ข่าว

นักการเมืองในสังคมปชต.ที่เกลียดนักการเมือง

นักการเมืองในสังคมปชต.ที่เกลียดนักการเมือง

21 ส.ค. 2555

นักการเมืองในสังคมประชาธิปไตยที่เกลียดนักการเมือง : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])


              เรื่องของนักการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครอภิปรายกันมากนักในบ้านเรา ในความหมายที่ว่าตกลงนั้นเรามีความเข้าใจที่เป็นจริงอย่างไรกับนักการเมืองเท่าที่ผ่านมา เรามีอคติอย่างมากกับนักการเมือง โดยเชื่อว่านักการเมืองนั้นแทบจะต้องเป็นส่วนผสมระหว่างพระกับเทวดาในความหมายที่ว่า เราเชื่อว่านักการเมืองนั้นจะต้องเป็นคนดี ในคุณภาพเดียวกับสถานภาพอื่นแล้วเราก็เชื่อว่า ถ้านักการเมืองนั้นดี การเมืองก็จะดี
 
              เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรอกครับ แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ ต่อสังคมประชาธิปไตย เพราะถ้าเราไม่ต้องคิดถึงสังคมประชาธิปไตย เราก็จะสามารถพูดถึงได้ว่า เราต้องการผู้ปกครองที่มาปกครองเรา
 
              แต่ถ้ามาถึงยุคที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว เราก็จะต้องเชื่อว่าเราสามารถปกครองตนเองได้ และในการปกครองตนเองได้ เราก็ต้องการตัวแทนของเรา
 
              เรื่องนี้ไม่เห็นจะน่ายากเย็นอะไรถ้าเราเห็นว่าทุกคนในสังคมนั้นเท่ากัน
 
              แต่ปัญหามันตามมาตรงที่ว่า ในสังคมที่อ้างว่าคนเท่ากันนี่แหละครับ ที่คนบางคนเท่ากันมากกว่าสังคมอื่นๆ ในความหมายที่ว่า การกล่าวหาว่าคนอื่นไม่มีคุณสมบัติเพียงพอจะเป็นนักการเมืองนั้นมักจะมาจากเสียงของคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจมาก
 
              เรื่องนี้จึงขัดกับหลักประชาธิปไตยมากๆ แต่ก็เป็นเรื่องปรกติของสังคมประชาธิปไตย เพราะในทางหนึ่งระบอบนี้ก็เปิดให้ทุกฝ่ายนั้นมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่ในอีกทางหนึ่งการแสดงความคิดเห็นเหล่านั้นก็ส่งผลสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจ ในลักษณะของการครอบงำซึ่งกันและกัน เพราะในสังคมประชาธิปไตยนั้น
 
              การครอบงำมีลักษณะที่ซับซ้อนต่างจากสังคมอื่น เพราะการครอบงำสามารถเกิดขึ้นจากการที่คนส่วนมากนั้นสามารถคล้อยตามคนกลุ่มน้อยได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง
 
              ดังนั้นเราคงต้องตั้งหลักกันก่อนว่า ในประชาธิปไตยนั้น เราต้องการผู้นำที่มีลักษณะอย่างไร จำเป็นไหมที่จะต้องเป็นผู้นำที่มีคุณธรรม
 
              เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งแยกง่ายๆ ว่า ผู้นำนั้นมีสองแบบเหมือนสมัยโบราณคือ ผู้นำแบบที่มีคุณธรรม ทำเพื่อทุกคน กับผู้นำที่ไม่มีคุณธรรม แต่เขาเป็นผู้นำได้ เพราะเขาสามารถได้มาและถือครองเอาไว้ซึ่งอำนาจ
 
              ในอีกด้านหนึ่งที่เราต้องเผชิญก็คือ เราพบว่านักธุรกิจเองก็มักจะชอบอ้างว่าต้องการนักการเมืองที่มีคุณธรรม ไม่โกงไม่กิน แต่ในขณะเดียวกันสังคมก็ไม่เคยถามคำถามว่าการแสวงหากำไรของนักธุรกิจนั้นเป็นกิจกรรมที่มีคุณธรรมหรือไม่ หรือเส้นแบ่งของคุณธรรมของนักธุรกิจในการแสวงหากำไรที่มากเกินไปนั้นอยู่ที่ไหน
 
              ที่เขียนเช่นนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากการแสวงหากำไรของนักธุรกิจนั้นเป็นไปได้ คำถามก็คืออะไรคือสิ่งที่เรารับได้จากการเป็นนักการเมือง ในฐานะอาชีพ ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมองว่าการโกงนั้นเป็นผลประกอบการของนักการเมืองแล้วเราจะต้องรับได้กับการโกง
 
              แต่เราต้องกล้าตั้งหลักมาคิดและประเมินกันว่าทำไมคนจึงเข้าสู่อาชีพนักการเมือง และนักการเมืองเป็นอาชีพที่ใช้อะไรเป็นตัววัดในเรื่องค่าตอบแทน ตราบที่เราไม่ได้มองว่ากิจกรรมการเมืองนั้นเป็นกิจกรรมของอาสาสมัคร และนักการเมืองนั้นมีแรงจูงใจเพียงแค่ให้ได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น
 
              แน่นอนว่านักการเมืองย่อมจะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานว่าจะไม่เอาประโยชน์เข้าตัว แต่ก็ต้องถามว่าเขาจะได้อะไรตอบแทนในแง่ของรายได้ และสวัสดิการ นอกจากนั้นก็คือนักการเมืองนั้นมีแนวนโยบายในแต่ละเรื่องอย่างไร เพราะคนดีจำนวนมากไม่รู้เรื่องนโยบายอะไรเลยเช่นกัน และเราก็ต้องคิดว่าการเมืองอีกหลายเรื่องก็ทำได้เองโดยไม่ต้องพึ่งตัวแทนมากขึ้น
 
              ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเข้าใจว่านักการเมืองไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่พระ และไม่ใช่จอมยุทธ์ แต่คงต้องมาคิดหาหนทางที่จะอยู่ร่วมกับนักการเมืองอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้นครับ