ข่าว

'อภิสิทธิ์'จี้รัฐคุ้มครองจนท.เรือนจำ

'อภิสิทธิ์'จี้รัฐคุ้มครองจนท.เรือนจำ

21 ส.ค. 2555

'อภิสิทธิ์' จี้ รัฐคุ้มครองจนท.เรือนจำ ป้องกันขบวนการค้ายาลอบฆ่า เชื่อมีความจงใจนำเอกสาร ศอฉ.มาเผยแพร่ ชี้ไม่ใช่เอกสารลับ พร้อมเปิดซีรีย์ถล่ม 1ปีรัฐบาล ตอน2 พบทุจริตอื้อ!

                        21 ส.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้คุมเรือนจำนครศรีธรรมราชถูกลอบสังหารจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เข้มงวดว่า การคุ้มครองคนที่ปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรต้องเข้าไปดูและสนับสนุนการทลายเครือข่ายผิดกฎหมายในเรือนจำ ซึ่งรัฐบาลที่แล้วได้ริเริ่มไว้ โดยรัฐต้องเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมาย และต้องให้ความมั่นใจกับเจ้าหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยด้วย ซึ่งหัวใจของการแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ได้อยู่ที่การแถลงผลงาน แต่อยู่ที่การทำงานอย่างต่อเนื่อง

 

'มาร์ค' เชื่อมีความจงใจนำเอกสาร ศอฉ.มาเผยแพร่ ชี้ไม่ใช่เอกสารลับ

 

                        นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดเผยเอกสารของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ระบุว่าในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 2553 มีการใช้สไนเปอร์ ว่า เป็นไปตามที่กองทัพชี้แจงว่าไม่ใช่เอกสารลับอะไร แต่เห็นว่าเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่จงใจนำออกมาเผยแพร่เพียงบางส่วน โดยไม่ได้นำออกมาทั้งหมดเพื่อให้เห็นภาพว่าของจริงคืออะไร ซึ่งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ควรจะต้องยืนยันในสิ่งที่ตัวเองได้รับรู้ทั้งหมดในการทำงานและทราบเจตนาของคนทำงานในขณะนั้นอยู่แล้ว ว่า ทุกหน่วยงานพยายามที่จะระงับยับยั้งเหตุการณ์วุ่นวายในการชุมนุม และพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดการสูญเสีย ส่วนที่บอกว่าดีเอสไอเป็นเครื่องมือรัฐบาลนั้น

                        ขอย้ำว่าหน่วยงานราชการเป็นเครื่องมือรัฐบาลในเชิงนโยบายไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง ดังนั้นในวันที่ 27 ส.ค.ที่เชิญตนกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไปให้ข้อมูล จะรอดูว่า ผิดเพี้ยนไปจากที่เคยมีความเห็น และจากที่เคยรับรู้รับทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน

 

'อภิสิทธิ์' ยันไม่เสนอร่างพรบ.ปรองดองประกบ

 

                        นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา เซ่งไพเราะ ฝ่ายกฏหมายประธานสภาผู้แทนราษฏร ระบุว่าในการประชุมวันพฤหัสบดีที่ 23 ส.ค.นี้จะมีการหารือพรบ.เพื่อความปรองดองแห่งชาติว่า ไม่ควรจะมาสร้างปัญหาหรือสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามหากจะหยิบยกร่างกฏหมายดังกล่าวมาพิจารณาตามข้อบังคับแล้วจะพิจารณาได้สัปดาห์หน้า

                        ทั้งนี้เห็นว่าการพูดเรื่องดังกล่าวเป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดความสับสน และแม้ใครจะยื่นร่างพรบ.ปรองดองที่มีเนื้อหาสาระดีอย่างไร สุดท้ายก็จะยึดร่างรัฐบาลเป็นหลัก พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันไม่เสนอร่างพรบ.ปรองดองประกบ เพราะไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมหรือล้างผิดให้คนโกง และคิดว่าวันนี้สังคมมาไกลกว่าที่นายวัฒนาพูดที่ว่าชื่อปรองดองแปลว่าดี ดังนั้นรัฐบาลควรถอนร่างกฎหมายนี้ออกไปและเอาเวลามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาภาคใต้จะดีกว่า

 

'ชวนนท์'อัด'รบ.ปู'กู้มากกว่า'รบ.มาร์ค'หวั่นซ้ำรอยวิกฤติ40

 

                        นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ออกมายืนยันตัวเลขการส่งออกว่าไตรมาสที่ 3 จะลดลงเหลือ 7.3 % จาก 15.1 % ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกข้าวที่ลดลง 37.6 % และยางลดลง 26.8 % ซึ่งเรื่องนี้นายธนินทร์ เจียรวนน​ท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ออกมาระบุว่าผลกระทบจากเศรษฐกิจยุโรปจะส่งผลต่อประเทศไทยในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเวลานี้ยังไม่พบมาตการรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ พบว่ามีเพียงกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเดียวที่ยังยืนยันเป้าส่งออก 15 % ในขณะที่ภาควิชาการ เอกชน จนสภาพัฒน์ฯ​ออกมาปรับเป้าการส่งออกลดลง ​มีเพียงแค่กระทรวงพาณิชย์​ที่ไม่ยอมรับความจริง

                        นายชวนนท์ กล่าวอีกว่า กรณีที่เคยกล่าวหาว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ดีแต่กู้นั้นจากข้อเท็จจริงแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 52 กู้เงินเพียง 7.6 แสนล้านบาท แต่ รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1 ปี กู้เงิน 1.4 ล้านบาท มากกว่ารัฐบาลที่แล้วสองเท่า ไม่ว่าจะเป็นงบขาดดุล 55 จำนวน 4 แสนล้านบาท งบ56 ขาดดุล 3 แสนล้านบาท เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท กองทุนประกันภัย 5 แสนล้านบาท เงินโครงการรับจำนำข้าว 3 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับแผนการโยกหนี้กองทุนฟื้นฟู 1.14 ล้านบาทไปอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทย และแผนรัฐบาลเตรียมเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งสร้างภาระให้ประเทศและหวั่นกลัวจะซ้ำรอยวิกฤติปี 40 หากรัฐบาลจะเดินหน้าทำโครงการประชานิยมทำลายระบบเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็จะทำให้เศรษฐกิจพังพินาศได้

 

ปชป.​เปิดซีรีย์ ถล่ม 1 ปีรัฐบาล ตอน 2  พบทุจริตอื้อ!

 

                        นายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.กทม. น.พ.วงรงค์ เดชกิจวกรม ส.ส.พิษณุโลก ได้ร่วมกันแถลงผลตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในซีรีย์ "1ปี ของจริงไม่อิงละคร" ตอนที่ 2 เรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดย นพ.วรงค์ ระบุว่า ครบ 1 ปี โครงการรับจำนำข้าวพบปัญหาเกษตรกรถูกเอาเปรียบ ทั้งโกงความชื้น โกงตาชั่ง พบความไม่ถูกต้องในการดำเนินการทุกขั้นตอนตั้งแต่การสวมสิทธิ์ นำข้าวเก่ามาเวียนเทียน นำข้าวเก่าเสื่อมสภาพมาส่งโกดังกลางแทนข้าวใหม่ เซอร์เวเยอร์เรียกผลประโยชน์ ตลอดจนการประมูลไม่โปร่งใส ทั้งนี้ พบว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามีข้าวร่วมเข้าโครงการ 17.2 ล้านตัน วงเงิน 2.6 แสนล้านบาท คาดว่าจะขาดทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท เกิดการเอาเปรียบเกษตรกรและทุจริต ทำให้เงินที่ไปถึงมือเกษตรกรประมาณ​ 37,250 ล้านบาท โรงสีได้ไป 18,000 ล้านบาท ผู้ส่งออกได้ 23,400 ล้านบาท โกดังและเซอร์เวเยอร์เรียกผลประโยชน์ รับไป 4,200 ล้านบาท และนักการเมือง ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐรับไป 17,150 ล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้ควรจะเป็นของเกษตรกรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จึงไม่แปลกใจที่เห็นคนที่อยู่ในกระบวนการนี้ออกมาปกป้องกระบวนการรับจำนำข้าว

                        นพ.วรงค์ ​กล่าวว่า ในส่วนของโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง พบว่าเกษตรกรถูกเอาเปรียบและไม่ได้เข้าร่วมจำนำ รับเงินช้าตลอดจนถูกสวมสิทธิ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า มีการขยายโครงการนี้ออกไป จากเม.ย.เป็น มิ.ย. ซึ่งช่วงดังกล่าวไม่ใช่ฤดูกาลที่มันสำปะหลังจะมีผลผลิตออกมาจำนวนนำมาก แต่ปรากฏว่าจากการตรวจสอบพบว่าช่วงหลังสงกรานต์มีมันสำปะหลังเข้าโครงการถึง 5.03 ล้านตัน ทั้งที่ ปริมาณรับจำนำก่อนสงกรานต์มีเพียง 4.40 ล้านตันเท่านั้น จึงอยากถามว่ามันเหล่านี้มาจากไหน ผลสรุปของโครงการรับจำนำข้าวและมันสำปะหลังคือ "ทุจริตเสรี" หรือพูดภาษาชาวบ้านคือ "โกงตามใจชอบ"

                        นายสรรเสริญ​ กล่าวว่า ​การจำนำข้าวนอกเหนือจะสร้างปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศแล้ว ยังสร้างปัญหาในระดับเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วย ตัวเลขการส่งออกภาคเกษตรครึ่งปีแรกพบว่าลดลงจากปีก่อน 81,561ล้านบาท​ ซึ่ง​ข้าวลดลง 38,085 ล้านบาท และ ยางพารา ลดลง 48,967 ล้านบาท ซึ่งต้องดักคอว่าการลดลงครั้งนี้ไม่ใช่เพราะผลกระทบจาก ตลาดโลกซบเซา เพราะหากเป็นผลจากตลาดโลกจะต้องลดลงสัมพันธ์กันระหว่าง ปริมาณและมูลค่า ซึ่งพบว่าปริมาณการส่งออกลดลง 48 % ขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลง 36% ดังนั้น​การส่งออกข้าวที่ลดลงมาจากมาจากราคาขายที่สูงขึ้น

                        นายสรรเสริญ กล่าวว่า ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่า ราคาข้าวไทย 5% ที่ขายในตลาดโลก​ 560 เหรียญสหรัฐต่อตัน ​ อินเดียขาย 420 เหรียญสหรัฐและเวียดนามขาย 408 เหรียญสหรัฐ จึงเป็นจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอดว่า ให้รัฐบาลยกเลิกโครงการจำนำข้าว เพราะถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดุลการค้าและ ดุลบัญชีเดินสะพัด จะขาดดุลครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังมีสัญญาณบ่งชี้ชัดว่า ส่อขาดดุลจากตัวเลขครึ่งปีโดยกระทรวงการคลัง เรื่องนี้กระทบต่อรายได้ของประชาชนทุกคนในประเทศ และยังกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจซึ่งก็คือ อัตราแลกเปลี่ยน และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอีกด้วยโดยที่ผ่านมามีการหยั่งเสียงว่าจะนำเงินทุนสำรองมาใช้ด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้พรรคก็ขอคัดค้าน

                        นายสรรเสริญ กล่าวว่า ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ จะมีการแถลงข่าว ซีรีส์ “1 ปี ของจริง ไม่อิงละคร” ตอนที่ 2 “ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ” ต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้ เรื่องราคายางพารา น้ำมันปาล์ม และมะพร้าว โดย นาย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.เกษตรและสหกรณ์

 

'วัชระ' โต้เดือด 'ธาริต' กร้าวไม่ขอโทษคนผิด

                        นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ที่เรียกร้องให้ตนขอโทษจากกรณีที่กล่าวพาดพิงในสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนสงสัยว่า นายธาริตคงกินยาผิดซอง เพราะนายธาริต เคยกล่าวในที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณปี 56 เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 55 ว่า “ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าดีเอสไอเป็นเครื่องมือของฝ่ายรัฐบาลอย่างแน่นอน” ซึ่งคำสารภาพของนายธาริตสอดคล้องกับคำอภิปรายในสภาของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่เคยระบุว่า ดีเอสไอ ผมสั่งได้ ดังนั้น เมื่อนายธาริต ยอมรับว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายรัฐบาล ตนไม่ได้บิดเบือน ใส่ร้าย นายธาริต แต่ประการใด และขอท้าให้นายธาริตไปแจ้งความดำเนินคดีกับตน ถ้าหากคิดว่าตนใส่ร้าย บิดเบือนให้ได้รับความเสียหาย

                        นายวัชระ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายธาริต ระบุว่า ไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางนั้นไม่เป็นความจริง เพราะ พรบ.ข้าราชการพลเรือนปี 51 บัญญัตชัดเจนต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน และประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนข้อ 8 ก็ระบุให้ต้องวางตัวเป็นกลาง จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดอธิบดีดีเอสไอจึงไม่ทราบว่า มีทั้งกฎหมายและประมวลจริยธรรมบัญญัติให้วางตัวเป็นกลาง ซึ่งตนไม่เคยเหยียบย่ำข้าราชการประจำ แต่ต้องการเปิดหน้ากากข้าราชการระดับสูงให้สังคมได้รับรู้ว่านายธาริตไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง การที่ให้ตนขอโทษผ่านสื่อ ตนยืนยันว่า พ่อไม่เคยสอนให้ขอโทษคนผิด แต่นายธาริตต้องต้องกล่าวคำขอโทษต่อข้าราชการดีเอสไอที่ทำให้ดีเอสไอมัวหมอง และขอโทษประชาชนทั้งประเทศ ที่ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนอีกต่อไป ตนไม่เกรงกลัวอธิบดีดีเอสไอ เพราะมีพฤติกรรมที่ไม่ป็นกลาง พูดกลับไปกลับมามาโดยตลอด และพร้อมที่จะต่อสู้คดีกับอธิบดีดีเอสไอคนนี้ สื่อมวลชนต้องถามว่าอธิบดีคนไหนที่ถูกกรรมาธิการถามว่าเป็นอธิบดีกรมจิ้งจกเพราะเปลี่ยนสีตลอดเวลา

 

ปชป.ซัด 'รัฐบาล-ดีเอสไอ' จงใจเร่งรัดคดีสลายชุมนุมปี53

                        นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ดีเอสไอแร่งรัดสอบสวนเหตุการณ์ควบคุมความไม่สงบในช่วงปี 2553 ว่า พฤติกรรมของดีเอสไอและรัฐบาล จะเป็นเรื่องที่สร้างความแตกแยกให้คนในประเทศเพราะรัฐบาลจงจงใจเร่งรัดเฉพาะคดีที่มีแนวโน้มว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจเกี่ยวข้องกับความสูญเสีย แต่คดีพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ทหาร ตำรวจ แม่ค้าสีลม และคนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตกลับไม่มีการพูดถึง โดยรัฐบาลพยายามละเลยเพราะคิดว่าไม่ใช่คนที่ต้องเอาใจ จึงมุ่งที่จะลบล้างปัญหาที่ตัวเองมีส่วนก่อขึ้นมาในอดีต เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งทำให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลเร่งทำคือให้การเยียวยาจากการสูญเสียจนตัวเองได้เถลิงอำนาจ 7.75 ล้าน เอาเงินปิดปากไม่ให้คนเหล่า เรียกร้องสิทธิ และพยายามกลับมาเล่นงานรัฐบาลชุดที่แล้วหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองและมวลชน

                        นายชวนนท์ กล่าวว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นพรรคพร้อมพิสูจน์ความจริงว่าใครอยู่เบื้องหลังความสูญเสีย และความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่จากการเคลื่อนไหวของนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่าไม่มีชายชุดดำ หรือชายชุดดำเป็นฝ่ายเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ก็ขอนำภาพชายชุดดำที่พกอาวุธสงครามแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งหลายคนถูกจับดำเนินคดีไปแล้ว อยากถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้หรือไม่ ทั้งนี้พรรคขอเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามปกติ เพราะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ขึ้นเครื่องบินหนีไปแน่นอน แต่ถ้าเร่งรัดโดยมีเจตนาเล่นงานนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เจ้าหน้าที่รัฐนั้น ตนเชื่อว่าทำไม่สำเร็จเพราะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตรืไม่ได้ เนื่องจากในสำนวนของดีเอสไอก็ระบุชัดเกี่ยวกับชายชุดดำ มีคำรับสารภาพและความเชื่อมโยงในเหตุการณ์กับคนเสื้อแดง รวมทั้งยังมีการรายงานข่าวจากเอเชียไทม์ที่ระบุชัดถึงการเคลื่อนไหวของชายชุดดำในการใช้อาวุธสงคตรามในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ถ้ายังพยายามจะลบประวัติศาสตร์สุดท้ายจะเป็นจำเลยทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอด้วย