
จากดารุล-ฮัรบฺถึงดารุล-อิสลาม
จากดารุล-ฮัรบฺถึงดารุล-อิสลาม : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]
พักนี้ผมได้ยินคำว่า ‘ดารุล-ฮัรบฺ’ บ่อยครั้ง (โดยเฉพาะจากการอธิบายของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่ติดตามสถานการณ์ ‘ไฟใต้’) ว่าเป็นแนวคิดที่ถูกใช้โดยผู้ก่อความไม่สงบเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงครามต่อสู้กับรัฐไทยและฆ่าคนไทยได้โดยไม่เป็นบาป ผมเองไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก แต่ก็จะพยายามอธิบายที่มาที่ไปของแนวคิดเรื่องดารุล-ฮัรบฺให้เห็นภาพพอสังเขป
ประการแรกเลยคือแนวคิดนี้มิได้มีระบุอยู่ในบทบัญญัติอิสลาม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่อาณาจักรอิสลามได้แผ่ขยายออกไปครอบคลุมดินแดนต่างๆ อย่างกว้างขวางแล้ว เรียกได้ว่าอาณาจักรอิสลามขณะนั้นกำลังผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลกในยุคกลาง
ลักษณะเฉพาะของระเบียบโลกในยุคกลางคือ มีการแสวงหาอำนาจเพื่อความยิ่งใหญ่ของบุคคลและของนครรัฐ มีการกดขี่ข่มเหงโดยผู้ปกครองที่ไม่เป็นธรรม เจ้าเมืองต่างๆ นิยมใช้อำนาจเผด็จการ และมีการจัดเตรียมกำลังรบเพื่อทำศึกกับนครรัฐอื่นๆ อยู่เสมอ ฉะนั้น การมาถึงของอาณาจักรอิสลามจึงถือเป็นพลังอำนาจใหม่ที่ท้าทายอำนาจของโลกที่มีอยู่แต่เดิม
เมื่อสภาพการณ์ของโลกยุคกลางเป็นเช่นนี้ นักนิติศาสตร์อิสลาม ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8 ถึง 11 จึงได้แบ่งดินแดนในโลกออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ
1. “ดารุล-อิสลาม” (แดนสันติ หรือ Territory of Islam) หมายถึงดินแดนที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และมีระบอบการปกครองและกฎหมายอิสลามเป็นบรรทัดฐาน
2. “ดารุล-ฮัรบฺ” (แดนข้าศึก หรือ Territory of War) หมายถึงกลุ่มที่อยู่ในแดนข้าศึก
3. “แดนสัญญาพันธไมตรี” หมายถึง กลุ่มที่อยู่ในดินแดนของรัฐที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่มุสลิม แต่มีสนธิสัญญาผูกพันอยู่กับอาณาจักรอิสลาม
เป้าหมายในการจัดระเบียบโลกในลักษณะนี้ก็เพื่อปลดแอกดินแดนที่ประชากรได้รับการกดขี่ข่มเหง ธำรงรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพของมนุษย์ และวางรากฐานแห่งความเสมอภาคระหว่างบุคคล ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดย่อมไปขัดผลประโยชน์ของผู้ปกครองและเจ้าเมืองส่วนใหญ่ จนนำไปสู่การโจมตีดินแดนมุสลิมจากทุกสารทิศ และมุสลิมก็ต้องต่อต้านป้องกันตนเอง แต่ระยะหลังแทนที่ฝ่ายมุสลิมจะป้องกันตัวตั้งรับเฉยๆ ก็เปลี่ยนเป็นยกกำลังออกไปปราบปรามรัฐที่ฝักใฝ่ในการขยายอำนาจแบบไม่หยุดหย่อน
แต่การที่จะชี้ชัดว่าดินแดนไหนเป็น “แดนข้าศึก” ก็มีเงื่อนไขให้พิจารณา ไม่ใช่ว่าจะกำหนดได้ตามอำเภอใจ เงื่อนไขที่ว่าคือ
1.ดินแดนนั้นมีการฝักใฝ่หมกมุ่นในพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนหลักการอิสลามได้โดยเสรี เช่น การค้าประเวณี การดื่มสุรา การพนันและการกระทำที่ต้องห้ามอื่นๆ
2.มีท่าทีหรือพฤติกรรมที่ส่อว่าอาจโจมตีรุกรานรัฐมุสลิมได้ทุกขณะ หรือมีการปิดกั้นทางสัญจรมิให้มุสลิมใช้ผ่าน เขตทะเลทรายที่ประชิดพรมแดนรัฐมุสลิมจะต้องเป็นแดนสงบด้วย ในทำนองเดียวกัน น่านน้ำนอกชายฝั่งทะเลของรัฐมุสลิมออกไปเท่าที่จะใช้สัญจรไปมาได้ก็จะต้องไม่อยู่ใน “แดนข้าศึก” ด้วย
3.สภาพการณ์ที่ทำให้มุสลิมชนกลุ่มน้อยไม่อาจอยู่ได้อย่างปลอดภัย ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน (เว้นแต่ฝ่ายปกครองดินแดนนั้นจะให้ประกันความปลอดภัยและเชื่อถือได้)
ลักษณะทั้งสามประการจะต้องปรากฏอย่างครบถ้วนจึงจะถือว่าแดนนั้นเป็น “แดนข้าศึก” ได้ จะขาดประการใดประการหนึ่งไม่ได้ เช่นในกรณีที่รัฐใดไม่ถือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อิสลาม แต่มิได้สั่งห้ามมุสลิมให้เปลี่ยนความศรัทธา ก็ยังไม่นับว่าเป็น “แดนข้าศึก”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจากโลกยุคกลางสู่โลกยุคใหม่นั้น ทำให้โลกมุสลิมเปลี่ยนแนวคิดแบบเก่าของชาวอาหรับในเรื่อง ดารุล-ฮัรบฺ หรือ แดนข้าศึก มาเป็น ดารุล-อิสลาม หรือแดนสันติ เรียบร้อยแล้ว เพราะหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของอิสลามคือการนำเอาความสุขสันติมาสู่โลก มิใช่การก่อความไม่สงบขึ้นบนแผ่นดิน



