ข่าว

ประชานิยมยิ่งลักษณ์ ภาคเอกชนตาย-ข้าวไทยหายนะ

ประชานิยมยิ่งลักษณ์ ภาคเอกชนตาย-ข้าวไทยหายนะ

22 ส.ค. 2555

ประชานิยมยิ่งลักษณ์ ภาคเอกชนตาย-ข้าวไทยหายนะ

ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีการบริหารงานของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดประชุมวิชาการเรื่อง 'หนึ่งปีกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล' ด้านการเงินการคลัง และการเกษตร

�ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายนโยบายการเงิน การคลัง แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือช่วงท้ายที่คาดการณ์ถึงอนาคตเศรษฐกิจไทยว่าอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว และค่าเงินผันผวน โดยพิจารณาจากเศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ของโลก คือ จีน สหรัฐ ยุโรป ดังนี้

�ปัจจุบันเศรษฐกิจ จีน ขยายตัว 7.6 เปอร์เซ็นต์ และจีนคงไม่กระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนปี 2551-2552 ด้วยเหตุผลดังนี้ หนี้สาธารณะจีนอยู่ที่ 44 เปอร์เซ็นต์ ถ้ารัฐบาลจีนต้องรับภาระธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่เร่งปล่อยสินเชื่อ ภาระการคลังทั้งหมดอยู่ที่ 82 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นอกจากนี้ตลาดแรงงานที่มีอายุ 15-19 ปี ลดลงตั้งแต่ปี 2548 หากดูตลาดแรงงานปัจจุบันจากสัดส่วนของงานที่ประกาศรับสมัคร หารด้วยแรงงานที่หางานทำมากกว่าหนึ่ง แปลว่าขาดแคลนแรงงาน ประกอบกับปีที่แล้วอัตราค่าจ้างเพิ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น รัฐบาลจีนไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตมากกว่านี้ เพราะแรงงานไม่เพียงพอ และไม่มีปัญหาอัตราจ้างงาน

�อเมริกา เศรษฐกิจไตรมาสสองขยายตัว 1.5 เปอร์เซ็นต์ ที่ขยายตัวได้มาก เพราะหลังวิกฤติใหม่ๆ คนออมมาก เศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ พอคนเริ่มใช้เงิน การออมลดลง คล้ายๆ การออมก่อนเกิดวิกฤติ ตอนนี้ครัวเรือนสหรัฐใช้จ่ายน้อยแล้ว ไม่โตไปกว่านี้

�ประการสำคัญ คือ 1) สิ้นปี 2555 สหรัฐขาดดุลเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นปีที่สี่ หนี้ต่อจีดีพีของสหรัฐสูงเกินระดับที่ควรเป็น ฉะนั้น รัฐบาลต้องเริ่มลดงบประมาณ ตามที่คองเกรสกับรัฐบาลตกลงคือ ต้องลดการขาดดุลงบฯ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสี่ปี 2) มาตรการชดเชยการว่างงาน จะสิ้นสุดสิ้นปี 2555 อาจหยุดหรือลดลง ที่ผ่านมารัฐบาลได้ต่อมาตรการนี้มาสองปีแล้ว มูลค่าประมาณแสนล้านดอลลาร์ 3) รายได้จากค่าจ้างที่รัฐบาลเคยลดภาษี 2 เปอร์เซ็นต์ ในที่สุดสหรัฐต้องตัดสามส่วนนี้ออกไป อาจต้องขึ้นภาษี และลดการใช้จ่ายพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจสหรัฐอาจแย่ลงอีกในไตรมาสที่สี่

�ส่วน เศรษฐกิจยุโรป พิจารณาเป็นรายกรณี ดังนี้

�1) กรีซ ล่าสุด ไอเอ็มเอฟประกาศว่าไม่ให้เงินสนับสนุน แม้กรีซปรับโครงสร้างหนี้ครั้งแรกแต่หนี้สาธารณะยังอยู่ 153 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ลดมากกว่านี้ไม่ได้ และส่วนใหญ่เป็นหนี้รัฐบาล หากกรีซตกลงกับประเทศเจ้าหนี้ไม่ได้ อาจพักชำระหนี้ (default) ซึ่งจะเกิดปัญหาใหญ่ไม่แพ้เลห์แมน 2) สเปน แม้รัฐบาลมีหนี้ไม่มากแต่เศรษฐกิจหดตัว และมีปัญหากล่าวคือ ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ต้องใช้เงินอุดหนุนแสนล้าน, (รัฐบาลท้องถิ่น 6 มลรัฐมีหนี้สินมากและขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ)

�3) อิตาลี มีหนี้สาธารณะ 123 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เกินระดับควรเป็น (ไม่ควรเกิน 90) ปัญหาคือ อัตราการว่างงานสูง เศรษฐกิจโตช้ามาก เศรษฐกิจโต 1 เปอร์เซ็นต์ หากขาดดุลนิดเดียว หนี้สาธารณะก็เพิ่ม ฉะนั้น ยุโรปจะมีปัญหาเรื้อรัง

�จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจหลักๆ ของโลก คือ อเมริกา ยุโรป จีน หดตัวหมด นี่คือทิศทางเศรษฐกิจที่เราจะเจอหลังจากนี้ และว่าจากการศึกษาของสถาบันวิจัยหลายทั่วโลก ถ้ากรีซออกจากอียูประเทศเดียว คงส่งผลทางเศรษฐกิจรุนแรงมากกว่ากรณีซับไพร์ม แต่ความผันผวนสูง คือมีผลกระทบถึงสเปน อิตาลี เนื่องจากยุโรปไม่ใช่ประเทศเดียวกัน

�ถ้ากรีซพักชำระหนี้ขึ้นมา สเปน อิตาลี อาจรอด แต่กว่าจะรอดได้ ยุโรปจะมีปัญหาอีก 4-5 ปี ถ้าประชาคมเศรษฐกิจยุโรปแตก หลายโบรกเกอร์ชั้นนำของโลกสรุปตรงกันว่า ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจถดถอย แต่เป็นเศรษฐกิจตกต่ำ

����0�0�0
�
รศ.สมพร อิศวิลานนท์ สถาบันคลังสมองแห่งชาติ ประเมินนโยบายด้านการเกษตร โดยอธิบายผ่านหัวข้อ ดังนี้ 1) รัฐบาลมีแรงกดดันจากพื้นที่ 2) การตอบสนองต่อแรงกดดันในอดีตทำอย่างไร 3) ภาพคร่าวๆ ของนโยบายเกษตรที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์แถลงในสภา 4) สิ่งที่รัฐบาลทำสร้างความเข้มแข็งหรืออ่อนแอ

�ในอดีต นักการเมือง รัฐบาลทำสนองตอบต่อแรงกดดัน โดยกำหนดเป็นนโยบาย ดังนี้ 1) หาทางเพิ่มประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีช่วยทำให้รายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2) ดูแลด้านการตลาดที่ไม่สมดุล เพราะอำนาจอยู่ฝ่ายผู้ซื้อมากกว่าผู้ขาย 3) ด้านราคา รัฐบาลในอดีตมีมุมมองที่สมดุลกัน โดยแต่ละรัฐบาลดึงแผนพัฒนาโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำการพัฒนาแหล่งน้ำ จัดหาที่ดิน วิจัยและพัฒนา จัดหาสินเชื่อ ในส่วนของกลไกตลาด ได้ปรับปรุงการคมนาคมขนส่ง มีการแทรกแซง พยุงราคาบ้าง แต่ไม่มาก มีการรับจำนำผลผลิต แรกๆ จำนำเพื่อชะลอการขาย...

�ถามว่าหนึ่งปีที่ผ่านมารัฐบาลสร้างความเข้มแข็งหรืออ่อนแอ?

�ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2554 เป็นต้นมา รัฐรับจำนำไม่จำกัดปริมาณในระดับราคา 15,000 บาทต่อตัน สำหรับข้าวเจ้า ความชื้น 15% และ 20,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวหอมมะลิ ซึ่งสูงกว่าราคาในตลาดคือ 1.1 หมื่นบาทต่อตัน จึงไม่มีใครไถ่ถอนข้าวคืน กลายเป็นว่าตลาดข้าวเปลือกผูกขาดโดยรัฐ
�
�"รัฐบาลถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง เพราะพยายามจำนำให้ได้ทุกเม็ด มีข้าวในสต็อกนาปี 6.8 ล้านตัน ปีที่ผ่านมาคือเกษตรฉลาด รู้ว่าน้ำจะมาจึงชะลอการปลูก เพราะข้าวนาปีเป็นวิถีชีวิต ชาวบ้านแถวอีสาน แม่ฮ่องสอน เก็บข้าวไว้กิน มาถึงนาปรัง-มีผลผลิตเกือบ 10 ล้านตัน รวมมีข้าวเปลือกในสต็อกของรัฐ 16.6 ล้านตัน หรือ 11 ล้านตันข้าวสาร รัฐใช้เงินไปแล้ว 2.6 แสนล้านบาทกับโครงการรับจำนำ ถ้าดึงออกจากตลาดตอนนี้จะขาดทุนทันทีหนึ่งแสนล้านบาท"
�
�การที่รัฐบาลรับซื้อราคาสูง ไปตัดทอนศักยภาพเอกชน และรัฐก็ไม่มีความสามารถในการทำตลาดด้วยตัวเอง ดังจะเห็นว่ามูลค่าส่งออกลดไปห้าสิบเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กล่าวคือ นับจากวันที่ 1 มกราคม ถึง 23 กรกฎาคม ส่งออกข้าวได้เพียง 3.86 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 46 ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเหลือเวลาอีกเพียงสี่เดือนสำหรับการส่งออกในปีนี้ หากส่งออกเต็มที่เดือนละ 8 แสนตัน เบ็ดเสร็จอีกสี่เดือนส่งออกข้าวได้ไม่เกิน 2-3 ล้านตัน

�"เราตั้งราคาได้ แต่ขายไม่ได้ ฉะนั้นต้องกลับมาดูตัวเองให้มากขึ้น กระทรวงพาณิชย์ต้องดูตัวเองให้มากขึ้นว่าทำในทิศทางใด แม้แต่ในตลาดเอเชีย ก็ถูกเวียดนามเทคโอเวอร์หมดแล้ว เวียดนามเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ข้าว 5, 15 และ 25 เปอร์เซ็นต์...

�"โดยข้าวที่ไทยส่งออกไปขายยังยุโรป แอฟริกา และมิดเดิลอีสต์ ส่วนใหญ่เป็นข้าวนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นข้าวหอมมะลิ...

�"แต่ถ้ารัฐยังทำแบบนี้ก็พัง เพราะเหมือนซื้อสินค้าคละไปไว้ในโกดังรัฐ ทำให้อุตสาหกรรมข้าวไทยถึงคราวหายนะในอนาคต รัฐบาลแทรกแซงกลไกทำให้ตลาดเสียหายหมด พืชที่ราคาสูงก็แทรกแซงไม่ว่ามันสำปะหลัง ยางพารา การยกระดับราคาที่สูงทำให้ที่ดินสำหรับปลูกพืชอื่นน้อยลง เมื่อมีการแทรกแซงราคาสูง ทำให้คนหันมาปลูกข้าวหนักมือขึ้น"

�ทว่า ในทางกลับกัน ภาคเกษตรกลับลดความเข้มแข็งลง

�"ในอนาคตคนทำการเกษตรจะด้อยคุณภาพลง ตอนนี้เรากินบุญเก่า การจัดที่ดิน ปฏิรูปที่ดิน สิ่งเหล่านี้ช่วยคนจนมาก แต่รัฐไม่ทำให้เห็นภาพชัด..ความไม่ชัดเจนของนโยบายที่บอกว่าเราจะเป็นครัวโลก ควรสร้างมาตรฐาน คุณภาพ แต่กลไกที่ทำ ไม่ได้นำไปสู่มาตรฐานชัดเจนที่จะเป็นครัวโลก" ก่อนปิดท้ายว่า

�ถ้ารัฐบาลทำแบบนี้ต่อไปห้าปี ไม่ต้องพูดถึง

�ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า เกษตรกรไทยจะปลูกข้าวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ หวังขายได้ปริมาณมากๆ ภาคเอกชนผู้ส่งออกคงล้มหายตายจากเพราะถูกลดทอนศักยภาพ บวกกับรัฐทำตัวเป็นเจ้าบุญทุ่ม โดยใช้เงินภาษีคนไทย ซื้อ (เสียง?) ข้าวมาเก็บไว้ในสต็อก ขายออกได้ไม่หมดเพราะไม่มีความสามารถในการดำเนินการ ส่งผลให้ข้าวล้นสต็อก ต้องขายในราคาขาดทุนในที่สุด
�อุตสาหกรรมข้าวไทยไม่ถึงคราวหายนะ ก็ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรแล้ว!