ข่าว

'ลักซอร์'เมืองเร้นลับและรักซ่อนเร้น

'ลักซอร์'เมืองเร้นลับและรักซ่อนเร้น

26 ส.ค. 2555

'ลักซอร์' เมืองเร้นลับและรักซ่อนเร้น : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...ดลหมาน ณ ไคโร

             หลายครั้งที่เดินทางไปยังถิ่นประวัติศาสตร์ของประเทศอียิปต์ ทั้งเหนือ กลาง และใต้ รู้สึกสัมผัสได้ถึงอำนาจความยิ่งใหญ่ของฟาโรห์ ความโอ่อ่าอลังการงานสร้างที่ยังทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้น่าฉงนใจ อีกทั้งประวัติอันลี้ลับในแต่ละยุคแต่ละสมัยของฟาโรห์

             เมื่อต้นเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ขณะที่คนไทยเริ่มประสบปัญหาน้ำท่วม แต่อียิปต์อากาศอยู่ในช่วงหนาว  ผมเก็บเสื้อผ้า หนีสังคมไคโรมุ่งสู่เมือง "ลักซอร์" หรือบางสำเนียง "ลุกเซอร์" ถิ่นใต้แดนฟาโรห์ เริ่มต้นด้วยการไปซื้อตั๋วรถไฟเข้าแถวยาวเหยียดปะปนกับอาหรับที่แสนจะชุลมุน จะเรียกว่าเข้าแถวดีไหมเพราะอัดแน่นกันเสียขนาดนั้น

             หน้าต่างสำหรับการจำหน่ายตั๋วเป็นกระจกแก้วใส มีช่องเล็กๆ เพียงช่องเดียวเพื่อให้ได้ยินระหว่างกัน ไหนจะต้องก้มๆ เงยๆ ไหนจะต้องระวังก้น ระวังในกระเป๋า "เฮ้อ" แสนจะลำบากจริงๆ แต่ก็จำต้องทน เพราะการเดินทางแบบนี้นอกจากจะสบายและประหยัดแล้วยังปลอดภัยที่สุดด้วย ค่าตั๋วจำได้ว่าราคา 92 ปอนด์อียิปต์ ประมาณ 475 บาท เป็นรถไฟปรับอากาศชั้นเก้าอี้นอน แต่ไม่ใช่ชั้นหนึ่งแบบกินนอน เพราะแพงโอเวอร์เกินไป

            กว่าจะได้ออกเดินทางก็ต้องเดินสอบถามเจ้าหน้าที่การรถไฟเป็นการใหญ่ รถไฟออกจากสถานีรอมซิซ หรือคล้ายๆ หัวลำโพงบ้านเราเวลา 5 ทุ่ม 15 นาที แต่ขอบอก ต้องวิ่งกันอุตลุดเลยทีเดียว เมื่อมาถึงรถไฟขบวนที่จะไปลักซอร์ ผมชะงักไปชั่วครู่ เพราะดูจากภายนอกรถไฟแล้ว ทั้งเก่าและสกปรกอีกต่างหาก แต่เมื่อเดินเข้าไป ผมก็ต้องตะลึงอีกเช่นกัน เพราะภายในเย็นเฉียบ เก้าอี้ก็กว้างสบายตัว ปรับได้อีกต่างหาก สะอาด ไม่มีกลิ่น ไม่มีการสูบบุหรี่ ทุกอย่างโอเคเลยทีเดียว

            ผมวางกระเป๋าไว้กับตัวแม้จะหรูหราแค่ไหนก็ไม่ไว้ใจใครจะปลอดภัยที่สุด เมื่อทุกอย่างพร้อมเข้าที่ ก็ยกหูโทรศัพท์ถึงปลายทาง ซึ่งมีสาวไทยสุดสวยและหนุ่มอียิปต์หล่อเหลาผิวดำแต่ใจดี แห่งเมืองลักซอร์ ที่รอผมอย่างใจจดใจจ่อ เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติในอียิปต์ พี่สาวสุดสวยก็โดนสะเก็ดระเบิดลอยไปไกลยังเมืองลักซอร์ ใช้ชีวิตเป็นสาวบ้านนอกอยู่ที่นั่นเป็นปี แถมยังให้สัญญาว่าจะพาผมชมทุกสถานที่สำคัญแบบ "รากหญ้าท้าพิสูจน์" กันเลยทีเดียว ครั้งนี้จะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวที่แสนวิเศษ และพิเศษที่สุดของผมในรอบ 16 ปีของการอยู่ในประเทศนี้

            เวลา 08.30 น. ผมตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ตื่นเต้นกับสองข้างทางที่รถไฟแล่นผ่าน สะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของอียิปต์ ป่าไม้ หญ้าเขียวดูยังไงก็สบายตาในยามเช้า ชาอียิปต์แท้ ยี่ห้ออารูซะห์ (เจ้าสาว) ร้อนๆ ทำให้เช้านี้รู้สึกแจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก นับเป็นครั้งแรกของการเดินทางด้วยรถไฟมาไกลขนาดนี้ จนกระทั่ง 09.30 น. ผมก็มาถึงสถานีลักซอร์ ทันทีที่ลงจากรถไฟ ก็เห็นพี่สาวสุดสวย "พี่อ้อย" และเจ้าชายสุดหล่อ "นูบี่" ยืนรอต้อนรับอย่างอบอุ่น เราต้องนั่งเรือข้ามแม่น้ำไนล์ไปอีกฝั่ง

            "นูบี่" เป็นผู้ชายผิวดำ คมเข้ม จมูกโด่ง สูงและตัวโต  แต่เป็นคนเงียบ ดูแล้วจริงใจ และกันเองเป็นที่สุด นูบี่ บอกว่า "ยินดีต้อนรับสู่เมืองลักซอร์ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ ครั้งนี้ ฉันจะนำเธอท่องถิ่นนี้อย่างคนในพื้นที่ และเป็นการเดินทางที่เธอจะไม่ลืมลักซอร์อีกเลยชั่วชีวิตนี้" 

            ผมได้ฟังจากนูบี่ เหมือนต้องมนต์สะกดของผู้ชายคนนี้ ประวัติต่างๆ และสถานที่ นูบี่พูดอธิบายอย่างละเอียด หลังจากจัดกระเป๋าเข้าห้องพักแล้ว เราก็เดินทางเยี่ยมชีวิตพี่น้องของนูบี่ และชาวบ้านในละแวกนั้น ทุกคนมีไมตรีจิตอันดี ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลาเหมือนชีวิตชาวชนบทของเมืองไทยของเราเลย 

            ตอนค่ำเราก็นั่งเรือข้ามฟากออกมาเดินเล่นดูชีวิตชาวชนบทในตัวเมือง แม้เหตุการณ์ยังไม่ค่อยราบรื่นนักหลังการปฏิวัติ แต่ก็ยังมีนักเที่ยวอยู่บ้างในยามนี้ ต่างนั่งกินลม ชมวิว ได้ตลอดคืน และก็กลับมาพักผ่อนในห้องนอนอันแสนสบายกับบรรยากาศท้องทุ่งนา แห่งเมืองลักซอร์

            เมืองลักซอร์ เป็นเมืองที่มีความสำคัญของอียิปต์เมืองหนึ่ง ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำไนล์ทางตอนใต้ของประเทศ มีวิหารสำคัญอันลือชื่อสองแห่ง คือวิหารลักซอร์ และวิหารคาร์นัค เป็นวิหารคู่บ้านคู่เมือง ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า กษัตริย์อาเมนโนฟิสที่ 3 ให้สร้างวิหารลักซอร์ขึ้นใหม่ เป็นวิหารแบบหินทราย เนื้อละเอียดที่ใหญ่โตและสูงกว่าเดิม ต่อมากษัตริย์ราม

             เสสที่ 2 ให้สร้างอุทยานที่หน้าวิหารขึ้นโดยเป็นผลงานอันแสนอลังการในยุคนั้น หน้าวิหารเคยมีเสาโอเบลิสก์อยู่สองต้น แต่ปัจจุบันเหลือเพียงต้นเดียว อีกต้นถูกนำไปไว้ที่จตุรัสคองคอร์ด กรุงปารีส ซึ่งดูจะเป็นเรื่องราวเล่าขานและไม่เคยลืมเลือนไปจากชีวิตชาวอียิปต์จริงๆ

             บ้านพักนูบี่ อยู่ฝังตะวันตกของแม่น้ำไนล์ การเดินทางเข้าชมสถานที่ต่างๆ สะดวกและรวดเร็ว สถานที่แรกที่เราไปเยี่ยมคือ เจ้าพ่อหลักเมืองสององค์ที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบ รอการต้อนรับพวกเรา หลังจากนั้นก็มุ่งไปสู่ "นครแห่งความตาย" หุบเขาแห่งนี้ เรียกกันว่า "หุบผากษัตริย์" ซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์ฟาโรห์ถึง 62 พระองค์ แต่ที่ทำให้หุบเขาแห่งนี้โด่งดังที่สุด ก็เมื่อค้นพบ สุสานของกษัตริย์ตุตันคาเมน ซึ่งค้นพบทรัพย์สมบัติมูลค่ามากมายโดยเฉพาะหน้ากากทองคำ โดยของทุกอย่างได้ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ในกรุงไคโร อีกทั้งยังค้นพบสุสานของกษัตริย์รามเสสที่ 6 ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่เจาะลึกเข้าไปเกือบร้อยเมตร ภายในอาณาจักรใต้ดิน มากไปด้วยทรัพย์สมบัติ ภาพวาดบรรยายกิจวัตรและภาพที่เกี่ยวกับเทพเจ้ามากมาย

             นอกจากนี้ยังมี "หุบผาราชินี" หุบผาของพระบรมวงศานุวงศ์ และพวกขุนนางชั้นสูง ช่างวิเศษจริงๆ อากาศหนาวก็จริงแต่เมืองลักซอร์กลับอบอุ่นและดูจะร้อนๆ หลังจากที่ได้นั่งพักเหนื่อย ผมเดินทางไปยังอีกสถานที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักนั่นคือ สถานที่เก็บพระศพของกษัตริย์ฟาโรห์หญิงพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ พระนามฮัตเชปซุต ซึ่งมีเรื่องเล่าขานกันยาวนานในประวัติศาสตร์ว่าเป็นราชินีมีหนวด เป็นวิหารขนาดใหญ่แบบเจาะลึกเข้าไปในหน้าผา ด้านหน้าเป็นทางลาดขึ้นไปสองชั้น เป็นสถาปัตยกรรมที่เด่นเป็นสง่า และครองความสวยงามมาตลอด กว่าจะเดินถึงตัววิหารก็เกือบหมดแรงกันเลยทีเดียว แต่ด้วยความสง่างามที่เห็นเด่นอยู่ไกล ทำให้เหมือนต้องมนต์ต้องเข้าไปเยี่ยมเยียนให้ได้ เมื่อขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของวิหารแล้วหันกลับมาจะเห็นท้องทุ่งนาเขียวขจี ทำให้หวนสู่มิติโลกปัจจุบันอีกครั้งอย่างน่าทึ่ง

             เช้าวันใหม่นูบี่พาไปอีกฝั่งซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเมืองลักซอร์ วันนี้จะพาเข้าชม "วิหารคาร์นัค" นูบี่เล่าสั้นๆ ว่า เป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า โดยใช้เสาที่มีความใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับการต่อเติมจากฟาโรห์รุ่นต่อๆ มา จนกระทั่งกลายเป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดของอียิปต์ มีเนื้อที่ประมาณหนึ่งตารางไมล์ ภายในวิหารมีความกว้าง 50 เมตร และยาว 102 เมตร ทางเข้าวิหารมีรูปแกะสลักของสฟิงซ์ที่มีหัวเป็นแพะเป็นแถวสองข้างทาง มีเสาหินขนาดยักษ์ สูง 23 เมตร ถึง 134 ต้น และเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของกษัตริย์รามเสสที่ 2 ในสมัยโบราณตามประวัติศาสตร์กล่าวว่า ต้องใช้แรงงานถึงแปดหมื่นกว่าคนในการสร้างวิหาร น่าทึ่งจริงๆ ความสวยงามผมไม่อาจบรรยายได้ ต้องมาเจอด้วยตัวเองเท่านั้น

            หลังจากนั้น ก็รีบเดินทางไปต่อยัง "วิหารคอมออมโบ" ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ วิหารนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้า ซึ่งมีศีรษะเป็นจระเข้ เป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำไนล์ ฝาผนังเต็มไปด้วยรูปวาดอันหลากหลาย และท้ายสุดของการเที่ยวครั้งนี้ คือการเข้าเยี่ยมชม "วิหารแห่งเมืองเอ็ดฟู" เป็นวิหารที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุด และได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี วิหารหลังนี้ได้สร้างถวายเทพเจ้าฮอรัส ซึ่งมีศีรษะเป็นเหยี่ยว เป็นเทพเจ้าแห่งความดี และฉลาดรอบรู้ ด้านหน้าจะเป็นผนังสูงถึง 36 เมตร มีรูปหินแกะสลักเป็นรูปเหยี่ยว 2 ตัว เฝ้าหน้าประตูทางเข้า ภายในวิหารยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก มีห้องหลายห้อง และพื้นจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทีละน้อยจนเข้าถึงห้องสูงชั้นในสุด ซึ่งเป็นห้องที่กษัตริย์ฟาโรห์เข้ามาทำพิธีต่างๆ

            04.00 น. ผมต้องลุกขึ้นเตรียมตัวเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่เคยมีใครได้ไปกันนัก โดยที่นูบี่บอกว่า นี่คือสุดยอดของการเที่ยวในครั้งนี้ ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คันเล็ก ลัดเลี้ยวไปตามทางหมู่บ้าน สักประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาจอดอยู่หน้าบ้านซึ่งเป็นญาติของนูบี่ และตอนนี้ นูบี่ ยิ้มเห็นฟันขาว บอกกับผมว่า "ต่อไปนี้ เราจะมีลาเป็นคู่เดินทาง เพื่อให้ได้ความรู้สึกในการท่องเที่ยวแบบคนชนบทจริงๆ" ให้ตายซิ มาอยู่อียิปต์สิบกว่าปีจะได้ขี่ลาก็ครั้งนี้ล่ะ 

           เริ่มขี่ลาจากหมู่บ้านออกมาตามถนนใหญ่จนมาถึงตีนเขา นูบี่บอกว่าคาราวานเราจะเริ่มจากตรงนี้เป็นต้นไป นั่นคือ เราต้องขี่ลาขึ้นสู่ยอดเขาในลักษณะที่ยังมืด  ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง เราก็ได้ขึ้นมาถึงยอดเขา ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างขึ้น โอ้... พระเจ้า...สิ่งที่ผมเห็นในขณะนี้คือ ทัศนียภาพของสถานที่ท่องเที่ยวในเขตทิศตะวันตกได้อย่างชัดเจน เสมือนว่ากำลังอยู่บนเฮลิคอปเตอร์แล้วมองลงมาด้านล่าง เห็นเมืองต่างๆ เห็นทางเดินไปสู่สถานที่แต่ละสถานที่อย่างชัดเจน

           หลังจากนั้นก็เดินเลียบเขาไปสักระยะ ผมต้องตะลึงและขอบอกว่าถูกใจผมเป็นที่สุด คือเส้นทางเดินสู่ "หุบผากษัตริย์" มองจากด้านบนแล้วรู้สึกทึ่งกับทางเดินที่เลาะเลี้ยวเคี้ยวคดกว่าจะไปสู่ประตูทางเข้าไปยังหลุมศพ ผมรู้สึกประทับใจกับการมาถึงสุดยอดเขาเมืองลักซอร์ในครั้งนี้เหมือนเป็นการย่อการเดินทางให้สั้นลงแต่ได้ใจความทุกตอน

            ตลอดระยะทางกลับผมขี่ลา ผ่านเมือง ผ่านหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนา ได้สูดกลิ่นอายของความเป็นชนบทของลูกหลานฟาโรห์อีกครั้ง เมื่อกลับมาถึงบ้านก็นอนพักผ่อน ปวดระบมขาไปหมด รู้สึกจะเป็นปัญหากับระบบปัสสาวะอยู่หลายชั่วโมงเหมือนกัน นึกแล้วขำจริงๆ

            พอตกตอนบ่าย นูบี่ก็จัดรถมารับแล้วพาไปล่องแม่น้ำไนล์ แต่ก่อนจะไปล่องแม่น้ำไนล์ วันนี้มีเมนูพิเศษอาหารแบบชนบทเป็นฝีมือน้องสาวของนูบี่เอง ไหนๆ ก็มาแล้วก็ลองดูว่าอาหารชนบทในเมืองลักซอร์จะอร่อยแค่ไหน ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงบ้านน้องสาวนูบี่  เธอมาพร้อมกับอาหารกลางวันซึ่งเป็น โรตีหนาสีน้ำตาล เห็นแล้วสะดุ้งนึกว่าก้อนอิฐ อาหารมื้อนี้อร่อยเข้าตากรรมการเลยทีเดียว โรตีแข็งกินกับแกงไก่ ตามด้วยน้ำส้มคั้นที่ทำมาจากส้มสดๆ หลังบ้าน ผมเป็นคนกินน้อยแต่รู้สึกอิ่มทิพย์กับน้ำใจเจ้าของบ้านนี่ซิ อิ่มกว่า

           เสร็จจากรับประทานอาหารก็มุ่งสู่แม่น้ำไนล์ เป็นเวลาในช่วงบ่าย โอ้พระเจ้า...ขอบอกเลยว่า ช่วงแดดร่มลมตก กับบรรยากาศเย็นฉ่ำด้วยลมอันบริสุทธิ์ที่พัดผ่านกระทบผิว รู้สึกดีจริงๆ การล่องเรือใบเป็นสิ่งจำเป็นถ้ามาถึงเมืองลักซอร์ เพราะเข้ากับบรรยากาศ ธรรมชาติ ของอียิปต์จริงๆ

            ผมนั่งมองเรือใบด้วยความสุข จนดวงอาทิตย์จะตกดิน แสงทองทางฝั่งตะวันตกบอกว่าถึงเวลาที่ต้องจาก ทำเอาผมรู้สึกเศร้าเหลือเกิน แต่ขอบอกว่า "เมืองลักซอร์" คือเมืองท่องเที่ยวเมืองหนึ่งที่ประทับใจ ทั้งสถานที่ ผู้คน และชายผู้นี้ "นูบี่" และพี่สาว อีกคน "พี่อ้อย" ที่ทำให้การเดินทางของผมครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุด อียิปต์...ฉันรักเธอจริงๆ...

........................................
('ลักซอร์' เมืองเร้นลับและรักซ่อนเร้น : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...ดลหมาน ณ ไคโร )