ข่าว

คุมเข้ม7เมืองศก.ใต้'โชว์รูมรถ'หวั่นบึ้มซ้ำ

คุมเข้ม7เมืองศก.ใต้'โชว์รูมรถ'หวั่นบึ้มซ้ำ

23 ส.ค. 2555

"สุรพงษ์" ยันมุสลิมเขมรไม่เกี่ยวไฟใต้ ขณะที่ทหารพรานสระแก้วค้นเข้ม 31 มุสลิมเขมรลงชายแดนใต้ พบพฤติกรรมสงสัยปะปนกับแรงงานต่างด้าว ทำยึกยักไม่ยอมให้ตรวจแถมพกหนังสือเดินทาง 2 เล่ม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าสั่งคุมเข้ม 7 หัวเมืองเศรษฐกิจชายแดนใต้ หลังโชว์รูมรถปั

              23ส.ค.2555 นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาแสดงความไม่พอใจกรณีที่ฝ่ายไทยพาดพิงเป็นแนวร่วมการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เรื่องที่ชาวมุสลิมประเทศกัมพูชาเดินทางย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่ประเทศมาเลเซียโดยผ่านประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนานแล้ว  กระทรวงการต่างประเทศจะทำความเข้าใจกับพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เพื่อให้เข้าใจตรงกัน

              เมื่อถามว่าจำเป็นต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับประเทศกัมพูชาหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า คงยังไม่ต้องพูดคุยกับประเทศกัมพูชา แต่ต้องพูดคุยกันภายในประเทศให้จบก่อน และยืนยันว่าเรื่องนี้มุสลิมกัมพูชาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 


ทหารพรานกองกำลังบูรพาค้นเข้ม31เขมรมุสลิมลงใต้

              ทั้งนี้เมื่อเวลา 10.00 น. พ.อ.มล.ประวีร์  จักรพันธ์  ผบ.ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา(ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา) ได้สั่งการให้ ร.อ.อภินันท์  สงครามชัย  ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา(ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 1206 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 กองกำลังบูรพา) ประสานความร่วมมือกับ พ.ต.ท.เบญจพล  รอดสวาสดิ์  รอง ผกก.ตม.จว.สระแก้ว และ พ.ต.ท.จตุรภัทร  สิงหัษฐิต  สวป.สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว นำกำลังร่วมกันตั้งจุดตรวจค้น บริเวณจุดตรวจร่วมทางเข้าตลาดโรงเกลือ หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อตรวจสอบการเดินทางเข้าประเทศของชาวเขมรมุสลิม

              ต่อมา จนท.ได้ตรวจพบแรงงานต่างด้าวชาวเขมรตามข้อตกลง MOU ประมาณ 300 คน เดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ  จ.สระแก้ว จากฝั่งปอยเปต  ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย โดยมีตัวแทนบริษัทฯในประเทศไทยมารอรับเพื่อพาเดินทางไปทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยกว่า 10 บริษัทฯมารอรับถึงหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ เมื่อถึงจุดตรวจ จนท.ได้ตรวจสอบพบว่าในกลุ่มของแรงงานต่างด้าวชาวเขมรตาม MOU ได้มีชาวเขมรมุสลิมที่จะเดินทางไปชายแดนภาคใต้ของไทยเดินทางปะปนเข้ามาด้วย จนท.จึงได้นำตัวชาวเขมรทั้งหมดลงมาตรวจสอบและคัดแยกชาวเขมรมุสลิมออกมาจากกลุ่มแรงงานฯตาม MOU ที่กองร้อยทหารพรานบ้านคลองลึก หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว

              จากการคัดแยกพบว่ามีชาวเขมรมุสลิมที่เดินทางปะปนมากับแรงงานเขมรฯตามMOU จำนวน 31 คน เป็นชาย 19 คน หญิง 12 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจำนวน 13 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 3 คน อ้างว่าจะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ชายแดน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อ จนท.ตรวจสอบพบว่ามีหนังสือเดินทาง(พาสปอร์ต)ใหม่เอี่ยมพึ่งเดินทางครั้งแรกกันทุกคน จนท.จึงตรวจค้นพร้อมทั้งถ่ายภาพทำประวัติเก็บไว้ ส่วนชาวเขมรมุสลิมอีกกลุ่มจำนวน 18 คน เป็นชาย 9 คน หญิง 9 คน พฤติกรรมต้องสงสัยเนื่องจากไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้ จนท.ตรวจค้นและพูดไม่ตรงกันโดยบางคน อ้างว่าจะเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศมาเลเซีย แต่บางคนอ้างว่าจะไปท่องเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต แต่เนื่องจากสภาพการแต่งตัวไม่น่าจะใช่นักท่องเที่ยวอีกทั้งในตัวมีเงินคนละไม่กี่ร้อยบาท และไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้ จนท.ตรวจค้น จนท.จึงทำการกักตัวไว้ จากนั้นได้แจ้งประสานไปยัง  จนท.ชุดปฎิบัติการข่าวที่ 3 กองกำลังบูรพา มาร่วมกันสอบสวน นานกว่า 2 ชม.ชาวเขมรมุสลิมทั้ง 18 คน จึงยอมนำกระเป๋าเสื้อผ้ามาให้ จนท.ทำการตรวจค้นอย่างละเอียด แต่ไม่พบสิ่งผิดกฏหมายใดๆ

              นอกจากนี้ ขณะ จนท.ตรวจค้น พบว่านายมาร์ช  โรแฟต อายุ 29 ปี ชาวเขมรมุสลิมมีพาสปอร์ตคนเดียวถึง 2 เล่ม มีชื่อที่อยู่เหมือนกัน พ.ต.ท.เบญจพล  รอดสวาสดิ์  รอง ผกก.ตม.จว.สระแก้ว จึงตรวจสอบไปยัง จนท.ตม.ปอยเปต ของกัมพูชา โดย จนท.ตม.ปอยเปต ของกัมพูชายืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชามีสิทธิออกพาสปอร์ตให้ชาวกัมพูชา 2 เล่มได้ โดยเฉพาะนายมาร์ช  โรแฟต เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลกัมพูชาส่งไปศึกษาที่ประเทศเกาหลี แต่นายมาร์ช  โรแฟต มีลุงอยู่ประเทศมาเลเซีย นายมาร์ช  โรแฟต จึงทำพาสปอร์ตใหม่อีกเล่มเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลุงที่ประเทศมาเลเซีย หลัง จนท.ตรวจสอบเอกสารแล้วพบว่ามีการประทับตราเข้าประเทศอย่างถูกต้องจึงอนุญาตให้เดินทางต่อไปได้ โดยได้ถ่ายภาพทำประวัติไว้ทุกคน หากชาวเขมรมุสลิมเหล่านี้ไปก่อเหตุหรือไปร่วมสนับสนุนกับกลุ่มโจรภาคใต้ จะได้มีหลักฐานและประวัติไว้ตรวจสอบได้


กอ.รมน.ภาค4ส่วนหน้าสั่งคุมเข้ม7หัวเมืองศก.ชายแดนใต้

              ส่วนเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดโชว์รูมรถที่จังหวัดปัตตานี เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง  พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า สำหรับข้อห่วงใยจากหลายๆฝ่ายในเรื่องมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ทางธุรกิจ อย่างเช่นกรณีเหตุที่โชว์รูมฮอนด้าปัตตานี ที่ผ่านมา ทางจังหวัดปัตตานีได้มีการดำเนินการตามแผนพิทักษ์เมืองปัตตานี ซึ่งอยากเรียนให้ทราบว่าในการจัดทำแผนรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆนั้น ขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด ที่จะวางแผนร่วมกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ในการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้ง 7 หัวเมืองเศรษฐกิจในพื้นที่ ในส่วนของปัตตานีได้มีการกำหนดโซนนิ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

              ส่วนใจกลางเมืองที่จะเป็นเซฟตี้โซน พื้นที่ระวังป้องกัน ก็จะมีการตั้งด่านตรวจจุดตรวจที่จะมีกำลังร่วมระหว่างตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และกำลังภาคประชาชน ส่วนที่ 3 คือ พื้นที่รอยต่อกับอำเภอรอบนอก ที่จะมีการระวังป้องกันพื้นที่รอบนอกด้วยการลาดตระเวน เพราะฉะนั้นในเรื่องของมาตรการในการระวังป้องกันของทุกหน่วยในพื้นที่จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆ อาจจะไม่ครอบคลุมไปทั้งอำเภอ จะเน้นพื้นที่เสี่ยง และพื้นที่ล่อแหลมต่อการก่อเหตุของกลุ่มก่อเหตุรุนแรง แต่สิ่งที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้ฝากเน้นย้ำ คือมาตรการในการตั้งด่านตรวจ ที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดตั้งศูนย์ประสานงานด่านตรวจ โดยให้หน่วยเฉพาะกิจกองพลทหารราบที่ 15 ดำเนินการบูรณาการด่านตรวจ 66 ด่าน ใน 37 อำเภอ เพื่อที่จะได้ดำเนินการไปตามแผนงานได้ในทิศทางเดียวกัน

              พ.อ.ปราโมทย์ ยังกล่าวอีกว่า เริ่มตั้งแต่ที่ปรึกษาองค์กรความร่วมมืออิสลาม หรือ OICได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ และมีการแถลงข่าวประณามการกระทำของผู้ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุให้ขบวนการเกิดการสูญเสียผลทางการเมือง ทั้งในและต่างประเทศ จึงทำให้ผู้ก่อเหตุใช้ช่วงการถือศีลอดของมุสลิม เร่งก่อเหตุรุนแรง เพื่อแสดงให้เห็นว่า ขบวนการยังคงมีอิทธิพลในพื้นที่

              ทั้งนี้ เพื่อสร้างกระแสดึงดูดความสนใจต่อสื่อมวลชน และประชาคมโลกต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมทั้งมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายรัฐ และข่มขู่ให้ประชาชนหวาดกลัว จนไม่กล้าให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ ได้สั่งการเน้นย้ำให้ ทุกหน่วยเพิ่มมาตรการระวังป้องกันโดยบูรณาการกำลังทั้งปวง และงานด้านการข่าว โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ หรือจุดที่ล่อแหลม ที่คาดว่าน่าจะเป็นพื้นที่ในการก่อเหตุ ตลอดจนการพบปะพัฒนาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง


ยะลาจัดอส.เข้าดูแลโชว์รูมอีซูซุของส.ว.ปัตตานีป้องกันตกเป็นเหยื่อซ้ำ

              รายงานข่าวจาก จ.ยะลา แจ้งว่า นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้สั่งการให้นายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ กำชับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด เน้นย้ำดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณโชว์รูมรถยนต์ โชว์รูมรถจักรยานยนต์ บริษัท ห้างร้านต่าง ๆในเขตเทศบาลนครยะลา และ ในพื้นที่ จ.ยะลา เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบลอบเข้ามาก่อเหตุร้ายได้  สำหรับในจ.ยะลา  มีเครือข่ายทางธุรกิจของนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สว. ปัตตานี ก็คือ  โชว์รูมรถยนต์ ISUZUบริษัท ปัตตานีเจริญเทรดดิ้ง (1972) จำกัด สาขายะลา ซึ่งขณะนี้มีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน   อ.เมือง จ.ยะลา   มาดูแลรักษาความปลอดภัย รอบ ๆ โชว์รูมรถยนต์ ม เพื่อป้องกันกลุ่มคนร้าย หรือ ผู้ที่ไม่หวังดี ลักลอบเข้ามาก่อเหตุร้าย หรือ นำวัตถุต้องสงสัยเข้าไปในบริเวณโชว์รูมเพื่อป้องกันการก่อเหตุรุนแรง

 

“เชษฐา”แนะรบ.ตั้งแค่ศูนย์ฯเดียวแก้ไฟใต้

              เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สโมสรกองทัพบก เทเวศร์ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตรมว.กลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการก่อเหตุร้ายวันอย่างต่อเนื่องว่ารู้สึกเสียใจเพราะไม่ควรเกิดเหตุการณ์ที่หนักขนาดนี้ ตนคิดว่าจะต้องมาหลักใหม่ ตนมีแนวความคิดว่าจะต้องมีศูนย์ปฏิบัติการทางยุทธวิธีเพียงศูนย์เดียวเท่านั้น ไม่ควรจะมีการแตกไปไหน ส่วนของกองทัพบก นาวิกโยธิน กองทัพเรือ ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด และฝ่ายพลเรือนต้องเป็นหนึ่งเดียวและมีศูนย์เดียว

สภากลาโหมถกไฟใต้แจงบทบาทศปก.จชต.

               ที่กระทรวงกลาโหม พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มีพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เป็นประธานในการประชุมว่า ในที่ประชุมได้มีการพูดถึงการแก้ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ชี้แจงถึงความสำคัญ บทบาท หน้าที่ของการจัดศูนย์ปฎิบัติการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศปก.จชต.) โดยพล.อ.อ.สุกำพล ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยขึ้นตรงของกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพนำผลงานที่ได้จากการวิจัยทางทหารไปปฏิบัติในพื้นที่และให้กำลังพลได้ใช้ประโยชน์ โดยที่ผ่านมามีงานวิจัย 30 รายการ แต่ที่จะนำมาใช้งานคือ 1.ชุดเสื้อเกราะ 2. อุปกรณ์เก็บกู้ตะปูเรือใบ 3.ยางรถยนต์ป้องกันการโปรยตะปูเรือใบ 4.เครื่องมือการตรวจบัตรประชาชน หรือ สมาร์ทการ์ด เพื่อลดขั้นตอนในการตรวจสอบ

 
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการบรรยายสรุปของกอ.รมน.เกี่ยวกับการจัดตั้งศปก.จชต. ต่อที่ประชุมสภากลาโหมนั้น ในส่วนของสำนักงานเลขานุการศปก.จชต.นั้น ได้มีการเสนอชื่อพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองผบ.ทบ.เป็นเลขานุการ โดยมีผู้แทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกอ.รมน.เป็นรองเลขานุการ สำหรับลักษณะการปฏิบัติงานเป็นการปฏิบัติงานภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี โดยผอ.ศปก.จชต.มีอำนาจในการอำนวยการ สั่งการ และประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งปฏิบัติงานเป็น 2 ระดับ คือ ระดับปกติ คือ ห้วงเวลาที่สถานการณ์ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบวงกว้าง ปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมงเฉพาะส่วนบังคับบัญชา สำนักงานเลขานุการฯและส่วนข่าวตติดตามสถานการณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำรวม 37 อัตรา และ 2.ระดับไม่ปกติ คือ ห้วงเวลาที่สถานการณ์ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพสังคม จิตวิทยา และความเชื่อมั่นในวงกว้าง โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานไม่เกินตามอัตราเต็มของศปก.จชต.จำนวน 85 อัตรา ซึ่งการปฏิบัติงานของศปก.จชต.จะเป็นการปฏิบัติลักษณะ Current Plan ซึ่งไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานเดิม และเป็นการสนับสนุนให้การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่มีอยุ่เดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น