ข่าว

'ประยุทธ์'ปัดแทรกแซง'ดีเอสไอ'

'ประยุทธ์'ปัดแทรกแซง'ดีเอสไอ'

24 ส.ค. 2555

“ประยุทธ์” ปัดแทรกแซง”ดีเอสไอ” สอบคดีสลายแดง แจงแค่ป้องลูกน้อง เชื่อใจ”ธาริต”เป็นขรก.ด้วยกันไม่ทำร้ายกัน ยันไม่เคยโกรธ”ธาริต” ติงสื่ออย่าดึงสองข้างมาทะเลาะกัน ชี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย วอนอย่ามองแง่ร้ายเร่งปิดคดีแดง ชี้แค่เวลาประจวบเหมาะฝนตกน้ำไหลมารวมกั

            ที่สโมสรทหารบกเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 24 ส.ค.  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่องค์กรสิทธิมนุษยชน (Human right watch) ขอให้ผบ.ทบ.หยุดแทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ในการไต่สวนคดีการสลาบยการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 ว่า แล้วแต่สื่อจะคิดว่า ตนแทรกแซงหรือไม่ ถ้าคิดว่าไม่ได้แทรกแซงก็จบ อย่ามาถามตนอีก ให้ไปถาม Human Right Watch ส่วนกรณีที่มองว่า ตนแทรกแซงกรณีที่บอกให้ดีเอสไอหยุดพูดเกี่ยวกับผลการสอบสวนคดีนั้น ตนไม่เคยคุยกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพียงแต่ตอบผ่านสื่อ เพราะมีสื่อมาถาม ตนไปคุยกับนายธาริตตอนไหน ตนไม่เคยคุย และไม่ต้องคุย ทั้งนี้นายธาริตไม่เคยคุยกับตน และไม่จำเป็นต้องคุย

 
              “ผมไม่ได้โกรธท่าน ท่านทำหน้าที่ของท่าน ส่วนผมทำหน้าที่ของผมอย่าเอา 2 ข้างมาทะเลาะกัน ทุกคนต้องเข้าใจในฐานะที่ผมเป็นผู้บัญชาการหน่วยงาน ถ้าผมเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย คนในกองทัพจะรู้สึกอย่างไร จะรู้สึกว่า กองทัพไม่มีใครออกมาดูแลเลยหรือไม่ ผู้บังคับบัญชาไม่เอาใจใส่ เอาแต่ตัวเองใช่หรือไม่ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องคิดเสมอ สิ่งที่ผมได้ทำไป ทำในกรอบหน้าที่ของตนเอง และผมชี้แจงไปว่า สิ่งที่ดำเนินการไปนั้น ด้วยเหตุผลอะไร ทั้งนี้เป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ผมไม่ได้ไปทะเลาะกับใครทั้งสิ้น และไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาวิจารณ์ว่า ผมไปกดดันใคร ผมไม่เคยไปกดดันใคร เพียงแต่ชี้แจง เรื่องต่างๆเหล่านี้ควรอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่สมควรเอามาพูดข้างนอก แล้วผมพูดผิดตรงไหน อยากให้สื่อช่วยเข้าใจในตัวผมเอง อย่ามาช่วยซ้ำเติมตน ถ้าสื่อรักผมก็อย่าไปช่วยเขามาซ้ำเติม ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว


              เมื่อถามว่า เหนื่อยใจหรือไม่ที่คนในศอฉ.ที่เคยร่วมทำงานกลับมาพูดในอีกทางหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่เหนื่อยใจ เพราะทำงานด้วยกัน และในวันนี้ต้องว่าไปตามกระบวนการ บางครั้งการพูดจาอาจไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้เจตนา เหมือนกับตนที่บางครั้งก็ไม่ได้เจตนา ที่พูดไปบางครั้งอาจเกิดจากความหงุดหงิด ตนก็ต้องกลับไปพิจารณาตนเองว่า ต่อไปต้องอารมณ์เย็นอีกนิด ข้าราชการด้วยกันไม่รังแกกัน และไม่ให้ร้ายซึ่งกันและกัน เพราะข้าราชการเป็นหลักของการทำงาน ข้าราชการฝ่ายการเมือง ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ทุกคนมีอำนาจเป็นของตนเอง และเป็นอำนาจของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ดังนั้นทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงที่จะพูด แต่ถามว่าเหมาะสมและควรแค่ไหน บางครั้งหนักนิดเบาหน่อยต้องเตือนกันบ้าง ทุกคนส่งข่าวถึงกัน และพูดคุยกันเหมือนเพื่อนฝูงกันว่า ที่เขาพูดไม่ได้หมายความเช่นนั้น เมื่อเรื่องจบก็ขอโทษกันไป ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ยังไงก็ทะเลาะกันไม่ได้ ประเทศไทยจะหนีกันไปไหน ถ้าเราทะเลาะกันจะอยู่กันไม่ได้


              เมื่อถามถึงกรณีที่มีการโหมกระแสคดีการสลายการชุมนุมในช่วงนี้ มองว่า ต้องการเอาผิดทหาร หรือผบ.ทบ.หรือต้องการผลักดันพรบ.ปรองดอง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา คิดว่า ตนทำความดีเท่าที่ทำได้มากที่สุดแล้ว แต่ถ้าคิดว่า มีคนอื่นที่ทำดีกว่าก็ให้มาทำ ตนไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องคดีต่างๆเป็นเรื่องของเวลาที่มาประจวบเหมาะพอดี เหมือนกับฝนตกแล้วน้ำไหลมารวมกัน ซึ่งตนไม่คิดว่า เรื่องจะกลายมาเป็นกระเด็นได้ หรือใครจะไปโจมตีใคร อย่ามองในแง่ร้าย อยากมองในแง่ดีว่า ถ้าไม่มีเรื่อง สื่อก็ไม่มีเรื่องมาถามตน ตนก็ไม่มีอะไรมาตอบ ประเทศไทยก็กร่อยแย่

ผบ.ทบ.เตรียมนัดสื่อทำความเข้าใจที่ทบ.แจงเหตุเลื่อนนัด

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่กองทัพบกยกเลิกการเชิญบก.สื่อมวลชน และคอลัมนน์นิสต์ มาร่วมรับประทานอาหารที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ว่า ตอนแรกได้เชิญเฉพาะคอลัมน์นิสต์และบรรณาธิการ นักข่าวก็น้อยใจ เพราะเห็นว่า ไม่ให้ความสำคัญกับผู้สื่อข่าว แต่ในความคิดตนต้องการเรียกสื่อมวลชนมาทั้งหมด สรุปคือ สื่อสารกันไม่เข้า ตนจึงบอกให้เลื่อนไปก่อนก็แล้วกัน และการที่จะไปจัดงานที่โรงแรมไม่ใช่ความต้องการของตน

              แต่ตนต้องการให้จัดงานที่ห้องประชุมของกองทัพบกจะดีกว่า และจะให้มีออกร้าน พูดคุยกันใกล้ชิดจะดีกว่า เพราะรู้สึกว่า ติดดินกว่า การไปจัดงานที่โรงแรมไม่เหมาะ เพราะกองทัพบกเป็นหน่วยงานหนึ่ง ไม่ใช่หน่วยงานที่ยิ่งใหญ่ที่จะไปออกดินเนอร์ ทอล์ค แต่ฝ่ายเสนาธิการคงหวังดีและให้เกียรติผู้สื่อข่าว แต่คิดว่า เอาแค่กินข้าวแกงธรรมดาก็พอ เพราะเรารู้จักสื่อมานานแล้ว ไม่ต้องมากพิธีการ สิ่งที่ตนต้องการ คือ อยากให้เปิดโอกาสให้บรรณาธิการ คอลัมน์นิสต์ ผู้สื่อข่าว อยากถามอะไร ให้ถามมา แต่อย่ามาถามตนเรื่องการเมือง เรื่องความขัดแย้ง หรือพรบ.ปรองดอง แต่ตนจะอธิบายการทำงานของกองทัพบกให้ฟัง ถือว่า ต่างฝ่ายต่างช่วยกัน ถ้าเมื่อไรทหารทำไม่ดีจตะได้รู้ว่า กลไกของทหารเป็นอย่างนี้จะได้รู้ซึ่งกันและกัน ส่วนตนจะได้เรียนรู้การทำงานของสื่อ สิ่งที่ตนต้องการคือ อยากให้สื่อและกองทัพบกเรียนรู้ซึ่งกันและกัน


ประดับยศว่าที่ร้อยตรีรด.พันกว่าคน

               เมื่อเวลา 14.00 น.พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายยศร้อยตรีให้กับนักศึกษาวิชาทหารที่สำเร็จการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 5 ประจำปี 2555 โดยมีพล.ท.วิชิต ศรีประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(ผบ.นรด.) และคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพบก เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติได้รับแต่งตั้งยศเป็นว่าที่ร้อยตรี และ ว่าที่ร้อยตรีหญิงประจำปีนี้ มีทั้งหมด 1,134 คน แบ่งเป็นชาย 453 คน และ หญิง 681 คน โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประดับยศนักศึกษาวิชาทหารปีที่5ว่า นักศึกษาวิชาทหารเป็นกำลังสำรองหลักที่มีความสำคัญ เพราะเราไม่สามารถไปเรียกเกณฑ์คนที่ไม่ได้ผ่านการฝึกมาเป็นกำลังสำรองได้ ซึ่งวันนี้มีนักเรียนต้องการเข้ามาฝึกนักศึกษาวิชาทหารมากกว่าบัญชีที่กองทัพบกต้องการถึง 3 เท่า ปัญหาต่อไปคือคนที่จะเข้าไปสู่นระบบการเกณฑ์ก็จะลดลง ทำให้เปอร์เซนต์ลดลงและความยุติธรรมไม่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญทำอย่างไรจะให้ประชาชนรักทหาร เพราะทหาร คือผู้ที่ดูแลความปลอดภัยของชาติ และคนที่มีความรักประเทศชาติจะตอบแทนได้ด้วยการเป็นทหาร

               เมื่อถามว่า ขณะนี้มีขบวนการต้มตุ๋นเพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการเป็นทหาร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าในสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี ฉะนั้นการที่คนไม่ดีทุจริตการเกณฑ์ทหารต้องดูว่า เป็นการสมยอมหรือไม่ กองทัพบกไม่เคยให้หน่วยเกณฑ์ทหารไปหารายได้ กองทัพบกจะไม่เลี้ยงคนพวกนี้อยู่แล้ว ฉะนั้นจะมาบอกว่าใครกระทำความผิดทุจริตให้เอาหลักฐานมา ส่วนกรณีที่มีการร้องเรียนสัสดีว่า มีการทุจริต โดยรับเงิน เพื่อช่วยไม่ให้เป็นทหารเกณฑ์ในส่วนของทหารเรือนั้น ตนได้สั่งสอบสวนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายงานขึ้นมาแต่คาดว่ามีการกระทำผิดจริง ก็ต้องฟ้องศาลกำเนินคดีอาญาพร้อมกับปลดไม่มีเบี้ยหวัดบำเน็จบำนาญ ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นเพราะเป็นความโลภของเจ้าหน้าที่และคนที่ไปสมยอมซึ่งผู้บังคับบัญชาไม่เคยสั่งให้ทำอย่างนั้นก็ต้องคอยดูว่าสอบสวนออกมาใครทุจริตก็ต้องลงโทษ