ข่าว

จาก ศรัทธา สู่ ปัญญา สุขที่ไม่เบียดเบียน

จาก ศรัทธา สู่ ปัญญา สุขที่ไม่เบียดเบียน

26 ส.ค. 2555

จาก ศรัทธา สู่ ปัญญา สุขที่ไม่เบียดเบียน : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

               สัปดาห์ที่แล้ว มีคนใจดีพาทัวร์ใกล้ๆ บ้าน น่าแปลกก็ตรงที่ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้บ้านตัวเองแท้ๆ แต่เรากลับไม่เคยไป ทำนองว่า "ใกล้เกลือ กินด่าง" จนคนที่อยู่ไกลกว่าต้องอาสาพาไป

               จุดแรกที่นัดแนะและแวะทำบุญ ก็คือ วัดญาณเวศกวัน ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน อาจจะเพราะเป็นวันเสาร์ที่เป็นวันหยุด ทำให้ญาติโยมหนาตากว่าวันธรรมดา ขณะที่กิจกรรมของวัดก็มีทั้งการฟังธรรมะ การถวายสังฆทาน การทำสมาธิ ไปจนถึงการทำบุญเลี้ยงพระเพล ที่ต่างคนต่างก็นำอาหารมารวมกันที่หอฉัน ก่อนที่จะจัดวางสำรับเพื่อถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ใครที่ไม่ได้นำอาหารไป ก็สามารถที่จะบริจาคปัจจัยให้แก่ทางวัดได้

               ระหว่างถวายภัตตาหารเพล มีโอกาสฟังธรรมะว่าด้วยคุณธรรม 5 ประการ นั่งฟังและนั่งคิดตาม ก็เห็นว่า สามารถนำหลักคิดจากสิ่งที่ได้ฟังมาใช้กับเรื่องของการจัดการเงินๆ ทองๆ ได้อย่างน่าสนใจ

               ธรรมะ 5 ประการที่ว่า เริ่มต้นจาก "ศรัทธา" ซึ่งหมายถึงความมุ่งมั่น และการมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องมุ่งมั่นไปในจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ ส่วนที่สอง คือ "ความไม่มีโรคภัย" เพราะการมีโรคภัยถือเป็นการเบียดเบียน เป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าฝึกฝนและพัฒนาตนเอง ธรรมะประการที่ 3 คือ "เปิดเผยตัว" หรือเป็นการน้อมนำตัวเองไปสู่บุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร พาตัวเองไปหานักปราชญ์ ให้ท่านเป็นที่พึ่งพา และเราจะได้ประโยชน์จากท่าน ได้ข้อคิดนำมาฝึกฝนพัฒนาตัวเอง ต้องไม่ปิดตัว ไม่เก็บตัว ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่เปิดเผยตัวกับคนคิดชั่ว ที่จะทำให้ชีวิตตกลงสู่ที่ต่ำ

              ธรรมะประการที่ 4 คือ "มีความเพียร" เพียรในการละบาป อกุศลในใจให้หมดสิ้นไป และเพียรพยายามทำให้เจริญ หมั่นสำรวจตรวจตราจิตใจให้เกิดความถูกต้อง และประการสุดท้าย คือ "ปัญญา" หรือความหยั่งรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เสื่อมสลาย เพราะบางครั้งเราก็ยึดติด ยึดมั่นว่า ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งการมี "ปัญญา" จะทำให้เรารู้ความเป็นไป รู้เหตุและปัจจัย

              ในตอนท้าย พระท่านบอกว่า "ทุกสิ่งควรเริ่มจากศรัทธาและปิดท้ายด้วยปัญญา" และ "ศรัทธา" นั่นแหละที่เป็นสิ่งที่นำไปสู่ "ปัญญา"

               "ไม่ใช่แค่ ศรัทธา เกิดขึ้นแล้วจบ เพราะหากว่าไม่มี ปัญญา เข้ามาตรวจสอบ ก็อาจจะทำให้ ศรัทธา กลายเป็นความงมงาย เมื่อเราใช้ ปัญญา ตรวจสอบทุกความเชื่อ ก็จะทำให้ ศรัทธา หรือความเชื่อเป็นไปอย่างถูกทิศถูกทาง"

                ระหว่างที่นั่งฟัง ใจก็คิดว่า การจัดการกับเงินทองอย่างถูกต้อง ก็ต้องเริ่มต้นที่ "ศรัทธา" ก่อน เพราะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ดำเนินวิถีชีวิตไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่นเดียวกับการน้อมนำตัวเข้าไปหาผู้รู้ที่มีความรู้มากกว่า เพื่อแนะนำให้การบริหารจัดการเงินทองของเราเป็นไปในทางที่ถูกที่ควร รวมถึงต้องมีความเพียร ซึ่งไม่ได้หมายรวมถึงความพยายาม แต่ยังหมายถึงการหมั่นตรวจตราให้เกิดความถูกต้อง

                สุดท้ายก็คือ การใช้ปัญญาเข้ามาตรวจสอบ เพื่อไม่ให้ศรัทธาเรื่องเงินๆ ทองๆ กลายเป็นเบียดเบียนชีวิตตัวเอง และเบียดบังความสุขการใช้ชีวิตที่ควรจะเกิด

                พูดถึงเรื่อง "เบียดเบียนตัวเอง" ทำให้นึกถึงน้องที่เป็นผู้ฟังรายการ "เงินทองต้องรู้" ที่ปกติมีเรื่องปรึกษาหารืออยู่เป็นระยะ เป็นน้องวัยเริ่มต้นทำงานที่เพิ่งจะศึกษาเรื่องการลงทุน แต่ดูจะเอาจริงเอาจังมากกว่าเด็กผู้ชายในวัยใกล้เคียงกัน ประเด็นล่าสุดที่เพิ่งพูดคุยกันเป็นเรื่องของ "รถคันแรก" หลังจากที่เพื่อนร่วมงานวัยเดียวกันถามว่า ทำไมถึงไม่ใช้สิทธิ์ซื้อรถคันแรกที่ได้รับการสนับสนุนลดหย่อนจากรัฐบาลตั้ง 1 แสนบาท

                น้องคนนี้ เล่าให้ฟังว่า ที่ไม่ซื้อ ไม่ใช่เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ แต่แค่คิดว่า "รายจ่าย" ที่จะตามมากับรถคันแรกนั้นมากมายทีเดียว ทั้งค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าดูแล-ซ่อมบำรุง และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่รวมเรื่องของหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระ ทำให้เขาตั้งกติกากับตัวเองว่า ถ้าจะซื้อรถและขับรถ ทุกๆ กิโลเมตรจะต้องหยอดกระปุกเก็บเงินให้ได้กิโลเมตรละ 5 บาท ถ้าวันนี้ต้องขับ 60 กิโลเมตร ก็ต้องมีเงินหยอดกระปุก 300 บาท ถึงจะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด

               ฟังตอนแรกก็ปลื้มใจที่เด็กอายุ 20 กว่าๆ เพิ่งเริ่มทำงานจะคิดได้ "รอบ" ขนาดนี้ แต่พอนั่งคิดอีกที กลับรู้สึกเป็นห่วงความ "คิดรอบ" ของเขา เพราะบางครั้งบางทีมันก็อาจจะกลายเป็นภาวะที่กดดันตัวเอง และเบียดเบียนความสุของตัวเอง

               ในฐานะที่ "อาวุโสกว่า" ก็ได้แต่เตือนว่า จะทำอะไรก็ให้นึกถึงความสุขของตัวเองบ้าง อาจจะไม่ต้องถึงกับใช้ความสุขเป็นที่ตั้ง แต่หากลองใช้ชีวิตแบบกลมๆ สร้างสมดุล ไม่มีเหลี่ยมมีมุม แหลมคมมากนัก ก็น่าจะดีกว่าการตั้งป้อม ตั้งกำแพงขวางหน้าและสกัดหนทางแห่งความสุขที่พึงมีเสียจนหมด

               ลองหันมาหยิบหนังสือที่คนตัวโตส่งให้เมื่อครั้งแวะเวียนไปที่วัดญาณเวศกวัน แม้หน้าปกหนังสือจะระบุถึง "สี่หน้าที่ของสตรีไทย" ที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านรวบรวมไว้ แต่เนื้อในมีหลายเรื่องที่บุรุษก็ไม่อาจมองข้าม

               เช่น เรื่อง "ความสุขทั้งสี่" ซึ่งก็คือ ความสุขอันชอบธรรมที่ผู้ครองเรือนควรมี หรือความสุขที่ชาวบ้านควรพยายามทำให้เกิดขึ้นแก่ตนอยู่เสมอ เรียกสั้นๆ ว่า "สุขของคฤหัสถ์" ได้แก่ อัตถิสุข หรือสุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มและอุ่นใจว่า ตนมีโภคทรัพย์ ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง ความขยันหมั่นเพียรของตน และโดยทางชอบธรรม

               โภคสุข หรือสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจเอิบอิ่มใจว่า ตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงผู้ที่ควรเลี้ยง และบำเพ็ญคุณประโยชน์ อนณสุข หรือสุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจเอิบอิ่มใจว่า ตนเป็นไท ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร อนวัชชสุข หรือสุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจว่า ตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครติเตียนไม่ได้ ทั้งทางกาย ทางวาจาและทางใจ

                ล้วนเป็นความสุขแบบที่ไม่เบียดเบียน

.....................................
(จาก ศรัทธา สู่ ปัญญา สุขที่ไม่เบียดเบียน : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])