
รวบ!หนุ่มลวงสาวข่มขืนชิงทรัพย์100คดี
นครบาลรวบหนุ่มแสบ แชทลวงสาวข่มขืนชิงทรัพย์ ก่อเหตุโชกโชน 3 ปี 100 กว่าครั้ง สารภาพชิงทรัพย์ ร่วมหลับนอนกับหญิงสาวจริง ปฏิเสธข่มขืน ปัดอ้างเป็นลูกหลานนักการเมือง ชี้เข้าใจผิดไปเอง แค่บอกว่านามสกุลเทียนทอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 55 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.พร้อมด้วย พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รอง ผบช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. และผู้เสียหายร่วมกันแถลงผลจับกุม นายชาคร หรือโอม บุญเชิญ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ที่ 407/55 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2555 ข้อหาลักทรัพย์ และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งผู้ต้องหาก่อคดีมาแล้วกว่า 100 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยจับกุมตัวได้บริเวณแฟลตที่พักย่านลาดพร้าว เมื่อค่ำวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา จากการตรวจค้นในห้องพักพบของกลางเป็นกระเป๋าสตางค์สตรี กระเป๋าสะพาย บัตรเอทีเอ็ม บัตรประชาชนผู้เสียหาย บัตรเครดิต โทรศัพท์มือถือ และโน้ตบุ๊ค รวมแล้ว 136 รายการ
ผบช.น.กล่าวว่า นายชาคร ทำความผิดไว้เยอะมาก ร้อยกว่าคดี ซึ่งยอมรับว่า การสืบสวนจับกุมนั้นยากมาก นอกจากมีหมายจับคดีลักทรัพย์แล้วยังมีหมายจับคดีข่มขืนด้วย รวมแล้ว 5 หมายจับด้วยกันในท้องที่ต่างๆ ที่เจ้าทุกข์ได้เข้าแจ้งความไว้ โดยนายชาคร จะหลอกลวงเหยื่อสาวในเฟซบุ๊ก และมีหญิงสาวตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก จนถึงขั้นมีการประกาศตามล่านายชาคร ทางเว็บไซต์ด้วย และในส่วนของผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อนั้นสามารถเดินทางมาชี้ตัว และแจ้งความเพิ่มเติมได้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกตัวผู้เสียหายทุกคนตามบัตรประชาชนของกลางที่ตรวจพบมาสอบปากคำ เพื่อดำเนินคดีกับนายชาคร ต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.พิสิฏฐ์ กล่าวว่า สำหรับการจับกุมนายชาคร สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายท้องที่ว่าถูกนายชาคร ลักทรัพย์และข่มขืน โดยพฤติกรรมจะหลอกลวงผ่านทางเฟซบุ๊ก จากนั้นจะนัดเจอกับเหยื่อ โดยทำทีพูดคุยตีสนิทให้เหยื่อตายใจ ก่อนจะหาโอกาสลักทรัพย์สินแล้วหลบหนีไป นอกจากนี้ ยังมีหญิงสาวบางรายถูกข่มขืนด้วย ซึ่งผู้ต้องหารายนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้เวลากว่า 3 เดือน กว่าจะติดตามจับกุมตัวมาได้ เพราะเป็นโจรมีเล่ห์เหลี่ยมและไหวพริบสูง
"ที่จับโจรรายนี้ได้ เพราะนายสุเมธ วิวัฒน์วิชา อายุ 48 ปี ช่างภาพนิตยสารดัง ที่ถูกคนร้ายทุบกระจกรถและขโมยเงินสดกับกล้องถ่ายภาพที่ใช้ถ่ายแบบดาราชื่อดัง ณเดชน์ คูกิมิยะ กับญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ไป ซึ่งนายสุเมธ ได้ประกาศว่าอยากจะได้ภาพของดาราคู่นี้คืน กระทั่งเมื่อกลางดึกวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา นายสุเมธ ได้โทรศัพท์มาหาผม และบอกว่ามีชายไม่ทราบชื่อโทรมาบอกว่าเจอกล้องที่มีรูปของญาญ่ากับณเดชน์ และจะคืนให้แต่ต้องแลกกับเงินสด 30,000 บาท ผมจึงเอะใจคิดว่าน่าจะเป็นนายชาคร เพราะมีประวัติเคยก่อเหตุลักษณะแบบนี้ จึงให้ พ.ต.อ.นพศิลป์ นำกำลังไปตรวจสอบจนจับตัวได้ในที่สุด"
รอง ผบช.น. กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากเหยื่ออย่างเดียว ซึ่งจะเข้าไปค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยพิมพ์คำว่า "แจ้งเบาะแสรางวัลนำจับ" จากนั้นก็จะเข้าไปดูข้อมูลและเบอร์โทรศัพท์ไปหลอกเหยื่อเพื่อจะเอารางวัลนำจับ หรืออ้างว่าพบของของเหยื่อแต่ต้องนำเงินมาแลก ผู้ต้องหารายนี้ก่อเหตุหลอกลวงผู้เสียหายมาแล้วนับร้อยราย มีหมายจับ 5 หมาย บุคลิกเป็นคนช่างเอาใจ พูดจาหว่านล้อมคนเก่ง ทำให้เหยื่อไว้ใจหลงเชื่อจนสูญเสียทรัพย์สิน อีกทั้งพฤติกรรมของคนร้ายค่อนข้างระมัดระวังตัวมาก จะเปลี่ยนที่อยู่ทุกสัปดาห์ โดยจะไปเช่าห้องพักต่างๆ ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่อหลบหนีการตรวจค้นของตำรวจและเหยื่อ โดยจากการตรวจค้นภายในห้องพักของผู้ต้องหาพบบัตรประชาชน และเอกสารสำคัญจำนวนมาก คาดว่าน่าจะเป็นของเหยื่อที่ถูกหลอก ขณะนี้พบว่ามีผู้เสียหายที่ยืนยันว่าถูกผู้ต้องหาลักทรัพย์ประมาณ 40 ราย หลังจากนี้จะเร่งประสานผู้เสียหายให้เข้ามาชี้ตัวผู้ต้องหาและตรวจสอบของกลางเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ต่อไป
ด้าน น.ส.เอ (นามสมมติ) หนึ่งในผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของนายชาคร เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า รู้จักกับนายชาคร ผ่านทางเว็บไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง เนื่องจากนายชาคร ได้โพสต์ข้อความทำนองว่าต้องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากอกหักและมีโรคประจำตัวจึงเข้าไปปลอบใจและพูดคุยกันนานประมาณ 1 สัปดาห์ ทั้งทางอินเทอร์เน็ตและทางโทรศัพท์ จากนั้นนายชาคร ได้นัดเจอโดยบอกว่าต้องการพบ เพราะเป็นผู้ที่มีบุญคุณในการให้กำลังใจ และบอกด้วยว่าตนเป็นลูกของนักการเมืองชื่อดัง และพ่อแม่ของเขาต้องการที่จะพบด้วยทำให้หลงเชื่อ
"วันที่นัดเจอกัน พอไปถึงเขาก็บอกให้ไปนวดหน้าขัดหน้าก่อน เพราะพ่อแม่เขาเป็นผู้ใหญ่มีหน้ามีตาเข้าไปพบแบบนี้จะดูไม่ดี ระหว่างนั้นก็เอาโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ และนาฬิกาของเขามาฝากใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายของหนู และรับอาสาจะถือกระเป๋าให้ โดยให้หนูเข้าไปนวดหน้า แต่พอทำเสร็จออกมาด้านนอกก็ไม่เจอแล้ว จึงรู้ว่าโดนหลอก ของที่เขาได้ไปมีเงินสด 1,000 บาท เงินในเอทีเอ็มอีก 7,000 บาท คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอีก 1 เครื่อง"
น.ส.เอ กล่าวอีกว่า ตอนนั้นรู้ตัวว่าถูกหลอกแน่นอน เพราะไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อนายชาคร ได้อีก จึงไปแจ้งความไว้ที่ สน.ลาดพร้าว และพบว่ามีเหยื่อที่ถูกหลอกลักษณะเดียวกับตนมาแจ้งความไว้ทั้งหมด 4 ราย ยอมรับว่านายชาคร เป็นคนพูดจาหว่านล้อมได้ดี พูดให้ตัวเองดูน่าสงสาร ถ้าใครไม่เจอกับตัวเองแบบตนก็คงจะไม่รู้ เพราะมันไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงไปหลงเชื่อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หากเป็นคนอื่นอยู่ดีๆ มีคนมาบอกว่าคิดจะฆ่าตัวตาย คนอื่นก็ต้องเห็นใจและพูดปลอบใจเป็นธรรมดา ตอนนั้นตนก็เหงาๆ ด้วย ตกงานและอกหักด้วย และวันนี้มาพบตัวนายชาคร แล้วไม่อยากจะพูดอะไรมาก อยากจะตบหน้าให้หายแค้น
ด้าน น.ส.บี (นาสมมติ) ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ได้รู้จักกับนายโอม ผ่านทางเว็บไซต์ชื่อดังเช่นกัน เนื่องจากนายชาคร ได้โพสต์ข้อความไว้ทำนองว่าต้องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากอกหักจึงเข้าไปปลอบใจ จากนั้นไม่นานนายชาคร ได้ขอเบอร์โทรศัพท์แล้วโทรมาหา อ้างว่าต้องการพบเพราะเป็นผู้ที่มีบุญคุณในการให้กำลังใจ อีกทั้งพ่อแม่ซึ่งเป็นญาติกับนักการเมืองชื่อดังต้องการพบ และอยากจะขอบคุณที่มาให้กำลังใจนายชาคร ตอนแรกพยายามปฏิเสธ แต่นายชาคร โทรมาขอร้อง จึงยินยอมออกไปพบที่ร้านกาแฟย่านบางนา เมื่อไปถึงที่ร้านพบเพียงนายชาคร แต่ไม่พบพ่อแม่แต่อย่างใด และเมื่อคุยได้สักพักนายชาคร บอกว่า ทรงผมของตนไม่เรียบร้อย อยากให้ไปสระผมใหม่ที่ร้านเสริมสวยใกล้ๆ จึงไปตามคำแนะนำ และระหว่างนั้นนายชาคร ได้เอาโทรศัพท์มือถือและนาฬิกามาฝากในกระเป๋าตนด้วย และบอกว่าจะถือไว้ให้ระหว่างรออยู่ในร้าน แต่เมื่อออกจากห้องสระผมก็พบว่านายชาคร หายไปแล้วพร้อมกับทรัพย์สินต่างๆ เบื้องต้นไปแจ้งความไว้ที่ สน.บางนา อย่างไรก็ตาม อยากฝากเตือนภัยไปยังผู้หญิงว่าอย่าได้หลงเชื่อใครง่ายๆ ให้พิจารณาให้ดีก่อน อย่าให้ความใจอ่อนของผู้หญิงกลายเป็นช่องว่างให้เหยื่อเข้ามาหลอกลวงได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.บี ได้ตั้งแฟนเพจในเฟซบุ๊กเพื่อตามหาคนร้ายรายนี้ด้วยชื่อ "ตามล่าไอ้โอม" โดยมีคนมาแจ้งข้อมูลจำนวนมาก กระทั่งตำรวจตามจับกุมคนร้ายได้ ซึ่งพฤติกรรมของนายชาคร นั้นจะใช้ความไว้ใจของคนเป็นเครื่องมือในการก่อเหตุ เริ่มหลอกลวงเหยื่อตั้งแต่ปี 51 โดยมีอยู่หลายกรณี เช่น หญิงสาวคนหนึ่งถูกนายชาคร ชักชวนไปทำบุญ แต่ระหว่างทางที่นั่งรถแท็กซี่ไปด้วยกัน นายชาคร อ้างว่าหายใจไม่ออก เป็นโรคหัวใจต้องกินอะไรหวานๆ หรือร้อนๆ ทำให้หญิงสาวหลงเชื่อ รีบลงไปซื้อของให้ริมถนนแล้วนายชาคร ก็ให้แท็กซี่ขับรถไปทันที พร้อมๆ กับทรัพย์สิน นอกจากนี้ ยังมีกรณีนัดพบเหยื่อตามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ย่านมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แล้วพูดจาหยอดคำหวานต่างๆ นานา ก่อนจะฉวยโอกาสขโมยทรัพย์สินของเหยื่อไปราว 2 หมื่นบาท แต่ในกรณีนี้ เหยื่อกลัวอับอายไม่ได้เข้าแจ้งความ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อเดือน ก.ย.54 เหยื่อรายหนึ่งประกาศขายกล้องถ่ายรูปผ่านเว็บไซต์แล้วนายชาคร โทรศัพท์ไปติดต่อขอซื้อ จากนั้นนัดพบที่ห้างย่านบางรัก ก่อนจะฉวยโอกาสขโมยกระเป๋าพร้อมกล้องถ่ายรูปไป เหยื่อได้เข้าแจ้งความที่ สน.ยานนาวา และห่างกันไม่นานคนร้ายได้หลอกเหยื่ออีกรายระหว่างนั่งรถแท็กซี่ว่าแน่นหน้าอกเหมือนจะโรคหัวใจกำเริบ เหยื่อตกใจรีบลงมาซื้อของให้โดยลืมทรัพย์สินไว้บนรถ นายชาคร ได้ให้คนขับรถเร่งเครื่องรถออกไปแล้วนำบัตรเอทีเอ็มไปกดเงินในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย
ด้านนายชาคร กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดระหว่างแถลงข่าว พร้อมยอมรับสารภาพว่า ในส่วนคดีลักทรัพย์นั้นขอยอมรับในทุกกรณี แต่ข้อหาข่มขืนนั้น ยืนยันว่าไม่เคยทำเพราะหากจะพูดกันในทุกกรณีลองดูจากภาพวงจรปิดสถานที่ต่างๆ ที่ตนพาผู้หญิงไปร่วมหลับนอนด้วย จะเห็นว่าตอนเดินออกมาจากห้องนั้น ผู้หญิงเหล่านั้นคงไม่เดินจับมือตนออกมาด้วยดี หรือเดินออกมาด้วยท่าทีที่ปกติ
"ผมยืนยันว่ามีผู้หญิงร่วมหลับนอนด้วยประมาณ 15 คนจริง แต่ไม่เคยข่มขืน ส่วนวิธีการหลอกลวงต่างๆ นั้นจะคิดเอาเองไม่ได้เลียนแบบใคร โดยเข้าไปโพสต์ทางอินเทอร์เน็ตแล้วคุยกันและนัดเจอกัน เอาเงินที่ได้ไปใช้จ่ายในครอบครัว ผมมีภรรยาและมีลูก 1 คน ต้องส่งเสียให้เดือนละ 15,000 บาท ก่อนหน้านี้เคยทำงานบริษัท และทำงานร้านอาหาร แต่ช่วงหลังไม่ได้ทำ จึงใช้วิธีการนี้ ทำมา 3 ปีแล้ว ส่วนกรณีที่กล่าวหาว่าผมไปแอบอ้างเป็นลูกหลานนักการเมืองต่างๆ นั้น ผมไม่เคยพูด เขาเข้าใจผิดไปเอง ผมแค่บอกว่าผมนามสกุลเทียนทอง"



