ข่าว

'เปลือกกุ้ง'อนาคตเหมืองยูเรเนียมในสมุทร

'เปลือกกุ้ง'อนาคตเหมืองยูเรเนียมในสมุทร

25 ส.ค. 2555

เวิลด์วาไรตี้ : 'เปลือกกุ้ง' อนาคตเหมืองยูเรเนียมในสมุทร

                          ทะเลเป็นแหล่งแร่ยูเรเนียมมหาศาล มากกว่าปริมาณที่สามารถหาได้จากแหล่งแร่ธาตุหายากบนบก แต่ปัญหาคือเป็นยูเรเนียมเจือจาง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3 ต่อพันล้านส่วน เท่ากับว่าน้ำทะเล 1 ตัน จะมีแร่ปริมาณ 3.3 มิลลิกรัมเท่านั้น

                          ตลอดหลายทศวรรษมานี้ นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดค้นหาเทคโนโลยีที่จะแยกธาตุเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ชนิดนี้จากน้ำทะเล เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคต หนึ่งในวิธีการล้ำสุดจนถึงปัจจุบัน เป็นของสถาบันวิจัยพลังงานปรมาณูญี่ปุ่น โดยออกแบบแผ่นพลาสติกไฟเบอร์ดูดซับยูเรเนียมได้ ซึ่งผลทดลองในภาคสนามเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อปี 2546  ได้แร่ยูเรเนียม 1 กิโลกรัม นับเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก แต่ต้นทุนที่ใช้ซึ่งรวมถึงการส่งเรือพร้อมลูกเรือออกไปทำงาน ยังแพงกว่าการทำเหมืองตามปกติเกือบ 10 เท่า

                          ปีที่แล้ว กระทรวงพลังงานสหรัฐ ได้จัดชุมนุมห้องแล็บและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมกันศึกษาว่า จะแซงเทคโนโลยีของญี่ปุ่นทั้งในแง่ประสิทธิภาพและต้นทุนได้อย่างไร

                          ผลการทดลองวิธีการหนึ่งที่มีการนำเสนอต่อที่ประชุมสมาคมเคมีอเมริกันประจำปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า สามารถช่วยลดต้นทุนการทำเหมืองยูเรเนียมในทะเลลงมาอยู่ที่ 300 ดอลลาร์ต่อปอนด์ (2.2 กิโลกรัม) จาก 560 ดอลลาร์ต่อปอนด์ตามวิธีการของญี่ปุ่น ซึ่งก็ยังถือว่าแพงกว่าการทำเหมืองปกติราว 5 เท่า จึงยังไม่มีความเป็นไปได้แง่เศรษฐกิจ

                          แต่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ นักเคมีจากมหาวิทยาลัยอลามาบา ที่พยายามค้นพบวิธีการทำเหมืองยูเรเนียมสมุทร แบบเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมกว่าแผ่นดูดซับยูเรเนียมที่ญี่ปุ่นใช้อยู่ ซึ่งเป็นพลาสติกไม่ย่อยสลาย นั่นก็คือการใช้เปลือกกุ้งและกระดองปูที่กลายเป็นขยะของเสียให้ชาวประมงในแถบอ่าวเม็กซิโก ต้องจ่ายค่ากำจัดทิ้งหลายแสนดอลลาร์ในแต่ละปี นำไปผลิตเป็นวัสดุดูดซับยูเรเนียมคล้ายพลาสติกที่อุดมไปด้วยไคติน ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ธรรมชาติที่เพิ่มความแข็งแรงให้แก่เปลือกกุ้งและปู และผิวชั้นนอกของแมลงทั้งหลาย

                          สิ่งที่นักวิจัยยังต้องหาคำตอบต่อไปคือ ตาข่ายดักยูเรเนียมแบบไคตินจะมีความทนทานพอที่จะดักเก็บยูเรเนียมในทะเลได้หรือไม่ แต่ถึงแม้ไม่ทนทานเท่ากับพลาสติกของญี่ปุ่น ก็อาจคุ้มค่าสำหรับนำมาใช้ เพราะก่อมลภาวะน้อยกว่ามาก ทั้งอาจถูกกว่าด้วยในแง่ของการผลิต