ข่าว

ถอดเอ็มวีออกจากยูทูบ 'แกรมมี่' ปกป้องธุรกิจเพลง?

ถอดเอ็มวีออกจากยูทูบ 'แกรมมี่' ปกป้องธุรกิจเพลง?

21 ส.ค. 2555

ถอดเอ็มวีออกจากยูทูบ 'แกรมมี่' ปกป้องธุรกิจเพลง?

'เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป' เป็นเรื่องที่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของบ้านเราอย่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ รู้ซึ้งถึงผลกระทบนี้เป็นอย่างดี โดยที่ผ่านมาแกรมมี่เองก็ได้พยายามปรับโครงสร้างและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพลงมาหลายต่อหลายระลอก 

 จนมาถึงนโยบายใหม่ การประกาศห้ามมิให้เผยแพร่มิวสิควิดีโอของศิลปินในค่ายลงบนเวบไซต์ ที่ถือเป็นโซเชียลมีเดีย อย่าง youtube.com แต่จะอัพโหลดเฉพาะสปอตของมิวสิควิดีโอ ตัวอย่างเพลง และละคร รวมทั้งสกู๊ปต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู

 วันนี้ พลังแค่ปลายนิ้วคลิกบนเวบ 'ยูทูบ' กลายเป็นพื้นที่อัพโหลดเผยแพร่คอนเทนต์ภาพเคลื่อนไหว ทั้งเพลง มิวสิควิดีโอ ที่สะดวกรวดเร็ว และสามารถแบ่งปัน (share) ผ่านเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ส่งต่อความบันเทิงผ่านสายตาผู้ชมจำนวนมหาศาล ทำให้ยูทูบกลายเป็นเครื่องมือการสื่อสารการตลาด ซึ่งค่ายเพลงน้อยใหญ่ใช้โปรโมตศิลปินในสังกัด โดยมีมาตรวัดความนิยมจากจำนวนผู้ชม (views) ด้านผู้ผลิตคอนเทนต์เองก็หมายมั่นว่ายอดผู้ชมจะส่งผลต่อธุรกิจดาวน์โหลดที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ อันจะสร้างเม็ดเงินติดตามมา 

 แต่จากคำแถลงของ กริช ทอมมัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายธุรกิจเพลง) บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) สะท้อนได้ว่า ยอดผู้ชมที่สูง อาจสวนทางกับรายได้ของบริษัทที่ควรได้รับ เพราะเพลงที่ได้รับความนิยมบนยูทูบนับ 10 ล้านครั้ง อาจไม่ทำรายได้กลับคืนมาให้บริษัท เมื่อเป็นเช่นนี้ แกรมมี่ก็ย่อมต้องพิจารณาช่องทางใหม่ๆ...

 "คนส่วนมากมักจะเอายูทูบไปอยู่ในมือถือ ฟังวนซ้ำหลายๆ รอบ แต่จะมีสักกี่คนที่จ่ายตังค์โหลด แล้วรายได้ของคนทำงานอยู่ที่ไหน การที่เอาสินค้าที่มีต้นทุนไปไล่แจกนั้น มันไม่ถูกต้อง เราจึงจำเป็นต้องขอถอดเพลงและมิวสิควิดีโอแบบเต็มออกจากยูทูบ"

 เขาย้ำถึงสาเหตุการถอดมิวสิควิดีโอว่า เป็นการปกป้องธุรกิจเพลง และอาชีพของคนทำเพลงให้คงอยู่ต่อไป...

 "จากการที่เราดูธุรกิจเพลงของบริษัททั่วโลกว่าเขาแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งอะไรที่เราพอจะทำได้ก็ทำ เพื่อต้องป้องกันตัวเอง เพราะเวลาเจ้าของเทคโนโลยีจะทำอะไรขึ้นมา จะคำนึงถึงเจ้าของสิทธิ มันจะมาดูฟรีไม่ได้ เพราะทุกธุรกิจมีต้นทุน จึงจำเป็นที่จะต้องหาโมเดลมารองรับที่มัน วิน-วินทั้งสองฝ่าย"

 จะว่าไปแล้ว ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือประเทศไทยไม่มีธุรกิจยูทูบ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายที่ยังไม่สามารถมี youtube.co.th ได้ ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณา แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ยูทูบนั้นมีรายได้จากการโฆษณา เอาจำนวนผู้เข้าชมมาก เพื่อใช้ตัดสินใจในการซื้อโฆษณาและการแบ่งสัดส่วนรายได้ให้กับเจ้าของคลิปนั้น

 แนวทางนี้ค้านสายตานักการตลาดอยู่พอสมควร  ต่อบุญ พ่วงมหา กรรมการผู้อำนวยการธุรกิจด้านดิจิทัล เนชั่นมัลติ มีเดีย กรุ๊ป มองว่า แกรมมี่เสียโอกาสสื่อแบรนด์ถึงกลุ่มเป้าหมาย และน่าจะมีผลในทางลบมากกว่าทางบวก โดยเฉพาะการอาศัยในชื่อแบรนด์แกรมมี่ที่มีจำนวนสมาชิกผู้เข้าชมเอ็มวีมากที่สุดในยูทูบ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในระยะยาวของแกรมมี่ในการใช้เป็นช่องทางการโปรโมทศิลปินหน้าใหม่นำเสนอผลงาน 

 "แกรมมี่จะต้องมีคอนเทนต์ที่แข็งแกร่ง จนไม่มีสามารถถูกทดแทนได้ด้วยคู่แข่งรายอื่นๆ แต่โอกาสที่จะชนะนั้นยาก เพราะจะมีคู่แข่งที่ใช้ยูทูบเป็นช่องทางสื่อสารที่เข้มข้นมากขึ้น ที่สุดแล้วการแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยวิธีการนี้ จึงไม่เป็นผลดีกับแกรมมี่"

 ด้านรูปแบบการนำเสนอธุรกิจเพลงของค่ายเพลงคู่แข่งก็เกิดการปรับตัวเช่นเดียวกัน ศุภชัย นิลวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานเพลงลูกทุ่ง บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปี 2555 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 ธุรกิจดิจิทัลเติบโตสูงขึ้นถึง 23 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 67 ล้านบาท เป็น 84 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าสัดส่วนจะเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจเพลงดิจิทัลจะมีส่วนแบ่งรายได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต

 "จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ธุรกิจค่ายเพลง ที่ทำหน้าที่เป็นคอนเทนต์โพรวายเดอร์ต่างปรับตัวสู่ธุรกิจสื่อโดยอาศัยคอนเทนต์เพลงที่มีเป็นตัวดึงดูดผู้ชม ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า มีกำไรมากขึ้นด้วยช่องทางของตัวเอง"

 ด้าน สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ @HereHorRS เกี่ยวกับกรณีการงดเผยแพร่เอ็มวีบน youtube ว่า หากแฟนเพลงใช้ยูทูบเป็นที่ติดตาม ดูฟังเอ็มวีแล้วช่วยกันไปโหลดแบบถูกลิขสิทธิ์ เห็นใจค่ายและศิลปินที่รักบ้าง...

 สำหรับอาร์เอสนั้น มีช่องทางหลักในยูทูบ คือ RSVDO และ KamiKaze  หากเปรียบเทียบระหว่างสองค่าย จากข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2555 ใน www.zocialrank.com ระบุถึงฐานสมาชิกในช่องยูทูบของอาร์เอส มีจำนวน 144,453 คน น้อยกว่าสมาชิกของ GMM Grammy Official ใน YouTube ที่มีอยู่ถึง 304,467 คน

ซึ่งยังไม่นับรวมฐานสมาชิกของบริษัทในเครือ อาทิ ช่องในเครือ genie records, Werecordsgmm สนามหลวง, exactchannel และค่ายลูกอื่นๆ รวมมากกว่า 500,000 คน ทำให้แกรมมี่มีฐานผู้ชมกว้างขวาง มีกลุ่มแฟนเพลงหลายกลุ่ม หลายวัย แตกต่างจากอาร์เอส ที่เน้นผลิตเพลงที่มีฐานในกลุ่มวัยรุ่น การมีกลุ่มแฟนคลับที่ชัดเจน ทำให้ยอดดาวน์โหลดเพลงยังเติบโตอย่างน่าพอใจ

 แม้แกรมมี่จะวางทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการชมมิวสิควิดีโอของศิลปินในเครือได้ที่ www.gmember.com ซึ่งผู้บริหารแกรมมี่ยืนยันว่าสามารถรองรับได้ถึง 10,000 คนต่อวินาที

 พร้อมกันนั้น สุรชัย เสนศรี กรรมการผู้จัดการ หน่วยงานจีเอ็มเอ็ม อินเตอร์ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ยังกล่าวถึงช่องทาง ITunes store ว่าจะเป็นอีกหนึ่งบริการดาวน์โหลดเพลงอย่างถูกกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดและน่าเชื่อถือที่สุดของโลก เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ไอโฟน และผู้ใช้แอพพลิเคชั่น iTunes ทั้งนี้ แกรมมี่ ได้นำเพลงฮิตทั้งในอดีตและปัจจุบันกว่า 20,000 เพลง เข้าไปบรรจุในไอทูนส์ สโตร์ ไทยแลนด์ ทั้งนี้ แกรมมี่คาดว่าถึงสิ้นปีนี้ น่าจะมียอดดาวน์โหลดกว่า 5 แสนครั้ง และคาดว่าจะมีรายได้จำนวนมหาศาล

 รวมทั้งแฟนเพลงสามารถรับชมมิวสิควิดีโอ ผ่านแพลตฟอร์มในช่องรายการโทรทัศน์ของ GMM เช่น Green Channel, Fan TV, Bang Channel, Act Channel, Play Channel, Gmm music การดาวน์โหลดผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ แม้อาจจะยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชมได้เหมือนกับยูทูบ แต่ผู้บริหารแกรมมี่เชื่อว่าถ้าผู้บริโภคคนเสพเพลงที่เคารพและเห็นใจคนทำเพลง น่าจะเข้าใจ

 ถึงที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะปรับเข้าหาช่องทางการนำเสนอที่แกรมมี่เตรียมผลักดันไว้หรือไม่ ยอดดาวน์โหลดที่ถูกตามลิขสิทธิ์ทั้งเพลง เอ็มวี ริงโทน เพลงรอสายจะกระเตื้องขึ้นหรือไม่หลังนโยบายนี้ 

 การปรับกลยุทธ์ครั้งใหม่ของแกรมมี่ ก็เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน 

(ภาพจาก dontemtem.com )