
เขื่อน!ทางรอดเดียวรักษาพื้นที่ชายฝั่ง
สร้างเขื่อนกันหาดถูกคลื่นเซาะ ทางรอดเดียวรักษาพื้นที่ชายฝั่ง : รายงานพิเศษ : โดย ... เมธี เมืองแก้ว
นับจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ริมชายฝั่งทะเล 6 จังหวัดอันดามัน ในปี 2547 จากคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ที่พัดเข้าหาชายฝั่ง สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ภัยพิบัติในครั้งนั้น ได้กลายเป็นการเริ่มต้นถึงความสูญเสียต่อเนื่องมาถึงขณะนี้ โดยเฉพาะการเกิดคลื่นกัดเซาะชายฝั่งครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและอันดามัน ที่ขยายตัวมากขึ้นในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สำหรับ จ.ตรังแล้ว คลื่นที่กัดเซาะชายฝั่ง กำลังก่อปัญหาอย่างรุนแรงให้แก่ ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา ทำให้ชายหาดสำคัญอยู่ในสภาพที่ต้องสูญเสียทัศนียภาพ และที่สำคัญยังเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยวด้วย เนื่องจากความแรงของคลื่นที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างริมชายหาดเกิดหักโค่นหรือล้มทับลง
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา อยู่ที่ชายหาดปากเมง ซึ่งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม พื้นที่แห่งนี้มีต้นสนที่มีอายุกว่า 50 ปี และถือเป็นสัญลักษณ์ของหาดปากเมง ถูกคลื่นกัดเซาะจนโค่นล้ม และคาดว่าหากสถานการณ์ยังคงเป็นไปเช่นนี้ ใน 1 ปี นับจากนี้ ต้นสนที่อยู่ริมชายฝั่ง เป็นแนวธรรมชาติกว่า 200 ต้น ก็จะถูกคลื่นซัดจนโค่นล้มในที่สุด อย่างไรก็ดี ในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น กรมโยธาธิการและผังเมือง เคยว่าจ้างบริษัทเอกชนลงมาสำรวจสภาพพื้นที่ และเสนอให้ทำการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง จนผ่านการออกแบบ จัดทำประชาคม และได้ผ่านความเห็นชอบของหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากรูปแบบของเขื่อนดังกล่าวมีความสวยงาม และไม่ได้ทำให้ทัศนียภาพของชายหาดเสียหาย
แต่ท้ายที่สุดโครงการนี้ก็ต้องระงับไป เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในการประชุมภาคส่วนต่างๆ ที่ จ.ภูเก็ต ได้มีการหยิบยกถึงปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งทะเลอันดามันมาหารืออีกครั้ง พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ไปทำการวิเคราะห์และออกแบบเขื่อนป้องกันตลิ่ง เพื่อนำมาเสนอ รวมทั้งจัดทำประชาคม ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไม้ฝาด ก็มีเป้าหมายที่จะผลักดันโครงการนี้เกิดขึ้น แม้จะต้องใช้งบประมาณสูง 80 ล้านบาทต่อการก่อสร้างเขื่อนในระยะทาง 1.5 กิโลเมตร แต่ก็คุ้มค่ากับการอนุรักษ์ชายหาดปากเมง และเป็นวิธีการที่เหมาะสมต่อสภาพพื้นที่มากที่สุด
"ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จนทำให้ต้นสนหรือต้นไม้ประเภทอื่นหักโค่น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำและยิ่งรุนแรงมากขึ้น โดยส่วนตัวเห็นด้วยที่จะมีการสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลโดยเร่งด่วน แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมก็ตาม หากไม่มีการวางแนวป้องกันก็เชื่อได้ว่าพื้นที่ริมฝั่งจะหดหายไปในที่สุด จะเห็นว่าตามชายหาดอื่นๆ ได้เกิดปัญหาถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาแล้วถึง 50 เมตร โดยทุกๆ ปีเมื่อเกิดคลื่นลมมรสุมขึ้นในทะเล ก็จะทำให้ต้องสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปเป็นจำนวนมาก" ประทีป โจ้งทอง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง สะท้อนความเห็น
พงศ์ภวัน จิตรบรรเจิดกุล โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดตรัง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ออกแบบเขื่อนป้องกันตลิ่ง บริเวณชายหาดปากเมง เสร็จสิ้นแล้ว เหลือแค่ขั้นตอนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ขณะนั้นทราบว่า ทางอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เจ้าของพื้นที่ ได้ออกมาคัดค้าน ทั้งที่เป็นการออกแบบให้กลมกลืนกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือชายหาดเดิม เพราะเป็นการฝังลงไปในพื้นทราย ซึ่งไม่ได้ทำให้เสียทัศนียภาพแต่อย่างใด
"ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งบริเวณชายหาดปากเมง มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี ซึ่งที่ผ่านมาทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้พยายามหามาตรการป้องกัน โดยการสร้างเขื่อนป้องกันตั้งแต่หน้าโรงแรมอนันตรา รีสอร์ท มาจนมาถึงชายหาดปากเมงบางส่วน ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งก็สามารถป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลได้ในระดับหนึ่ง การที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเรียกร้องให้สร้างเขื่อนบริเวณชายหาดนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่า หากสามารถทำได้จะช่วยป้องกันคลื่นลมมรสุมที่มีความรุนแรงได้เป็นอย่างดี แต่ด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า อาจทำให้เสียทัศนียภาพในเชิงการท่องเที่ยวไปบ้าง" ณรงค์ คงเอียด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กล่าว
ผศ.โกสินทร์ พัฒนมณี รองคณบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มศร.) วิทยาเขตตรัง กล่าวว่า สถานการณ์คลื่นกัดเซาะชายฝั่งที่มีความรุนแรงมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้ตามหลักวิชาการ ด้วยการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น เพียงแต่จะต้องทำการศึกษาว่า รูปแบบใดมีผลกระทบน้อยสิ่งสุด ไม่ว่าจะเป็นในด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายของทราย หรือในด้านสังคม ที่อาจมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายควรหารือร่วมกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด จะเห็นว่าทางออกในเรื่องนี้ สำหรับประเทศญี่ปุ่นเอง ก็ใช้การก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นมาแก้ปัญหา เพียงแต่เรื่องของรูปแบบ ถือเป็นสิ่งที่นักวิชาการให้ความสำคัญมาก และต้องจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการศึกษา เพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมต่อสภาพพื้นที่มากที่สุดจริงๆ
"ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า นี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งดำเนินการ ก่อนที่ชายหาดใน จ.ตรังจะเสียหายไปมากกว่านี้ เพราะแนวโน้มความแรงของน้ำทะเล ที่จะเข้าปะทะกับชายหาดมีรูปแบบที่จะรุนแรงยิ่งขึ้น อันหมายถึงการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งที่ลุกลามมากขึ้น" นักวิชาการรายนี้ให้ความเห็น
คือส่วนหนึ่งของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ กับพื้นที่ริมฝั่งทะเล
--------------------
(สร้างเขื่อนกันหาดถูกคลื่นเซาะ ทางรอดเดียวรักษาพื้นที่ชายฝั่ง : รายงานพิเศษ : โดย ... เมธี เมืองแก้ว)



