
อึ้ง!วิจัยพบพนันบั้งไฟเงินสะพัด5.6หมื่นล้าน
จุฬาฯเปิดวิจัยพนันบั้งไฟอีสานเหนือ-ใต้ คาดเงินสะพัดทั้งปีพุ่ง 5.6 หมื่นล้าน แฉผู้จัด-ตำรวจสมยอมเงินใต้โต๊ะ เปิดทางเล่นพนันเสรี พบบ่อนพนันในประเทศ-ชายแดนโยงเครือข่ายนักธุรกิจ-นักการเมือง
24ส.ค.2555 ที่ห้องประชุม 209 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดประชุมเชิงวิชาการเรื่อง "การพนันรอบบ้าน : ปัญหาที่สังคมไทยไม่อาจมองข้าม โดยนางสาวสดใส สร่างโศรก ผู้ประสานงานเครือข่ายคนไทยไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในฐานะนักวิจัยชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงงานวิจัยโครงการการศึกษาการพนันบั้งไฟ ว่า การศึกษาการพนันในประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อศึกษาวัฒนธรรม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กระบวนการเล่นการพนันบุญบั้งไฟ ศึกษาต้นทุนรายได้ของผู้จัด ประมาณวงเงินพนัน และผลกระทบจากการเล่น
พื้นที่ศึกษา 2 เขต 1.อีสานใต้ที่จังหวัดศรีสะเกษ 2.อีสานเหนือที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งพบว่าบุญบั้งไฟมาจากประเพณีชาวอีสาน เพื่อให้ชุมชนทำกิจกรรมร่วมกันทุกเดือนในรอบ 1 ปี ซึ่งใน 6 เดือนจะให้มีงานบุญเดือน 6 หรือบุญบั้งไฟ เพื่อบูชาพระยาแถน เพราะเชื่อว่าพระยาแถนจะทำฝนตกตามฤดูกาล ซึ่งขณะนี้บั้งไฟทำจากท่อพีวีซีมีการบรรจุดินปืน มีฐานจุดเป็นไม้ แต่เริ่มมีนวัตกรรมใหม่ๆทำฐานบั้งไฟเป็นเหล็ก ให้จุดพร้อมกันทีเดียวได้หลายบั้ง ซึ่งฐานจุดทั่วไปจะใช้ทั้งสองประเภทเพื่อเอื้อต่อการพนันบั้งไฟให้ทำได้มากและถี่ขึ้น
นางสาวสดใส กล่าวต่อว่า บั้งไฟเกิดมาพร้อมการพนันในอดีต ซึ่งประเภทบั้งไฟที่ใช้เล่นปัจจุบันแบ่งเป็น 3 ขนาด 1.บั้งไฟเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางของเลาบั้งไฟ 1-3 นิ้ว 2.บั้งไฟใหญ่ เส้นผ่่าศูนย์กลาง 4-5 นิ้ว ภาษาอีสานเรียกบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน และ 3.บั้งไฟพิเศษ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วขึ้นไปเรียกบั้งไฟล้าน หรือบั้งไฟกือ คือขนาด 10 เท่าของบั้งไฟล้าน ซึ่งเมื่อก่อนนั้นป็นการประกบคู่แต่ละหมู่บ้าน มีรางวัลเป็นสิ่งของ แต่ตอนนี้ต้องเป็นเงิน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2540 ในแถบอีสานใต้ก่อนขยายตัวไปอีสานเหนือ จนถึงมีการเหมางานบุญโดยคนนอกเพื่อเข้ามาขอพื้นที่เล่นบั้งไฟ เพราะการแข่งบั้งไฟไม่มีในกฎหมาย ทำให้ต้องทำประชาคมหมู่บ้าน เพื่อนำผลประชาคมให้คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้จัด หรือรับเหมาจัดงานนำไปใช้ขออนุญาตต่อฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนกติกาจะตัดสินด้วยระยะเวลาที่บั้งไฟลอยอยู่ในอากาศ เริ่มด้วยการเปิดราคาหน้าฐานคือกำหนดตัวเลขของระยะเวลาที่คาดว่าบั้งไฟจะขึ้นได้สูงสุด ให้ผู้จัดและนักพนันที่เรียกว่าเซียนยั้ง ส่วนผู้รับพนันจะเรียกว่าเซียนไล่ ซึ่งราคาหน้าฐานของบั้งไฟมีราคาเดียวกันทั้งสนาม อาทิ ราคาเปิดหน้าฐานอยู่ที่ 280 วินาที ถ้าบั้งไฟทำได้เวลา 280 วินาทีหรือต่ำกว่า ถือว่าเซียนยั้งได้เงินพนัน แต่ถ้าบั้งไฟทำเวลาได้มากกว่า 280 วินาทีขึ้นไป เซียนไล่จะได้เงินพนัน
นางสาวสดใส กล่าวอีกว่า ขณะที่บ่อนการพนันบั้งไฟมี 2 รูปแบบ 1.บ่อนบุญหรือบ่อนตามเทศกาล จะเปิดในช่วงเดือนเม.ย.-ก.ค. จะไม่มีการจ่ายค่าโต๊ะ 2.บ่อนอาชีพหรือบ่อนนอกจะเปิดเล่นทั้งปี มีผู้จัดหรือโปรโมเตอร์แบ่งเป็นผู้จัดประเภทบุคคลภายนอกที่เข้าไปเหมาบุญกับผู้จัดที่เป็นบุคคลภายในรูปแบบคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งรายจ่ายของผู้จัดที่เป็นคณะกรรมการหมู่บ้านต้องจ่ายด้านพิธีกรรมและมหรสพเพิ่มเข้าไปเป็นต้นทุน มีค่าจ้างทีมเรดาร์หรือผู้จับเวลา และเงินรางวัลบั้งไฟ ส่วนบุคคลภายนอกที่เข้าไปเหมาบุญต้องมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจตั้งแต่ระดับอำเภอหรือสูงกว่า ซึ่งค่าจ่ายใต้โต๊ะในอีสานใต้วันละ 5-7 หมื่นบาทต่อหน่วยงาน แต่พื้นที่อีสานเหนือวันละ 5 พันบาท เพราะการเล่นในอีสานใต้วงเงินหลักล้านบาท ส่วนอีสานเหนืออยู่ที่หลักหมื่นบาท โดยพื้นที่อีสานใต้จะเล่นบั้งไฟใหญ่เล่นประมาณ 15 บั้งต่อวัน ส่วนอีสานเหนือจะเล่นบั้งไฟเล็กมากกว่าประมาณ 100 บั้งต่อวัน ทั้งนี้คนเปิดสนามต้องมีความสัมสัมพันธ์กับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งนักการเมืองท้องถิ่นก็ใช้พื้นที่เล่นบั้งไฟหาเสียง และการหาเสียงองค์การบริหารส่วนตำบลอบางแห่งพยายามผงักดันให้มีการเปิดบั้งไฟตลอดปีและทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย
"รายได้ของผู้จัดในอีสานใต้กับอีสานเหนือจะไม่เท่ากัน เพราะอีสานใต้มีสนามใหญ่กว่า มีนักพนันและเงินพนันมากกว่า โดยวงเงินพนันทั้งภาคอีสานใน 1 ปีพบว่าอยู่ที่ 56,529,400,000 บาท แบ่งเป็นในเขตอีสานเหนือ 14,409,500,000 บาท เป็นช่วงเทศกาลเดือนเม.ย.-ก.ค. รวม 122 วัน มีวงเงินพนัน 7,515,200,000 บาท ส่วนนอกเทศกาลประมาณ 227 วัน มีวงเงินพนัน 6,832,700,000 บาท ขณะที่เขตอีสานเหนือจะมีเพียงช่วงเทศกาลในเดือนเม.ย.-ก.ค. 122 วัน วงเงินพนันอยู่ที่ 42,181,500,000 บาท"นางสาวสดใสกล่าว
ส่วนผลกระทบการเล่นพนันบั้งไฟมีทั้งบวกและลบ โดยทางบวกจะเป็นการสร้างอาชีพ และเป็นแหล่งรายได้ อาทิ เจ้าของค่ายบั้งไฟ กลุ่มธุรกิจที่ประดิษฐ์อุปกรณ์การทำบั้งไฟ ส่วนผลกระทบด้านลบมากพอสมควรเพราะจะเกิดแหล่งอบายมุข เกิดนักพนันหน้าใหม่ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ครอบครัว การขายตัว การสร้างทัศนคติเห็นแก่เงิน หรือการเกิดความเสื่อมศรัทธาพระสงฆ์ ซึ่งจะทำให้บุญบั้งไฟกลายเป็นการทำลายประเพณี ซึ่งอยู่ที่ผู้ควบคุมจะสามารถทำได้แค่ไหน ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติไม่ใช้บุญบั้งไฟในการระดมทุนเข้าชุมชนหรือวัด ส่วนผู้เกี่ยวข้องเสนอให้นำการพนันบั้งไฟขึ้นบนโต๊ะ เพื่อไม่ต้องเสียเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ หรือแยกบั้งไฟ ?ินาทีขึ้นไป เซียนไล่จะได้เงินพนัน
นางสาวสดใส กล่าวอีกว่า ขณะที่บ่อนการพนันบั้งไฟมี 2 รูปแบบ 1.บ่อนบุญหรือบ่อนตามเทศกาล จะเปิดในช่วงเดือนเม.ย.-ก.ค. จะไม่มีการจ่ายค่าโต๊ะ 2.บ่อนอาชีพหรือบ่อนนอกจะเปิดเล่นทั้งปี มีผู้จัดหรือโปรโมเตอร์แบ่งเป็นผู้จัดประเภทบุคคลภายนอกที่เข้าไปเหมาบุญกับผู้จัดที่เป็นบุคคลภายในรูปแบบคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งรายจ่ายของผู้จัดที่เป็นคณะกรรมการหมู่บ้านต้องจ่ายด้านพิธีกรรมและมหรสพเพิ่มเข้าไปเป็นต้นทุน มีค่าจ้างทีมเรดาร์หรือผู้จับเวลา และเงินรางวัลบั้งไฟ ส่วนบุคคลภายนอกที่เข้าไปเหมาบุญต้องมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจตั้งแต่ระดับอำเภอหรือสูงกว่า ซึ่งค่าจ่ายใต้โต๊ะในอีสานใต้วันละ 5-7 หมื่นบาทต่อหน่วยงาน แต่พื้นที่อีสานเหนือวันละ 5 พันบาท เพราะการเล่นในอีสานใต้วงเงินหลักล้านบาท ส่วนอีสานเหนืออยู่ที่หลักหมื่นบาท โดยพื้นที่อีสานใต้จะเล่นบั้งไฟใหญ่เล่นประมาณ 15 บั้งต่อวัน ส่วนอีสานเหนือจะเล่นบั้งไฟเล็กมากกว่าประมาณ 100 บั้งต่อวัน ทั้งนี้คนเปิดสนามต้องมีความสัมสัมพันธ์กับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งนักการเมืองท้องถิ่นก็ใช้พื้นที่เล่นบั้งไฟหาเสียง และการหาเสียงองค์การบริหารส่วนตำบลอบางแห่งพยายามผงักดันให้มีการเปิดบั้งไฟตลอดปีและทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย
"รายได้ของผู้จัดในอีสานใต้กับอีสานเหนือจะไม่เท่ากัน เพราะอีสานใต้มีสนามใหญ่กว่า มีนักพนันและเงินพนันมากกว่า โดยวงเงินพนันทั้งภาคอีสานใน 1 ปีพบว่าอยู่ที่ 56,529,400,000 บาท แบ่งเป็นในเขตอีสานเหนือ 14,409,500,000 บาท เป็นช่วงเทศกาลเดือนเม.ย.-ก.ค. รวม 122 วัน มีวงเงินพนัน 7,515,200,000 บาท ส่วนนอกเทศกาลประมาณ 227 วัน มีวงเงินพนัน 6,832,700,000 บาท ขณะที่เขตอีสานเหนือจะมีเพียงช่วงเทศกาลในเดือนเม.ย.-ก.ค. 122 วัน วงเงินพนันอยู่ที่ 42,181,500,000 บาท"นางสาวสดใสกล่าว
ส่วนผลกระทบการเล่นพนันบั้งไฟมีทั้งบวกและลบ โดยทางบวกจะเป็นการสร้างอาชีพ และเป็นแหล่งรายได้ อาทิ เจ้าของค่ายบั้งไฟ กลุ่มธุรกิจที่ประดิษฐ์อุปกรณ์การทำบั้งไฟ ส่วนผลกระทบด้านลบมากพอสมควรเพราะจะเกิดแหล่งอบายมุข เกิดนักพนันหน้าใหม่ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ครอบครัว การขายตัว การสร้างทัศนคติเห็นแก่เงิน หรือการเกิดความเสื่อมศรัทธาพระสงฆ์ ซึ่งจะทำให้บุญบั้งไฟกลายเป็นการทำลายประเพณี ซึ่งอยู่ที่ผู้ควบคุมจะสามารถทำได้แค่ไหน ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะอาจต้องเปลี่ยนทัศนคติไม่ใช้บุญบั้งไฟในการระดมทุนเข้าชุมชนหรือวัด ส่วนผู้เกี่ยวข้องเสนอให้นำการพนันบั้งไฟขึ้นบนโต๊ะ เพื่อไม่ต้องเสียเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ หรือแยกบั้งไฟออกจากประเพณีและการพนันจากกัน โดยให้ถือว่าบั้งไฟเป็นนวัตกรรมที่สามารถพัฒนาได้
นายสมพันธ์ เตชะอธิก อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า น่าจะมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่องที่มาของบั้งไฟในอดีตว่ามีความเป็นจากบุญบั้งไฟมาถึงการเล่นพนัน หรือผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนมีความสัมพันธ์ และนำไปสู่จากนวัตกรรมพื้นบ้านไปสู่ท่อพีวีซีอย่างไร เพราะระบบการพนันบั้งไฟเป็นระบบใหญ่ ส่วนการเสนอระบบอุปถัมกับผู้ถูกอุปถัมยังไม่มีความชัดเจน ที่สำคัญงานวิจัยถ้าจะเสนอการพนันให้ถูกต้องมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะยังมีข้อถกเถียงว่าเรายังอยู่ในสำนักคุณธรรม หรือสำนักทุนนิยม เนื่องจากถ้ามีการนำเสนอว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอาจถูกมองว่าอยู่ในทฤษฎีทุนนิยมได้
พบบ่อนพนันในประเทศ-ชายแดนโยงเครือข่ายนักธุรกิจ-นักการเมือง
ขณะที่นายรัตพงษ์ สอนสุภาพ อาจารย์มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงงานวิจัยโครงการบ่อนการพนันตามแนวชายแดน ผลกระทบและแนวทางการจัดการ ว่า เรื่องบ่อนมีทุกประเทศ โดยบ่อนตามชายแดนไทยมักจะมีนักธุรกิจหรือนักการเมืองร่วมกันเป็นเจ้าของ ส่วนข้อมูลที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยเปิดเผยค่อนข้างจะตรงกันสำหรับบ่อนในประเทศ กรณีบ่อนเตาปูนถึงมีการจับสุดท้ายก็เหมือนเดิม จึงมีคำถามว่าจะทำอย่างไร ซึ่งหากกฎหมายมีการถูกบังคับใช้จะเป็นประโยชน์ แต่กฎหมายถูกบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ ซึ่งบ่อนในประเทศมีประมาณ 1,500 แห่ง ขณะที่บ่อนการพนันตามแนวชายแดนที่เป็นขนาดใหญ่ประมาณ 10 แห่ง โดยมีลูกค้าเป็นคนไทยร้อยละ 90 นิยมเข้าไปในลักษณะส่วนบุคคลและการจัดเป็นทัวร์เข้าไปท่องเที่ยว แต่แท้จริงมีการเข้าไปเล่นการพนันโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนถึงผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมไอทีการพนันทางเว็ปไซด์ต่างๆ เพื่อกลุ่มวัยรุ่น
นายรัตพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนทางออกของสังคมจากการลงพื้นที่หาข้อมูล 1.หากรัฐมีนโยบายเปิดบ่อนถูกกฎหมาย ต้องมีการจัดลำดับประเภทการพนันที่มีผลกระทบกับสังคมว่าประเภทใดมีผลกระทบมากที่สุด ซึ่งรัฐควรเข้ามาบริหารเพื่อลดผลกระทบ ซึ่งการเปิดบ่อนถูกกฎหมายเป็นการผ่อนคลายให้สังคมด้านหนึ่ง ทำให้กลุ่มคนชอบเล่นมีทางเลือก หรือรองรับนักท่องเที่ยว แต่รัฐต้องให้ความรู้ถึงผลดีและผลเสียที่จะได้รับจากธุรกิจประเภทนี้ อีกทั้งต้องโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด ที่สำคัญต้องศึกษาบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวเมื่อมีการเปิดบ่อนอย่างถูกกฎหมาย 2.ไม่อนุญาตให้เปิดบ่อนถูกกฎหมาย ปล่อยให้เป็นไปตามจริงในธุรกิจใต้ดินแทบทุกประเภท ถูกกำหนดราคาเช่าทางเศรษฐกิจจากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่จับกุม นอกจากนี้จะมีความสัมพันธ์ถึงผลประโยชน์ระหว่างเจ้าของบ่อนกับเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่และส่วนกลางเป็นเครือข่ายโยงเป็นทอดๆ จากภูมิภาคไหลเข้าส่วนกลางอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเห็นคนไทยออกไปเล่นการพนันในประเทศเพื่อนบ้าน และมีข่าวการจับกุมผู้เล่นพนันในบ่อนต่างๆตามมา
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หลายประเทศมีอำนาจเหนือภาคสังคมหรือไม่ที่ทำให้คาสิโนเกิดขึ้นได้ง่าย แต่เหตุใดประเทศเพื่อนบ้านสามารถก้าวข้ามปัญหาศีลธรรม ซึ่งบ่อนพนันมีการเติบโตจากเงินคนไทยที่นำไปทิ้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลในประเทศเหล่านี้ก็มีการส่งเสริมการพนันด้วย โดยเมื่อมีการเปิดคาสิโนรอบบ้านเราต้องศึกษาว่ามีการทำให้เกิดผลกระทบทางสังคมหรือไม่ สิ่งสำคัญต้องศึกษาเรื่องนี้ ต้องศึกษานายทุนซึ่งมีความสัมพันธ์กับรัฐ มีทั้งมาเลเซีย พม่า กัมพูชา ซึ่งสถานการณ์ประเทศไทยถูกล้อมจากการพนันของประเทศเพื่อนบ้านมีคำถามว่าจะมีความสมเหตุสมผลหรือไม่ถ้ารัฐบาลคิดว่าการพนันคุกคามสังคม ขณะที่เพื่อนบ้านได้ยกเลิกทฤษฎีการควบคุมไปแล้วเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ การทำคาสิโนให้ถูกกฎหมายยังขัดแย้งกับค่านิยมในประเทศเหล่านั้น แต่หลายประเทศ อาทิ พม่า กัมพูชากลับอธิบายได้ว่าการพนันควรทำให้ถูกกฎหมาย หรือมีการใช้กำลังบังคับประชาชนให้ยอมรับเพราะเป็นประโยชน์ของผู้ปกครองหรือไม่
"คิดว่าประวัติศาสตร์สังคมไทยในอดีตยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ต้องมีการหาเหตุผลของรัฐบาลทุกยุคว่าเหตุผลการพนันบางประเภทให้ถูกกฎหมาย อาทิ ฉลาก หรือการแข่งม้าเป็นเรื่องถูกฎหมายได้ แต่การเปิดคาสิโนกลับไม่สามารถทำให้ถูกกฎหมายได้ ซึ่งต่อไปบ่อนพนันยังมีชีวิตอยู่ได้เพราะเป็นแหล่งรายได้ของตำรวจ นักการเมือง และเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เชื่อว่ากลุ่มนักการเมือง ข้าราชการจะร่ำรวยจากการเคลื่อนย้ายทุนแรงงานไปคาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่วนบ่อนในประเทศจะมีความสำคัญน้อยลง แต่จะไม่หมดไปเพราะยังมีตำรวจนักการเมืองได้รับประโยชน์อยู่" นายสังศิต กล่าว
ด้านนายวิษณุ วงศ์สินศิริกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงงานวิจัยโครงการพนันฟุตบอล อมตะแห่งเกมพนัน ว่า การพนันฟุตบอลเริ่มเป็นรูปร่างตั้งแต่ปี 2533 ในฟุตบอลโลกที่ประเทศอิตาลี โดยอาชีพที่เป็นลูกค้าเป็นนักเรียนนักศึกษา และพนักงานเอกชน มีรูปแบบเป็นบอลเดี่ยว บอลชุด มีเจ้ามือและผู้เล่นที่ถูกเชื่อมโยงด้วยอัตราต่อรอง ซึ่งเจ้ามือที่รับแทงพนันยุคแรกๆจะรับเฉพาะบอลเดี่ยว และแยกเป็นบอลชุด ต่อมาเมื่อมีอินเตอร์เนตจะแบ่งเจ้ามือระดับชั้นสูงสุดที่มีเงินตั้งต้นกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งไม่ค่อยมีในประเทศไทย ส่วนผู้เล่นจะมีทั้งเล่นประจำกับเฉพาะทัวร์นาเม้น มีการแบ่งเป็นเล่นเพราะอยากไดเงิน เล่นตามกระแส เล่นเพื่อความสนุกสนาน ซึ่งวงเงินการพนันก็ยังคำนวนได้ยาก ส่วนหนึ่งผู้เล่นไม่ยอมเปิดเผยจำนวนเงินการเล่น เพราะกลัวจะเสียหน้า อาจจะบอกเพียงเงินที่ได้เท่านั้น โดยผลกระทบจะเป็นการเร่งให้เกิดเงินเฟ้อ การค้ายาเสพติด อาชญากรรม คอรัปชั่น และมีรายงานว่าเงินพนันถูกไปใช้สนับสนุนทางการเมืองด้วยเช่นกัน สำหรับนักการเมืองที่เป็นสมาชิกเว็ปไซด์แทงพนันฟุตบอล
นายจักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า การพนันเป็นตัวเชื่อมถึงการเมือง หรือการใช้การพนันเป็นการสร้างฐานอำนาจทางการเมือง หรือการเข้ามาควบคุมการแพ้ชนะของฟุตบอลได้หรือไม่ยังเป็นเรื่องที่น่าหาข้อมูล ซึ่งระบบการทำงานของโครงสร้างพนันมีการหาลูกค้าหรือการเคลื่อนไหวของเงินเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน ส่วนรูปแบบการแทงก็มีพัฒนาการว่าเกิดขึ้นจากเจ้าของหรือผู้เล่นจะมีคำตอบคล้ายหวยใต้ดิน อาทิ เล่น 3 ตัวข้างหน้า เพราะคิดว่าล็อตเตอร์รี่ล็อคเลขได้ หรือไปเล่น 3 ตัวหน้าของรางวัลที่ 2 เป็นต้น ขณะที่ศาสนามีความเกี่ยวพันหรือไม่ เพราะขณะนี้พระไม่ได้ใบ้หวยอย่างเดียวเพราะเริ่มมีการใบ้บอลด้วย ที่สำคัญต้องมีพัฒนาการเข้ามา คงอยู่ และจากไป ก็จะทราบชุดคำอธิบายของทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร
ขณะที่นายรงค์ บุญสวยขวัญ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวถึงงานวิจัยโครงการเศรษฐกิจการเมืองของกีฬาวัวชนภาคใต้ ว่า วัวชนภาคใต้มีการยัดเยียดความคิดสู่สังคมอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่อดีต เดิมมีนันทการจากชาวบ้านมีการพัฒนาการมาสู่บ่อน ซึ่งการบริหารจัดการโดยรักษาอำนาจของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของชุมชนหรือเป็นนายหัว เพิ่มบารมีที่สามารถครอบงำชุมชน ราชการ หรือมีพลังอิงกับนักการเมืองได้ ซึ่งวัฒนธรรมพื้นบ้านถูกเปลี่ยนเป็นการพนัน ซึีงบ่อนพนันจะชี้ถึงสถานภาพของบ่อนนั้น โดยการพนันใช้เงินสดอย่างเดียว ไม่มีเงินเชื่อ ส่วนเงินเดิมพันในภาคใต้ประมาณ 7 หมื่นกว่าล้านต่อปี มีการชนทุกวันยกเว้นวันพระ บ่อนวัวชนจึงเป็นพื้นที่ปกครองโดยอิสระ จึงไม่แปลกถ้าคนเหล่านี้จะใช้ความอิสระของตัวเองก้าวไปสู่ตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่นกับอำนาจรัฐ
นายไชยันต์ รัชชกูล คณะบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ธุรกิจพนันวัวชนเป็นหน้าต่างไปดูสังคมปักษ์ใต้ได้ แต่ในสายตาของตนอาจเป็นความป่าเถื่อนชนิดหนึ่ง ตนเคยเดินทางไปที่ประเทศฟิลิปปินส์มีการถ่ายทอดการตีไก่ โดยใช้มีดติดไว้ที่เดือย แต่ถ้าบอกว่าเป็นประเพณีก็ยังมีคำถาม ส่วนเรื่องวัวชนถึงแม้จะมีใบอนุญาตก็มีการเช่ามาต่อเนื่อง เมื่อก่อนมีการชนวัวตามเทศกาล แต่ช่วงหลังมีทุกวัน ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักว่าการสงวนพันธุ์วัวไว้จะคุ้มกันหรือไม่ ทั้งนี้ ยังสับสนคำว่าศีลธรรมกับกฎหมาย เรามีกฎหมายเพื่อบังคับใช้บางส่วน กรณีนี้อาจจะไม่เลิกวัวชน แต่ให้ชนวัวเฉพาะเทศกาล หรือมีการขออนุญาตเป็นครั้งๆ ได้หรือไม่



