ข่าว

ถนนทรุด!แยกสามยอดเจริญกรุง

ถนนทรุด!แยกสามยอดเจริญกรุง

26 ส.ค. 2555

ถนนทรุดแยกสามยอดเจริญกรุงกว้าง 60 ซม. ลึก 160 ซม.ฝนตกหนัก น้ำทะลักท่วมเมืองลับแล บ้านเรือนเสียหาย 500 หลังคา "ดร.พีรนันท์" หัวหน้าเอดีพีซี แนะ 3 องค์ความรู้ ‘ป้องกัน-รับมือ-ฟื้นฟู’ สู้ภัยพิบัติ

             เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 26 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุถนนทรุดตัวบริเวณแยกสามยอด ถ.เจริญกรุง แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กทม. จึงรุดไปตรวจสอบ โดยที่เกิดเหตุพบพื้นถนนตรงหัวมุมแยกสามยอด ด้านหน้าบริษัทมินเซนแมชชีนเนอรี่ มีสภาพเป็นหลุมกว้าง 60 ซม. ลึก 160 ซม. โดยมีพนักงานของ บริษัท อิตาเลียน-ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับเหมาดำเนินการรื้อย้ายท่อร้อยสาย และสายเคเบิ้ลโทรศัพท์ ของบริษัททีโอที เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (ช่วงหัวลำโพง-สนามไชย) กำลังใช้รถแบ็คโฮ นำแผ่นเหล็กขนาดใหญ่ มาปิดปากหลุมเอาไว้    

             ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้รับการชี้แจงจากพนักงานของบริษัท อิตาเลียน-ไทย ว่า หลุมดังกล่าวเกิดจากการขุดสำรวจของช่าง เนื่องจากบริเวณนี้เป็นแนวกำแพงเก่า จากนั้นได้ใช้แผ่นเหล็กมาปิดไว้ เพื่อจะขุดต่อในช่วงค่ำ แต่เนื่องจากรถที่สัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก ทำให้แผ่นเหล็กเคลื่อนออกจนเห็นหลุมดังกล่าว เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้นำรถแบ็คโฮเลื่อนแผ่นเหล็กมาปิดไว้ดังเดิม



ฝนตกหนักน้ำทะลักท่วมอ.ลับแล


             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในปริมาณสูงกว่า 110 มิลลิเมตร ที่ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ส่งผลให้น้ำจากภูเขาสูง อ.ลับแล ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านพื้นที่ลุ่มของ ตำบลไผ่ล้อม ตำบลทุ่งยั้ง อ.ลับแล สูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต่างเร่งเก็บสิ่งของ ทรัพย์สิน ไว้ที่อยู่ ส่วนบ้านเรือนชั้นเดียวอุปกรณ์ไฟฟ้า ได้รับความเสียหาย ถนนภายในหมู่บ้านรถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ โดยที่ หมู่ 3 และ หมู่ 6 ตำบลไผล้อม น้ำท่วมบ้านเรือนแล้วกว่า 500 หลังคา ล่าสุดน้ำไหลเข้าท่วมที่นาของชาวบ้านที่ตำบลทุ่งยั้ง ได้รับความเสียหายแล้วกว่า 1 หมื่นไร่
   
             นายเฉลิมชัย เฟื้องคอน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุตรดิตถ์ ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือ พร้อมระบุว่าฝนตกหนักต่อเนื่อง อ.ลับแล ตั้งมาวันที่ 24 สิงหาคม จุดที่เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนชาวบ้านและพื้นที่การเกษตร 2 ตำบล คือ ไผ่ล้อมและทุ่งยั้ง เป็นที่ลุ่ม มักเกิดน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ล่าสุดประกาศเตือนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่ราบลุ่ม อ.ลับแล อ.พิชัย และ อ.ตรอน จ.อุตรดิตถ์ ติดตามและเฝ้าระวังน้ำท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร ไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้



ADPCเชื่อคนไทยพร้อมมากขึ้นน้ำท่วมปี55กระทบไม่หนัก



             ที่ศูนย์ประชุมบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์  ราชประสงค์   กรุงเทพมหานคร  ดร.พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ หัวหน้าแผนกวิเคราะห์ความเสี่ยงภัยพิบัติศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย(ADPC) กล่าวในการสัมมนาด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ งาน ‘นำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555’ งาน‘การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555’(Thailand Research Expo 2012)ว่าทางศูนย์ฯ มีการคาดคะเนถึงผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยในปี2555 นี้ว่าจะส่งผลกระทบไม่มากเหมือนปีที่แล้ว เนื่องจากการคาดคะเนปริมาณน้ำ ปริมาณฝนและพายุในปีนี้มีน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในบางจังหวัดและบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล เอกชนและประชาชนมีความพร้อมในการรับมือมากขึ้นด้วย
   
             อย่างไรก็ตามองค์ความรู้ในการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติของประเทศไทยนั้นก็ยังถือว่ามีน้อยมาก ดังนั้นนักวิจัยและนักวิชาการควรจะร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ในการสร้างองค์ความรู้ในการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติในชุมชนของตนเองโดยเฉพาะ เพราะแผนรับมือภัยพิบัติของแต่ละท้องที่อาจใช้งานได้ไม่เหมือนกัน ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวนั้นจะช่วยให้ชุมชนสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองก่อนที่ความช่วยเหลือจากส่วนกลางจะมาถึง
   
             “งานวิจัยและองค์ความรู้ต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร สถาปนิก รวมไปถึงชาวบ้านผู้ที่จะนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปปฏิบัติ ซึ่งควรมีการสื่อสารถึงกันแต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเห็นว่าประชาชนยังไม่เข้าใจภาษาของนักวิชาการ ดังนั้นการแปลข้อมูลเทคนิค และภาษาวิชาการให้เป็นภาษาที่ประชาชนเข้าใจนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีการพัฒนา เพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกระดับ” ดร.พีรนันท์กล่าว
   
             ส่วนความกังวลว่าจะเกิดกรณีพิพาทของชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบเหมือนในปีที่ผ่านมานั้น สามารถแก้ไขได้โดยการลงพื้นที่เพื่อชี้แจงกับผู้คนในชุมชนถึงความจำเป็นในการป้องกันต่างๆ แก่ส่วนรวม และควรจะมีการชดเชยให้เป็นกรณีพิเศษ
   
             ดร.พีรนันท์ กล่าวต่ออีกว่าองค์ความรู้ในการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัตินั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วนที่สำคัญ ส่วนแรกคือการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัยพิบัติซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก แต่เป็นส่วนที่ประเทศไทยยังขาดอยู่ ซึ่งสามารถทำได้โดยการจัดทำการประเมินความเสี่ยงภัยพิบัติ ว่าในแต่พื้นที่ของประเทศสามารถเกิดภัยพิบัติใดได้บ้าง ความถี่ในการเกิด ความรุนแรงในการเกิดแต่ละครั้งอยู่ในระดับใด และจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง แล้วจัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ในขั้นอื่นๆ ต่อไป
   
             ขั้นต่อมาคือการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินขณะเกิดภัยพิบัติ คือการอบรมประชาชนให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยการซักซ้อมให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ได้ว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในขั้นใด ควรปฏิบัติตัวอย่างไร และฝึกซ้อมให้เกิดความเคยชินเพื่อป้องกันการตื่นตระหนก ด้านเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็ควรมีการศึกษาเทคนิค วิธี และอุปกรณ์ในการกู้ภัยใหม่ๆ ในการช่วยเหลือและฝึกซ้อมเช่นกัน
   
             ส่วนขั้นสุดท้ายคือการฟื้นฟูหลังการเกิดภัยพิบัติ ซึ่งการฟื้นฟูนี้ไม่ใช่เพียงฟื้นฟูให้กลับมามีสภาพเดิม แต่ต้องฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์การณ์ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตโดยการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับวัสดุ และวิธีการก่อสร้างให้สามารถป้องกันภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมในแต่ละพื้นที่