
พม่าตาใสไทยตามัว
พม่าตาใสไทยตามัว : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีข่าวเกี่ยวกับพม่ามาเล่าให้ฟังครับ คือเมื่อวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลพม่าได้ยกเลิกมาตรการควบคุมสื่อภายในประเทศ ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศตามนโยบายของรัฐบาลพม่าชุดปัจจุบัน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 30 มีนาคมปีนี้ การยกเลิกมาตรการควบคุมสื่อดังกล่าว มีผลให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 86 ฉบับ นิตยสาร 55 ฉบับ หนังสือ ปฏิทิน โปสการ์ด เอกสารเผยแพร่ เนื้อและโน้ตเพลง รวมถึงสิ่งพิมพ์ของสถานทูตต่างประเทศในพม่า สามารถพิมพ์เผยแพร่ได้โดยเสรี
อย่างไรก็ตาม กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงข่าวสารของพม่า ได้ขอให้สื่อมวลชนใส่ใจต่อประเด็นสำคัญๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ตามที่กระทรวงได้วางแนวทางไว้ ตัวอย่างของแนวทางดังกล่าวมีเช่น การไม่นำเสนอบทความหรือตีพิมพ์ภาพที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างไม่สร้างสรรค์ หรือกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเรื่องที่มีความอ่อนไหวจะต้องมีข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ สิ่งพิมพ์ทุกชนิดในพม่าจะต้องผ่านการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ก่อน จึงจะสามารถพิมพ์เผยแพร่ได้
การยกเลิกมาตรการควบคุมสื่อ นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญประการหนึ่งของพม่าภายในปีนี้ เพราะรัฐบาลพม่าแต่เดิม ก็เช่นเดียวกับรัฐบาลเผด็จการทั่วไป ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสื่อ และคิดว่าเสรีภาพของสื่อคืออันตรายอย่างยิ่งยวดต่อความมั่นคงของรัฐบาล ดังนั้น จึงต้องหาทางที่จะปิดปากสื่อมวลชนเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะในรูปของกฎเกณฑ์หรือข้อจำกัดที่เข้มงวด การจับกุมคุมขัง และการข่มขู่คุกคาม รวมถึงการทำร้ายร่างกายหรือสังหารอย่างเหี้ยมเกรียม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพม่าชุดปัจจุบันได้มองมุมใหม่ โดยเห็นว่าเสรีภาพของสื่อเป็นเครื่องหมายสำคัญที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยและความมีเสรีภาพของพม่า ขณะเดียวกันก็ทำให้สื่อเป็นเครื่องมือชิ้นเอกในการกระจายข่าวคราวความเปลี่ยนแปลงของพม่าออกไปสู่ประชาคมโลก หลังจากประสบความสำเร็จในการใช้ ออง ซาน ซูจี เป็นพรีเซ็นเตอร์ ประชาสัมพันธ์ “พม่า นิวลุค” อย่างได้ผลมาแล้ว นอกจากนี้ก็จะทำให้สื่อใต้ดินที่มีอยู่อย่างมากมายในพม่า ต้องโผล่ออกมาอยู่บนดิน ซึ่งจากสภาพของสังคมยุคใหม่ที่เปิดกว้าง และกลไกการตลาดจะเป็นตัวกำหนดบทบาทและท่าทีของสื่อเหล่านั้นเอง โดยที่รัฐบาลไม่ต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลพม่าชุดปัจจุบันได้เปิดหูเปิดตากว้างขึ้น และตระหนักในความเป็นจริงที่ว่า ศัตรูของตนไม่ใช่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ไม่ใช่นางออง ซาน ซูจี ไม่ใช่ประชาชน และไม่ใช่สื่อ แต่คือความขลาดเขลาของตนเอง และคู่ต่อสู้แท้จริงก็คือความล้าหลังความขาดแคลน และความยากไร้ ภายหลังการปิดประเทศมาเป็นเวลายาวนาน
การติดยึดในความคิดความเชื่อที่มีมาเป็นเวลานานนั้นยากที่จะสลัดให้หลุดออกไปได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่สามารถทำได้สำเร็จ ก็จะทำให้เกิดแง่คิดและมุมองใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเสมอ
ไม่น่าประหลาดใจหรอกครับ ที่การเปิดประเทศของพม่าภายในช่วงระยะเวลาไม่นานนัก ก็สามารถสร้างความตื่นเต้นและกระแส “พม่าฟีเวอร์” แก่ชาวโลกได้ ชนิดที่เรียกได้ว่าถนนทุกสายมุ่งไปพม่า ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ พม่ายังเป็นประเทศที่น่ารังเกียจในสายตาของชาติตะวันตก และการคบค้ากับพม่าก็แทบจะถือว่าเป็นการทำบาปขั้นร้ายแรง
โลกเรานี้มันไม่แน่ เปลี่ยนแปรเหมือนดังกังหัน อย่างที่เขาว่ากัน ดังนั้นการก้าวทันโลก ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกว่าการที่จะปิดหูปิดตาตนเอง และวนเวียนอยู่ในความคิดความเชื่อของตนเองแบบไม่ลืมหูลืมตา รวมทั้งการที่มองคนโน้นคนนี้เป็นศัตรูของตน แทนที่จะหาทางสร้างมิตร
พม่าตาสว่างแล้ว เหลือแต่เมืองไทยเมื่อไหร่ถึงจะตาสว่างกันเสียที



