
'มาร์ค'ซัดผลงานรบ.1ปีล้มเหลว
'ปชป.' เริ่มแล้ว ชำแหละผลงาน'รัฐบาล'รอบ 1 ปี อัดล้มเหลว-ไม่เป็นไปตามสัญญา 'กรณ์'สอนมวย'กิตติรัตน์'คนระดับ'รมว.คลัง'ต้องพูดความจริงเสมอ 'อู๊ดด้า'ชี้ 4 พฤติกรรม รบ. เอื้อ 'คนพิเศษ - ขั้วการเมืองรบ.'เมินปรองดอง
24 ส.ค.55 คณะรัฐมนตรีเงา ของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนายกฯ เงา ได้จัดงานแถลงผลการประเมินรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทย ในวาระครบรอบ 1 ปี ภายใต้หัวข้อ 1 ปีรัฐบาลเพื่อไทย ทุกข์ที่คนไทยต้องทน โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 24 ส.ค. ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ได้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เบื้องต้นได้ตรวจสอบใน 6 ประเด็น ที่มีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ได้แก่ 1.ค่าครองชีพ 2.รายได้ของเกษตรกร ในประเด็นราคาพืชผลทางการเกษตร 3.นโยบายปรองดอง 4.การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5.ปัญหาภัยพิบัติ และ 6.ทิศทางความเข้มแข็งของประเทศในแง่ของฐานะการเงินการคลัง
“โดยการประเมินครั้งนี้เป็นการตรวจสอบตามโจทย์ที่พรรคเพื่อไทยตั้งขึ้น ซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาของพรรคเพื่อไทยที่ให้ไว้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยข้อมูลที่นำมาประเมินนั้นได้ยึดข้อมูลของทางราชการเป็นหลัก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
จากนั้นนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เงา กล่าวถึงปัญหาค่าครองชีพของประชาชน โดยที่ผ่านมารัฐบาลประสบความล้มเหลว เพราะแม้ว่าจะประกาศให้มีการขึ้นเงินเดือนหรือค่าแรง แต่กลับพบว่า ราคาสินค้าได้มีการปรับเพิ่มสูงขึ้นด้วย ทำให้ค่าครองชีพไม่พอกับค่าใช้จ่าย รวมถึงการปรับขึ้นค่ารถโดยสาร น้ำมัน ค่าแก๊ส ซึ่งมีผลสร้างความเดือดร้อนของประชาชน
ต่อด้วย นายเกียรติ สิทธีอมร สส.บัญชีรายชื่อ ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเงา กล่าวว่า ราคาพืชผลทางการเกษตร มีราคาที่สวนทางกับสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ คือมีราคาถูก โดยในส่วนของยางพารา ที่รับปากว่าจะขายกิโลกรัมละ120 บาท แต่ราคายางที่ขายในวันนี้ คือยางแผ่นดิบชั้น 3 ขายที่กิโลกรัมละ 76 บาท แม้ว่ารัฐบาลจะมีการออกแผนเสถียรภาพราคายาง ใช้เงินเพื่อแก้ไขไป 1.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง นอกจากนั้นแล้วในส่วนของหนี้สินของเกษตรกร พบว่ามีหนี้เพิ่มขึ้นรวม 1.1 แสนบาทต่อครัวเรือน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เดิมหนี้ในระบบลดลง ปรากฏว่า เพิ่มขึ้นและหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นถึง 40% ทั้งนี้มีสิ่งที่น่ากังวลคือ เกษตรกรมีแนวโน้มที่จะขายที่ดินทำกินเพิ่มมากขึ้น
“สรุปผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา คือ เกษตรกรโดนหลอก โดนโกง รายได้ไม่เพิ่ม แต่หนี้เพิ่มทั้งแผ่นดิน โดยนโยบายของรัฐบาลทั้งหมดพบว่ามีการเอื้อต่อนายทุน” นายเกียรติ กล่าว
“กรณ์”สอนมวย“กิตติรัตน์”คนระดับ“รมว.คลัง”ต้องพูดความจริงเสมอ
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมว.คลัง กล่าวในรายการ 101 องศาข่าว ถึงกรณีที่ นายกิติรัตน์ ณ นคร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า กล่าวในงานสัมมนา “1 ปี ยิ่งลักษณ์กับอนาคตเศรษฐกิจไทย” โดย ยอมรับว่า เป้าการส่งออกในปีนี้เติบโตไม่ถึง 15% อย่างที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้แน่นอน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลก เพราะพูดในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ รมว.คลัง จึงได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่องได้ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศว่า ถ้าคุณจะพลิ้วว่าเป็นแค่เป้าก็ต้องพูดให้ชัด เช่น อย่างเรื่องคอรัปชั่น ตนเห็นว่าออกมาจัดอีเว้นท์แต่ในแง่ของพฤติกรรม ทำอะไรเพื่อที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นบ้าง
นายกรณ์ กล่าวว่า ตนอภิปรายในสภาหลายครั้งว่า รัฐบาลเจตนาที่จะเปิดช่องให้ทุจริตเพิ่มขึ้น แทนที่จะกู้ในระบบงบประมาณ แต่กลับไปกู้นอกระบบงบประมาณ โดยการออก พรก. เป็นต้น และวิธีการใช้เงินก็หละหลวมเพราะมามีการตรวจสอบ รู้ทั้งรู้ว่าจะเกิดทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น ดังนั้นจะปฏิเสธความรับผิดชอบอัตราการเพิ่มขึ้น ของการทุจริตคอรัปชั่นไม่ได้
“เพราะฉะนั้นคำพูดสำคัญ แต่การกระทำยิ่งสำคัญกว่า และระดับ รมว.คลัง ผมคิดว่า ต้องพูดความจริงเสมอ ผมนึกไม่ออกว่ามีโอกาสหรือจังหวะไหนที่เราควรจะพูดเท็จ โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงตัวเลข ดัชนีสำคัญ และถ้าพูดบ่อยครั้ง ระดับความน่าเชื่อถือก็จะลดลงเรื่อยๆ เหมือนที่เขาแซวกันว่าเอาอยู่ๆ ก็เข้าใจได้ว่าตอนนั้นอาจจะต้องพูดไว้ก่อน แต่ไม่ใช่พูดอย่างเดียวเพราะพูดแล้วก็ต้องรีบทำให้เป็นจริงด้วย แต่ถ้าสมมุติว่าเหตุการณ์ที่ตามมาสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่พูดนั้นไม่เป็นจริง คำพูดนั้นก็จะหวนกลับมา หลอกหลอนเรา มี่จึงเป็นที่มาของ คติพจน์ของพรรคประชาธิปัตย์ “สัจจังเว อ มตวาจา” คือพูดอะไรไปแล้ว มีความสำคัญตลอดเวลา เป็นเรื่องอมตะความจริง” นายกรณ์ กล่าว
“อู๊ดด้า”ชี้ 4 พฤติกรรม รบ. เอื้อ “คนพิเศษ - ขั้วการเมืองรบ.” เมินปรองดอง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเงา กล่าวในประเด็น “นโยบายการสร้างความปรองดอง” ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในงานแถลงผลการประเมินรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทย ในวาระครบรอบ 1 ปี ภายใต้หัวข้อ “1 ปีรัฐบาลเพื่อไทย ทุกข์ที่คนไทยต้องทน” ว่า ในการบริหารราชการของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีพฤติกรรม 4 อย่างที่ต้องการสร้างประโยชน์ ทวงคืนทรัพย์สิน ให้กับบุคคลพิเศษ
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ได้แก่ 1. การประกาศว่าจะแก้ไข ไม่แก้แค้น กลายเป็นวาทะกรรมสร้างภาพทางการเอง เพราะรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีพฤติกรรมใช้กลไก และกองกำลังฝ่ายรัฐบาล จ้องล้างแค้นฝ่ายตรงข้าม และภาคประชาชนที่มีความเห็นต่าง รวมถึงองค์กรอิสระ และองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้องค์กรดังกล่าวสนองตอบต่อรัฐบาล ในทางการเมือง
"2.รัฐบาลนำงบประมาณแผ่นดิน ไปเยียวยาผู้ชุมนุมทางการเมืองที่สนับสนุนงานการเมืองของพรรค สูงถึง 7.5 ล้านบาทต่อคน โดยพื้นที่ที่เสี่ยงอันตรายอื่นๆ เช่นพื้นที่ภาคใต้ กลับไม่ได้รับการเยียวยาในมาตรฐานเดียวกัน, 3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลมีเป้าหมายจะโละมาตรา 309 ซึ่งรับรองผลการรัฐประหาร ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยอ้างประชาธิปไตยบังหน้า แต่เป้าหมาเพื่อเอื้อให้กับคนพิเศษ" นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนั้นแล้วช่วงที่พรรคเพื่อไทยหาเสียง ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ ตามเอกสารพบว่าจะทำประชามติ 2 ครั้ง คือ ก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญและหลังจากที่ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ แต่ข้อเท็จจริงพบว่ารัฐบาลตัดตอน ให้เหลือการทำประชามติเพียงครั้งเดียว คือ หลังจากที่ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเท่านั้น โดยประเด็นดังกล่าวถือว่า ไม่ให้เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นว่ามีสั่งให้แก้ไข เพื่อประโยชน์ของคนพิเศษ
“รอบ 1 ปี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เข้าร่วมประชุมสภา ซึ่งถือว่าไม่ให้ความสนใจและความสำคัญกับงานในระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นหัวใจของระบบประชาธิปไตย โดยรอบปีดังกล่าว มีกระทู้ถามนายกฯ จำวน 41 กระทู้ แต่ตอบเพียง 2 กระทู้ รวมถึงปรากฏการณ์ที่นายกฯ ไม่ยอมออกมารับฟังปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ซึ่งส.ส.ประมาณ 50 คนเป็นตัวแทน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไมให้ความสำคัญกับระบบรัฐสภา ตัวแทนประชาชนและระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง” นายจุรินทร์ กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า 4. การเดินหน้าออกกฎหมายล้างผิด ภายใต้ชื่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองด องแห่งชาติ (พ.ร.บ.ปรองดอง) ทั้งที่หลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ไม่ได้รับการรับฟัง จนถึงขณะนี้รัฐบาลไม่ยอมถอนร่าง พรบ.ปรองดอง ออกจากระเบียบวาระประชุม ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในที่สุด ดังนั้นเมื่อการพิจารณาเริ่มต้นจะทำให้เกิดวิกฤตทางการเมือง และนำไปสู่ความสูญเสียของประเทศ



