
'ถวิล'แถลงยันศอฉ.สั่งสลายม็อบ53ยึดกม.
'ถวิล' ยัน ศอฉ. สั่งสลายม็อบปี 53 ยึดหลักกฎหมาย ระบุพบชายชุดดำได้จริง ชี้'ธาริต'ร่วมประชุมด้วย พร้อมห่วงปัญหาไฟใต้ ชี้ งานไม่มีดุลภาพ-ตั้งหน่วยงานเพิ่ม ดีขึ้นหรือไม่อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ
เวลา 10.00 น. นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เเละอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้แถลงข่าวถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 ว่า ข้อเท็จริงบางอย่างเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรม แต่เมื่อเข้าสู่เวลาหนึ่งกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งตนคิดว่า ถ้าบ้านเมืองเป็นแบบนี้ เวลาผ่านมาแค่ไม่กี่เดือนแต่ข้อเท็จจริงบางอย่างถูกบิดเบือน เราจะเขียนประวัติศาสตร์ในหลายๆ ปีได้อย่างไร โดยกรณีของเหตุการณ์ตั้งแต่เดือน มี.ค.-พ.ค. 2553 นั้น ตนขอพูดในสามประเด็นด้วยกัน คือ 1.เรื่องของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงที่เกิดเหตุสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพ.ค.2553 2.การทำงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ในขณะนั้น 3.คำสั่งยุทธการที่รั่วไหลออกมาทางสื่อมวลชน
นายถวิล กล่าวถึงเรื่องของการปฏิบัติงานของเข้าหน้าที่ในเหตุการณ์การสลายการชุมนุมว่า ข้อเท็จจริงนั้นมีเพียงข้อเท็จจริงเดียว วันเวลาผ่านไปจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง โดยเหตุการณ์นั้นเจ้าหน้าที่ได้ออกมาเพื่อความสงบเรียบร้อย เพื่อระงับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำวินิจฉัยออกมาชัดเจนแล้วว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำเนินตามกฎหมายได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักสากล หากเจ้าหน้าที่ไม่ออกไปในสถานการณ์แบบนั้นถือว่าเป็นเรื่องแปลก
“เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยความรู้สำนึกผิดชอบชั่วดี เจ้าหน้าที่หลายคนไม่ได้สบายใจในการออกไปทำงาน แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องรักษาสิทธิของคนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินรวมทั้งการถูกกล่าวหาว่าทำเกินกว่าเหตุ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่เหล่านั้นควรได้รับความยกย่องสรรเสริญมากกว่าที่จะก่นด่าว่าฆ่าประชาชน”นายถวิล กล่าว
นายถวิล กล่าวต่อว่า เมื่อมีเหตุที่มีพยานหลักฐานบ่งบอกว่า ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตเนื่องมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นเรื่องที่จะค้นหาความจริงดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม แต่ว่าไม่ใช่เอาเรื่องทั้งหมดมากล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการสั่งการให้ติดอาวุธออกไป เอาสไนเปอร์ไล่ฆ่าประชาชน ซึ่งตนคิดว่ามันเป็นการทำภาพเล็กให้เป็นภาพใหญ่ ภาพรองให้เป็นภาพหลัก โดยไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ซึ่งตนไม่ได้แก้ต่างให้ ศอฉ.ในขณะนั้นตนก็เป็นหนึ่งใน ศอฉ.ซึ่งปฏิบัติงานโดยยึดกฎหมายตามหลักสากล และเป็นการออกคำสั่งโดยที่มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เหตุการณ์ที่ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะสม และส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่
"ผมขอเรียนว่าเหตุการณ์กระชับวงล้อมตั้งแต่กลางเดือนพ.ค. 2553 เจ้าหน้าที่ไม่ได้บุกเข้าไป โดยเจ้าหน้าที่ได้ตั้งกองกำลังเพื่อปิดล้อม เจตนาคือ ต้องการให้มีการสลายการชุมนุมโดยที่ไม่มีผู้เข้าไปร่วมชุมนุมใหม่ ขณะนี้มีการกล่าวหานอกศาลกันแล้วว่าเจ้าหน้าที่ฆ่าประชาชน โดยถ้าหากมีความผิดในกระบวนการที่ไปถึงชั้นศาลจริง เจ้าหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งตนคิดว่าตรงนั้นเป็นความยุติธรรม และมองไม่เห็นเหมือนกันว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงนั้นบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง"นายถวิล กล่าว
นายถวิล กล่าวในส่วนของประเด็นการทำงานใน ศอฉ.ว่า การประชุมของ ศอฉ.นั้นตั้งขึ้นในรูปคณะกรรมการ มีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มีปลัดกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผบ.เหล่าทัพ ร่วมเป็นกรรมการ โดยตนเป็นเลขานุการ ศอฉ.โดย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เป็นกรรมการ ศอฉ.ด้วย ตั้งแต่ตั้งกองกำลังที่ ร.11 รอ.ทำงานทุก วันแรกๆ นั้นจะประชุมวันละสี่ครั้งโดยมีกรรมการมาร่วมประชุม โดยตนกับนายธาริตร่วมประชุมด้วย เริ่มจากบรรยายสรุปสถานการณ์ว่า ในแต่ละวันมีสถานการณ์เช่นใด ผู้ชุมนุมกระทำการเช่นใด โดยประเมินสถานการณ์และผลปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่และยังมอบหมายหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ ฉะนั้นการประชุมจะมีการหารือกว้างขวาง ขอเรียนว่าไม่มีการสั่งการจากที่ประชุมว่าจะไปสั่งการว่าตรงนั้นให้ดำเนินการแบบนั้นแบบนี้ เพราะมีการปรึกษาหารือกันรวมทั้งใครที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของ ศอฉ.ในฐานะกรรมการก็สามารถโต้แย้งแก้ไขได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นในทิศทางเดียวกัน
"นายธาริตเสนอความเห็นหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ในการทำงานช่วงนั้นมากและได้รับคำชมว่า นายธาริต เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงานของสถานการณ์นั้น การสั่งการนั้นจะมอบให้หน่วยงานไปดำเนินการ นายสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอฉ.จะมาสั่งมอบแบบรายละเอียดให้เจ้าหน้าที่นั้นคงไม่ได้แต่จะมอบแนวทางปฏิบัติผ่านหัวหน้าหน่วยในการออกแผนปฏิบัติเพราะในทางทหารเรียกว่าสั่งการแบบยุทธการ อย่างไรก็ตาม ตนเข้าร่วมประชุมทุกครั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และกรรมการ ศอฉ.คนอื่นๆ ล้วนคำนึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ร่วมชุมนุมทุกครั้ง แต่สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ มันไม่ใช่การชุมนุมที่เดินไปแล้วปิดถนน แต่มันมีการใช้อาวุธและยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ เช่น บุกค้น รพ.จุฬาฯ การยิงสถานีรถไฟฟ้าสีลม" นายถวิล กล่าว
นายถวิล กล่าวต่ออีกว่า คำสั่งยุทธการและปฏิบัติการในการทำงานของ ศอฉ.นั้นมีการยึดกฎหมายและระเบียบราชการ และในที่ประชุมนั้นนักกฎหมายหลายคนได้แสดงความเห็นว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและหลักสากลพอสมควรแก่เหตุ ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติการจะได้รับการกำชับตลอดเวลา แม้กำชับในขณะที่ลงพื้นที่ปฏิบัติการไม่ได้แต่หัวหน้าผู้สั่งการรับทราบเรื่องนี้ตลอดเวลาว่า ต้องระวังความสูญเสียให้มากที่สุดและเพ่งเล็งไปที่ผู้ใช้อาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสำคัญ ส่วนคำสั่ง ศอฉ.ที่รั่วไหลมายังสื่อมวลชนนั้น ตนเห็นว่ายังไม่เห็นว่ามีคำสั่งใดมิชอบหรือลุแก่อำนาจ ลำดับขั้นตอนปฏิบัติการต่างๆนั้นถูกต้อง แต่มันแน่นอนว่าไม่ควรหลุดออกมา หากคำสั่งเหล่านี้หากไม่ออกมามันน่าแปลก การที่มีคำสั่งระงับเหตุรุนแรงและรักษาความสงบนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำแต่ขอเรียนว่าการประชุม ศอฉ.นั้นกรรมการหลายคนพูดแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเป็นความลับ เพราะมีการกล่าวหาว่าศอฉ.มีทั้งแตงโมและมะเขือเทศ เพราะการสั่งการเป็นแบบเชิงนโยบาย กรรมการ ศอฉ.ทุกคนรับทราบหากมีใครไม่เห็นด้วยการประชุมครั้งต่อไปก็โต้แย้งได้ เพราะศอฉ.จะรับผิดชอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ
เมื่อถามว่า ศอฉ.ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบเรื่องชายชุดดำ เพราะแถลงข่าววันนี้เสมือนการแก้ต่าง นายถวิล กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันจุดกระแสทำให้ไม่ปรากฎขึ้นมา ความจริงแล้วการดำเนินคดีต่างๆกับคนที่ใช้อาวุธและชายชุดดำนั้นมีการจับกุมดำเนินคดีแต่ตอนนี้มีการประกันตัวออกไปแต่ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเพียงแต่ตอนนี้มีกระแสอื่นเข้ามากลบ การเพ่งเล็งว่าใครเฝ้าราชประสงค์และชายชุดดำจะโดนดำเนินคดีหรือไม่แบบนี้มีการดำเนินคดี ดีเอสไอได้รายงานเข้ามาทุกครั้งว่าตอนนี้จับกุมและควบคุมตัวไว้แล้ว มีการไปฝึกอาวุธทางภาคเหนือ จนกระทั่งตนโดนต่อว่าว่าไปยืนยันกับนายธาริตว่าไปฝึกฝนกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้โดนกลบโดยการพูดแบบอื่นความจริงก็ไม่เป็นความจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การแถลงข่าวช่วงหนึ่งที่ระบุว่า ศอฉ.รับผิดชอบร่วมกัน เพื่อความชัดเจนโปร่งใสนั้น คำสั่งยุทธการทั้งหมดพร้อมแสดงต่อสังคมหรือไม่ นายถวิลกล่าวว่า ให้เป็นหน้าที่ของกฎหมาย ศาลจะเรียกคำสั่งเหล่านี้ได้หรือไม่นั้น ตนไม่แน่ใจหากในด้านกระบวนการยุติธรรมเจ้าหน้าที่คงไม่มีใครขัดข้องเเต่ตอนนี้มีกระบวนการยุติธรรมนอกศาล
เมื่อถามว่า มองบทบาทของ นายธาริต ตอนนี้แบบใด นายถวิล กล่าวว่า ขอเรียนว่า นายธาริต ทำงานในฐานะกรรมการ ศอฉ.และ อธิบดีดีเอสไอ โดยมีผลดีต่อการระงับความรุนแรงและรักษาความสงบเรียบร้อย นายทหารหลายคนพูดกับตนว่า หากไม่ได้นายธาริต จะเหนื่อยมากกว่านี้เพราะในตอนนั้น นายธาริต มีข้อเสนอหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ ต้องคิดว่าวิธีปฏิบัติของ นายธาริต ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพตอนนั้นนายธาริตมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นและยังเคยเห็นด้วยกับ ศอฉ.ในช่วงนั้น
“เราพูดเรื่องหนึ่งเมื่อเหตุการณ์หมดไปแล้วไม่เห็นภาพ ตอนนี้ใครไปเดินราชประสงค์ก็มองไม่เห็นสภาพ ตอนนี้ไปเดินก็แอร์เย็นสินค้าครบ แต่วันนั้นมันไม่ใช่ วันนั้นเจ้าหน้าที่รัฐไปดูแลไม่ได้ ตกค่ำขึ้นมาทุกอย่างอยู๋ในความควบคุมของผู้ชุมนุมอย่างสิ้นเชิง หากถามถึงนายธาริต ตนอยากให้กำลังใจเพราะความจริงรู้จักกันดี นั่งข้างกันใน ศอฉ. เป็นมืออาชีพในการทำงาน ในวันนี้ตนคิดว่านายธาริตเป็นอธิบดีกรมดีเอสไอ ที่ต้องรักษาความยุติธรรมและดำเนินการตามกฎหมายเคร่งครัดและคงไม่ทิ้งตรงนั้น คนอื่นนอาจสงสัยต่างๆแต่ตนไม่สงสัยแบบนั้น” นายถวิลกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์ที่ว่า วันนี้นายธาริตเปลี่ยนไป นายถวิล กล่าวว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่ตนนั้นเองที่เปลี่ยนไปเพราะตอนนั้นตนเป็นเลขาธิการสมช.แต่ตอนนี้ตนเป็นที่ปรึกษานายกฯ แต่นายธาริตยังเป็นอธิบดีดีเอสไออยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายธาริต เคยระบุว่า หลายเรื่องที่ฝ่ายยุทธการตกลงกันไว้แต่ นายธาริต ไม่รู้เรื่อง นายถวิล กล่าวว่า วิธีการทำงานของ ศอฉ. เวลาประชุมกันนั้น กรรมการชุดใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก ตนเรียนแล้วว่ามันไม่มีความลับการสั่งการจะสั่งโต้งๆในที่ประชุมคงไม่ได้ แต่ถามว่า คุยกันเรื่องนโยบายหลักหรือไม่ ตอบว่าคุยแน่นอน เช่นวันที่ 10 เม.ย.2553 ที่มีการขอคืนพื้นที่นั้นมันเป็นความรับผิดชอบของ ศอฉ.ร่วมกัน แต่การปฏิบัตินั้นจะสั่งการในที่ประชุมไม่ได้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติต้องไปออกแผนปฏิบัติของตัวเองตามกรอบที่ ศอฉ.ให้ไว้ ตรงนี้มันต้องรับผิดชอบร่วมกันตามแนวคิดของตน หากใครไม้ห็นด้วยการประชุมครั้งต่อไปก็นำมาคุยกันได้
เมื่อถามว่า แผนการนั้น นายถวิลรับทราบหรือไม่ อดีตเลขาธิการ ศอฉ.ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่หน่วยปฏิบัติต้องนำไปปฏิบัติเองตนไม่ทราบแม้หากจะทราบก็อ่านแผนไม่ออกว่าสั่งการกันแบบใด เมื่อถามว่าก่อนแผนจะนำมาใช้ต้องขออนุมัติใครก่อน นายถวิล กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นนั้นมันเร็วมาก ฉะนั้นก็สั่งการแล้วแยกย้ายไปปฏิบัตินั้นยังไม่ทันเลย คนสั่งการลงไปนั้นตนคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าหน่วย ส่วนที่ว่าคำสั่งควรเสนอให้นายกฯพิจารณาก่อนนั้น ตนไม่เห็นในส่วนนี้
เมื่อถามว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ใช้วิธีที่สากลทั่วโลกใช้ในการสลายการชุมนุมเนื่องจากใช้เจ้าหน้าที่ทหารติดติดอาวุธย่อมเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงได้ง่าย นายถวิล กล่าวว่า ตนคิดว่าวิธีการทำงานของบ้านเราอะลุ่มอะล่วยมากที่สุดแล้ว ที่อื่นการลงโทษตามกฎหมายเข้มแข็งกว่าบ้านเราด้วยซ้ำไป แม้จะบอกว่าตำรวจทำงานได้อย่างนิ่มนวลมากกว่าแต่ก็เคยบาดเจ็บมาแล้วจากเหตุการณ์เมื่อ 7ต.ค.2551 ฉะนั้นทหารและทุกฝ่ายควรนำบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ข้างต้น การไปร้องศาลในคราวนั้น ศาลปกครองกลางเห็นว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การปฏิบัติสลายการชุมนุมครั้งนั้น ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเจ้าหน้าที่จะเข้าสลายต้องเป็นไปหลักสากลและสมควรแก่สถานการณ์ บทเรียนครั้งนั้นควรนำคำสั่งศาลมาดูว่าจะปฏิบัติการได้เพียงใดและนำวิธีของนานาประเทศมาศึกษาปรับปรุง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การแถลงข่าวในวันนี้คล้ายว่าใครมาเป็นรัฐบาลข้อมูลย่อมเปลี่ยนไปเสมอ นายถวิลกล่าวว่า ตนรู้สึกแบบนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียวแต่เรื่องอื่นมันเกินหน้าที่ตนแค่เรื่องนี้ก็กลุ้มใจพออยู่แล้วเจ้าหน้าที่รัฐ หากยอมทุกอย่างเพื่อรักษาตำแหน่งหน้าที่ก็เป็นความโชคร้ายของสังคม แต่ตนไม่เป็นแบบนั้นแน่นอน
เมื่อถามว่า พูดแบบนี้หมายถึงนายธาริตใช่หรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า หมายถึงทุกคนที่เป็นแบบนั้นมันก็เป็นแบบนั้นรวมทั้งตนจะด่าตัวเองด้วยว่าหากตนเป็นเเบบนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมและผู้บาดเจ็บเมื่อปี 2553 ใครรับผิดชอบ นายถวิล กล่าวว่า เป็นคำถามยากแต่ใครทำผิดต้องรับผิดชอบไป เจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติการนั้นได้รับการคุ้มครองเพราะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พรก.ฉุกเฉิน หมายความว่าเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นจะใช้สิทธิตามเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่ว่าประกาศใช้แล้วจะเดินเข้าไป และเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจมากกว่าปกติแต่มีการกำหนดว่าจะใช้เงื่อนไขใดบ้าง แต่จะเกินกว่าเหตุและเกินความจำเป็นไม่ได้ ส่วนเหตุการณ์ราชปรารภที่ยิงกันจากอาคารสูงนั้นตนไม่ทราบเรื่องและข้อมูล
เมื่อถามว่า ครม.และผู้บริหารประเทศตอนนั้นควรรับผิดชอบเช่นใดเพราะตอนนั้นมอบให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯเป็นผอ.ศอฉ.นายถวิลกล่าวว่าไม่พ้นหรอก และต้องรับผิดชอบมากกว่า นายสุเทพด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่ามอบอำนาจให้ใครแล้ว แต่มันต้องรับผิดชอบทั้งนั้น
เมื่อถามว่า คนที่ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติการควรรับผิดชอบ นายถวิลกล่าวว่าต้องรับผิดชอบตามลำดับขั้น แต่ควรเป็นไปตามขั้นตอนยุติธรรมอย่าเป็นไปตามคำกล่าวหากัน ตอนนี้เจ้าหน้าที่โดนร้องเรียนเยอะ กองทัพได้รับร้องเรียนเยอะแต่ผู้ใหญ่ห้ามปรามกันเยอะว่าทหารออกไปเสี่ยงชีวิต ทหารหนึ่งนายคุมอาวุธและรถแต่โดนผู้ชุมนุมปิดล้อม ทหารถือปืน หากลั่นไกไปอาจติดคุก หากไม่ลั่นไกก็โดนตีตายได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ในการทำงานกับ ศอฉ.กระบวนการยุติธรรมตอนนี้เพ่งเล็งไปยัง นายสุเทพ กับ นายอภิสิทธิ์ มาก มองอย่างไรในจุดนี้ นายถวิลกล่าวว่า ไม่ขอพูดถึง แต่ประหลาดใจว่าไม่น่ากลับตาลปัตรแบบนี้ การสั่งการและดำเนินการต่างๆในตอนนั้นทำไปอย่างรอบคอบ และยั้งคิดอย่างมาก รวมทั้งยังผ่านประสบการณ์เรื่องนี้มาพอสมควรตั้งแต่ปี 2551-2552-2553 ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประสบการณ์เลยแต่เวลาผ่านมาระยะหนึ่งก็มุ่งกลับมา เรียนแล้วว่าเหตุการณ์ 2553 เป็นการออกไประงับเหตุและรักษาความสงบเรียบร้อยเพราะมีการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแต่กระแสตอนนี้กลับมองว่าออกไปฆ่าประชาชนและคิดว่าไม่ยุติธรรม ตนเรียนว่าเจ้าหน้าที่รัฐโดนต่อว่าด้วยซ้ำว่ารักษาบ้านเมืองอย่างไรถึงมีคนมาบุกรุกและนำประเทศเป็นตัวประกันได้แบบนี้ และคิดว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอย่างอะลุ่มอะล่วยด้วยซ้ำและไม่อยากสรุปตรงนี้เองแต่ขอให้ไปย้อนทบทวนสถานการณ์ตอนนั้น
ห่วงปัญหาไฟใต้ ชี้ งานไม่มีดุลภาพ-ตั้งหน่วยงานเพิ่ม ดีขึ้นหรือไม่อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ
นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)กล่าวถึงปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ตนไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากพ้นตำแหน่งแล้ว แต่ยังติดตามอยู่ตลอดเวลา ปัญหานี้เป็นความไม่สมดุลในการทำงาน เช่น เอกภาพ การประสานงาน ความชัดเจนการทำงานเชิงนโยบาย โดยปัญหานั้นมีการใช้ความรุนแรงแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟัน ไม่เหมือนเหตุการณ์เดือน พ.ค.2553 เพราะหากใช้อาวุธคนเดือดร้อนคือประชาชน
นายถวิล กล่าวต่อว่า สิ่งที่บอกว่าขาดความสมดุลคืองานอื่นๆ ยังทำได้ไม่เต็มที่และควรเห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย เพราะสถานการณ์ไม่ปกติ เพราะพวกเราอยู่ในกทม.จะเดินสบาย แต่เมื่อพวกเราเดินในภาคใต้จะเดินได้ไม่เต็มที่และปลอดภัย
“ที่ผมพูดแบบนี้ได้เพราะที่ผ่านมาผมลงพื้นที่ ส่วนสิ่งที่รัฐบาลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้น มันช่วยได้ระดับหนึ่งแต่การพัฒนาพื้นที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ ความปลอดภัยของประชาชนดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ควรเดินให้ทัน ทหารกับฝ่ายความมั่นคงจะใช้ความรุนแรง ก็จะเจอกับดักกฎหมาย เมื่อใช้ พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็เข้าไม่ทันกระบวนการและไม่ทันกับการระงับเหตุ แต่เมื่อนำ พรก.ฉุกเฉินมาใช้ก็เกิดผลข้างเคียง อย่างนี้จะไล่ทันการรักษาความสงบ ด้วยกฎหมายพิเศษหรือไม่ และปรับมาลงสู่การใช้กฎหมายธรรมดาได้หรือไม่ และพวกเราซื้อเวลาแบบนี้มาร่วมเจ็ดปีเศษแล้วแต่ก็ยังไม่ได้” นายถวิล กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลควรปรับวิธีการแล้วหรือไม่ อดีตเลขาฯสมช. กล่าวว่า มีการปรับปรุงมาเยอะแยะแล้ว การแก้ไขโดยตั้ง ศปก.จชต.เป็นความพยายาม ส่วนจะดีขึ้นหรือไม่มันอยู่ที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนกลางจะตั้งอะไรก็ตั้งไปเถอะ หากไม่สามารถผลักดันการปฏิบัติการในพื้นที่ได้ มันย่อมไม่เกิดผลเพราะของจริงมันอยู่ในพื้นที่
เมื่อถามว่า เหตุใดผู้ก่อเหตุมีไม่มากแต่แข็งกร้าว นายถวิล กล่าวว่า เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวประชาชนในพื้นที่ก็กลัวโจร แต่ก็ไม่ไว้ใจรัฐ ตรงนี้มันน่าเห็นใจ
เมื่อถามว่า แสดงว่าศปก.จชต.ไม่ใช่กลไกแก้ปัญหาที่แท้จริง นายถวิล กล่าวว่า หากสามารถทำให้การขับเคลื่อนในพื้นที่ ก็ให้รุกงานพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ที่ไม่ใช่การเมืองเดินหน้าได้นั่นก็เป็นผลดี หากไม่ได้ก็ไม่มีผลใดๆ งานของฝ่ายทหารนั้นคิดว่า หากให้ไปรบราฆ่าฟันทหารย่อมไม่หวั่นเกรงแต่จะทำแบบนั้นไม่ได้เพราะไม่ใช่การต่อสู้เผชิญหน้ากัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเป็นแบบนี้จะเลี้ยงไข้ไปเรื่อยๆ นายถวิล กล่าวว่า จะพูดแบบนั้นไม่ได้ หากพูดแบบนั้นมันจะเป็นการโด๊ปเพื่อให้แข็งแรงขึ้น เเต่จะให้ใช้อาวุธและความรุนแรงมันจะเสียหายมากขึ้น



