอยู่ว่าคือภาษาการค้าของโลกปัจจุบัน และภาษามาเลย์ก็สามารถเชื่อมโยงกับมาเลเซีย อินโดนีเซียและบรูไนได้
เอาแค่เรื่องภาษาอย่างเดียว ฟังแล้วรู้สึกหนาวไหมครับ?



