ข่าว

รื้อ'กอช.'ลากยาวถึงปีหน้า

รื้อ'กอช.'ลากยาวถึงปีหน้า

27 ส.ค. 2555

รื้อ 'กอช.' ลากยาวถึงปีหน้า เล็งปรับสูตรจ่ายบำนาญ-การันตีผลตอบแทน : รายงานพิเศษ : โดย ... ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง

          พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 โดยในกฎหมายกำหนดไว้ว่า กอช.จะต้องเปิดรับสมาชิกให้ได้ภายใน 1 ปี หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ซึ่งตามกำหนดเดิม คือวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดรับสมัครสมาชิกองทุนได้ เนื่องจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มีแนวคิดว่า หลักเกณฑ์เงื่อนไขเดิมอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงสั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาความเหมาะสมอีกครั้ง ทำให้ระหว่างนี้กองทุนต้องหยุดชะงักและไม่สามารถจะเปิดรับสมาชิกได้จนกว่าทุกอย่างจะชัดเจน 

 

          สำหรับประเด็นที่ศึกษาใหม่ประกอบด้วย 1.พิจารณาเพิ่มเติมการจ่ายเงินตอบแทนหลังสมาชิกเกษียณอายุ 60 ปี จากที่กฎหมายเดิมกำหนดไว้อย่างเดียวว่าให้รับเป็นบำนาญ ซึ่งอาจทำให้แรงงานไม่สนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิก เพราะเห็นว่ารายได้ต่อเดือนที่ได้หลังเกษียณเป็นจำนวนน้อยไม่กี่พันบาท จึงให้ไปดูว่าจะมีทางเลือกให้สมาชิกสามารถเลือกรับเป็นบำเหน็จบางส่วนหรือทั้งหมดได้หรือไม่ เพื่อให้มีความน่าสนใจและมีทางเลือกให้สมาชิกมากขึ้น 

          2. เรื่องการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลที่กำหนดไว้เป็นขั้นบันได 50 บาท 80 บาท และ100 บาท เหมาะสมหรือไม่ ควรปรับเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมดจะดีกว่าหรือไม่ เพื่อให้สมาชิกเข้าใจง่ายและไม่สับสน รวมถึงเห็นว่าการจ่ายเงินสมทบที่ระดับ 100 บาทเท่ากันหมดก็ไม่ได้เป็นเงินที่มากเกินไป 

          3. เรื่องการบริหารการลงทุน ที่เดิมกำหนดให้นำเงินของสมาชิกสามารถไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ 40% ควรศึกษาว่ามีความจำเป็นหรือไม่ เพราะอาจทำให้แรงงานเป็นกังวลและไม่เข้าเป็นสมาชิก โดยมองว่าหากรัฐบาลจ่ายสมทบให้ 100 บาทเท่ากันหมดก็ไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนที่มีความเสี่ยงอีกต่อไป

 

กอช.สะดุดเหตุไม่ถูกใจขุนคลัง

 

          รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า ประเด็นที่นายกิตติรัตน์หยิบยกมาให้ สศค.พิจารณาเพิ่มเติมนั้น ต้องมีการแก้ไขร่างกฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนการออมและนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา แม้ สศค.จะพยายามสรุปแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมให้พิจารณาโดยเร็ว แต่กว่าจะได้ข้อสรุปละมีผลบังคับใช้ก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน โอกาสที่จะได้เห็นกองทุนเดินหน้าได้ในปีนี้จึงค่อนข้างยากและจะทำให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นแรงงานนอกระบบหรือผู้มีอาชีพอิสระออมเงินและได้รับเงินหลังเกษียณน้อยลงตามไปด้วย 

          รายงานข่าวะบุว่า ส่วนหนึ่งที่นายกิตติรัตน์ไม่อยากผลักดันให้โครงการนี้ออกมาเร็ว เพราะ กอช.ถือเป็นผลงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ผลักดันจนกฎหมายมีผลบังคับใช้และมีการตั้งกองทุนเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงคัดเลือกเลขาธิการกองทุนและเปิดรับสมัครสมาชิกเท่านั้น โดยมองว่า กอช.อาจโดนใจกลุ่มรากหญ้าและแรงงานนอกระบบที่มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิก 35 ล้านคน จึงต้องการให้ผลตอบแทนรายเดือนที่สูงกว่าเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาล 

          ที่สำคัญปัญหาหนึ่งที่ทำให้กองทุนเดินได้ล่าช้าคือ การขาดงบประมาณสนับสนุน โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลชุดก่อนได้จัดสรรงบประมาณปี 2555 ไว้ให้ 1,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลปัจจุบันได้ปรับลดลงเหลือ 250 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ จนถึงขณะนี้ กอช.ยังไม่เคยทำความเข้าใจ หรือชี้แจงข้อมูลสิทธิประโยชน์ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ เพื่อจูงใจให้ออมเงินไว้ใหลังเกษียณ ความเป็นไปได้ที่จะเห็นกลุ่มเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกปีแรกน่าจะอยู่ที่หลักหมื่นหรือประมาณ 5 หมื่นคนเท่านั้น จากที่ตั้งเป้าไว้ 5 แสนราย ส่วนปีต่อไปอาจจะขยับเป็นหลักแสนไม่ถึงหลัก 1 ล้านราย อย่างที่คาดหวังและคงใช้เวลาหลายปีกว่าจะมีสมาชิกเข้าเต็มจำนวน

 

สศค.เร่งสรุปหลักเกณฑ์ใหม่

 

          นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.กำลังเร่งศึกษาในประเด็นที่ได้รับมอบหมายมา เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้ รมว.คลังตัดสินใจ คาดว่าจะทันสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ โดยหลักเกณฑ์ที่แก้ไขหรือเพิ่มเติมเข้ามานั้น จะต้องระบุให้ชัดเจนในร่างแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติด้วย 

          สำหรับประเด็นที่จะขยายอายุของสมาชิกจากที่กำหนดไว้ 15-60 ปี เป็นเปิดกว้างให้ผู้สูงวัยที่อายุเกิน 60 ปี เข้าเป็นสมาชิกด้วยนั้น เนื่องจากคนกลุ่มนี้ เมื่อออกจากงานจะมีเงินไว้ใช้หลังเกษียณอยู่แล้ว จึงน่าจะมีความสามารถในการออมเงินเข้ากองทุนเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเงินสมทบของภาครัฐด้วยก็มีความเป็นไปได้ เพราะจะมีจำนวนผู้มีสิทธิเพิ่มเข้ามาไม่มากนัก โดยก่อนหน้านี้มองว่าจะมีผู้มีสิทธิประมาณ 25 ล้านคน ก็อาจเพิ่มขึ้นเป็นมากสุดไม่เกิน 35 ล้านคน และจะไม่กระทบการอุดหนุนเงินของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีมากนัก ซึ่งเดิมคำนวณคร่าวๆ ว่าจะใช้งบประมาณปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท หากมีผู้เข้าเป็นสมาชิกเต็มจำนวน 

          นอกจากนี้ ในประเด็นของผู้สูงวัยก็ต้องมีทางเลือกเสนอเข้าไปด้วยว่า หลังจากออมเงินกี่ปีจึงจะเริ่มได้รับเงินบำนาญรายเดือน ซึ่งอาจจะเป็น 5 ปี หรือ 10 ปี เป็นต้น โดยเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รมว.คลังและต้องกำหนดในหลักเกณฑ์ใหม่ให้ชัดเจนด้วย

 

เล็งปรับสูตรจ่ายเงินบำนาญ

 

          ส่วนประเด็นที่ รมว.คลังให้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจ่ายเงินสะสมรายเดือนที่กำหนดไม่ต่ำกว่าครั้งละ 50 บาท แต่ไม่เกิน 13,200 บาทต่อปี และรัฐบาลจะให้เงินสมทบตามช่วงอายุของสมาชิกและเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน ตั้งแต่เดือนละ 50 บาท 80 บาท และสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดคือไม่เกิน 100 บาทนั้น ในส่วนของการสะสมเงินของสมาชิกอาจจะคงเดิม แต่จะเพิ่มในส่วนของการสมทบเงินของรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นอัตราเดียว 

          นายสมชัย กล่าวอีกว่า สศค.ยังศึกษาถึงความเหมาะสมของผลตอบแทนของกองทุนหลังเกษียณอายุ 60 ปีของสมาชิกด้วย โดย กอช.เสนอที่ระดับ 1,800 บาทต่อเดือน สูงกว่าเส้นความยากจนที่ระดับ 1,600 บาทต่อเดือน จากเดิมที่สะสมเงินขั้นต่ำจะได้รับเพียง 500-800 บาทเท่านั้น ซึ่ง รมว.คลังมองว่าไม่เพียงต่อการดำรงชีพ จึงอาจจะต้องมีการปรับสูตรในการจ่ายเงินบำนาญใหม่ รวมทั้งอาจจะมีแนวทางให้เลือกรับเป็นเงินบำเหน็จทั้งก้อน หรือบางส่วนหลังเกษียณด้วย  

          "นโยบายใหม่ของ รมว.คลังต้องการให้ลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีความเสี่ยงทั้งหมด เพื่อการันตีผลตอบแทนให้สมาชิกได้อย่างแน่นอน และจะได้ไม่มีปัญหาในการลงทุนในอนาคต ดังนั้น แนวทางที่จะเสนอต่อ รมว.คลังก็คงจะเน้นไปที่การนำเงินของสมาชิกและเงินสมทบของรัฐไปลงทุน โดยการฝากธนาคารหรือลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลแทน การันตีผลตอบแทนต้องไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงิน 7 แห่ง" นายสมชัยกล่าว

 

 

--------------------

(รื้อ 'กอช.' ลากยาวถึงปีหน้า เล็งปรับสูตรจ่ายบำนาญ-การันตีผลตอบแทน : รายงานพิเศษ : โดย ... ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)