
ชวนยันไม่เคยได้ยินส.ส.ใหม่บี้รมต.ถึงขั้นต้องปรับออก
ชวน ยัน ไม่เคยได้ยิน ส.ส.ใหม่ ไม่พอใจ รมต. ถึงขั้นต้องปรับออก ชี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ส.ส.เกือบ 200 คนต้องพูดบ้าง ไม่สน ส.ส.ฝ่ายค้าน จะยื่นให้ตีความพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเสริมสร้างความมั่นคง 4 แสนล้านบาท เป็นสิทธิตามรธน. ดีกว่าไปทำนอกกฎหมาย จี้
(21 พ.ค.) นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าว 40 ส.ส.ใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจรัฐมนตรีในพรรค และอยากให้มีการปรับรัฐมนตรีบางคน ว่า ในพรรคถือว่าตนใกล้ชิดส.ส.พอสมควร ยังไม่เคยได้ยินใครพูดเรื่องขอให้ปรับครม.ในพรรค แต่อาจจะมีวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีบางคนบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีอะไรรุนแรง โดยอาจจะมีความรู้สึกห่างเหิน คือ ไปติดต่อแล้วไปพบ ขณะเดียวกันก็มีการชื่นชมรัฐมนตรีบางคนที่เข้าพบได้ง่าย ส่วนจะถึงขั้นว่าคนนั้นคนนี้ทำงานไม่ได้เรื่อง ขอให้ปรับออกนั้น ยังไม่ได้ยิน ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องธรรมดาหากมองว่าในหมู่ส.ส.เกือบ 200 คน ที่จะมีการปรารภเรื่องนี้บ้าง
“ถึงขั้นที่ว่าต้องไล่คนนี้ออก ไล่คนนั้นออก ยังไม่มี มีแต่ให้คะแนน เช่นให้คะแนนว่าคนนั้นคะแนนดีกว่าคนนี้ ซึ่งไม่ตรงกัน และที่ว่าพบยากก็ไม่เยอะ เพราะรัฐมนตรีของพรรคก็มีไม่กี่คน และผมไม่ได้ยินเรื่องนั้นเลย มีแต่ว่าขอให้รัฐมนตรีชี้แจง เช่นอยากให้รัฐมนตรีอธิบายชี้แจง ก็ถือว่าเขาพอจะเข้าใจ แต่ทำอย่างไรให้คนทั่วไปเข้าใจด้วย ผมไม่ได้ยินใครพูดว่าให้ปรับรัฐมนตรีคนนั้นออก คนนี้ออก”นายชวน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การทำงานของรัฐบาล 4 เดือนที่ผ่านมาถือว่ามีผลงานน่าพอใจหรือไม่ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องให้คนนอกประเมิน เพราะหากคนในประเมินจะถูกมองว่าเข้าข้างกัน แต่ถ้ามองกันอย่างยุติธรรม ตนคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลทำงานหนักเพื่อแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลนี้เข้ามา ดังนั้นส.ส.ส่วนใหญ่มักจะให้กำลังใจ และยังช่วยกันตรวจสอบองค์ประชุมสภาด้วย ซึ่งยังเคยมีบางคนมาฟ้องตนว่า มีส.ส.บางคนขาดประชุม และให้ตนช่วยพูดกับคนที่ขาดประชุม ซึ่งแสดงว่าส.ส.บางคนก็กังวลอยากจะให้รัฐบาลทำงานได้เต็มที่
นายชวน กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงรัฐบาล บ้านเมืองมีวิกฤติทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ แล้วพรรคประชาธิปัตย์มักจะเข้ามาเป็นแกนนำบริหารในช่วงอย่างนี้ ดังนั้นจึงมีความรู้สึกเข้าใจกัน และมีทางไหนที่จะให้กำลังใจกันก็ต้องช่วยกัน ซึ่งตนได้แนะนำรัฐมนตรีให้ฟังทุกฝ่าย โดยพยายามใช้ความรู้ ประสบการณ์จากคนที่มีประสบการณ์มาแล้ว เช่นไปปรึกษาหารือกับอดีตรัฐมนตรีในบางเรื่อง เพื่อให้การทำงานจะได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การรอบรู้ การเข้าใจ การประเมินเหตุการณ์จะได้สมบูรณ์ขึ้น
ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการนำปัญหาความไม่พอใจของส.ส.ไปพูดคุยกันในการสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 24 พ.ค.นี้ ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพียงแต่ตอนประชุมพรรคเมื่อวันอังคาร ที่ 19 พ.ค.มีวาระของสภามาก จึงเกรงว่าหากพูดคุยกันเรื่องที่เป็นข่าวจะยืดเยื้อ จึงตัดบทกันไปว่าเอาไว้พูดกันวันสัมมนา เพราะต้องเข้าระเบียบวาระ แต่ไม่ได้มีเรื่องคอขาดบาดตายขนาดต้องให้ปรับครม. ซึ่งนายไตรรงค์จึงบอกว่าเอาไว้คุยกันที่อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่มีส.ส.พรรครัฐบาลบางคนเคลื่อนไหว และขู่จะล้มร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 นายชวน กล่าวว่า ขอไม่แสดงความเห็นเพราะเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่เฉพาะภายในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีปัญหามากขนาดนั้น และการที่ส.ส.หนุ่มปรารภถือเป็นเรื่องธรรมดา หากไม่มีคงเป็นเรื่องแปลกและสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยมีการแสดงความเห็นของส.ส.บางคน แต่สมัยนั้นมีความเห็นอกเห็นใจกันมาก แม้กระทั่งขอคนนอกมาเป็นรัฐมนตรี ส.ส.ก็เข้าใจและไม่ได้ห่วงสัดส่วนของตัวเอง
“ปัญหาการสื่อสารระหว่างรัฐมนตรีกับส.ส.ไม่ได้มีมาก เพราะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นส.ส. จึงพอจะเข้าใจว่าปัญหาคืออะไร เพียงแต่บางคนอาจจะงานยุ่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าสังเกตเวลาประชุมพรรค จะเห็นว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่ยังมาประชุม แสดงให้เห็นว่า แม้งานจะยุ่งอย่างไร ยังให้ความสำคัญกับการประชุมพรรค และจำเป็นต้องมาฟังความเห็นส.ส. และยืนยันว่าไม่มีว่าถึงขั้นชี้หน้าชี้ตากัน” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ส.ส.ฝ่ายค้าน จะยื่นให้ตีความพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพ.ศ.2552 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าหากเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็ต้องยอมรับและดีกว่าไปทำนอกกฎหมาย ซึ่งตนถือหลักว่าเมื่อเป็นสิทธิทางกฎหมายก็สามารถทำได้
“ฉะนั้นเมื่อฝ่ายค้านทำตามกฎหมาย แม้รัฐบาลจะรู้สึกว่าทำให้งานของรัฐบาลมีปัญหาช้าหน่อย แต่เมื่อเป็นสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องยอมรับกัน และต้องยอมรับสภา และแม้จะรำคาญบ้าง รู้สึกเสียเวลาบ้าง แต่เป็นการใช้สิทธิ โดยกฎหมายต้องถือเป็นความชอบธรรมที่ทำได้ เพียงแต่เป็นห่วงว่าการแก้ปัญหาจะช้าไปหรือไม่ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเขาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เขาไม่ทำอะไรนอกกฎหมายก็ดีแล้ว เพราะข้อห่วงใยคือ การที่มีการดำเนินการบางอย่างนอกกฎหมาย อันนี้คือข้อห่วงใยมากกว่า” นายชวน กล่าว
จี้ “จุรินทร์" เร่งให้ความรู้การเมืองกับ“เยาวชน”
นายชวน กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาธิปัตย์เสนอตัดมาตรา 237 ในประเด็นยุบพรรคว่า ขอรอฟังคณะกรรมการฯของพรรคก่อน เพราะเวลาพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะพูดเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญ คือ ตนสนับสนุนให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความรู้ด้านการเมืองแก่เยาวชนและคนทั่วไป ซึ่งจะมีผลไปถึงการสร้างการเมืองในระบบที่ชอบธรรม เช่นการให้ความรู้เยาวชนถึงอันตรายของระบบการเมืองซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง และการทุจริตโกงกิน ซึ่งตนได้คุยกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการไปแล้ว ว่าการเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ต้องศึกษา หากเราปล่อยปละละเลยไม่ให้ความรู้กับเยาวชน เมื่อเด็กโตขึ้นมาอาจจะมีความเข้าใจ และค่านิยมผิด ๆ เห็นดีเห็นงามกับพ่อแม่ที่ขายเสียง
ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าควรจะเริ่มอย่างจริงจังในรัฐบาลนี้ หมายถึงเป็นสิ่งนี้ต้องทำนอกเหนือจากที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯทำกัน ใครเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใครมาทำงานด้านนี้ พวกเราเสนอทุกครั้ง ผมเสนอกกต.เกือบทุกชุดว่าไปไล่จับเป็นเรื่องยาก และจะจับได้สำหรับบางกรณี รายใหญ่ ๆ จับไม่ได้ เพราะฉะนั้นการให้ความรู้ถือว่าเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีโอกาสแล้วจะต้องร่วมกันทำอย่างจริงจัง และควรต้องทำทุกระดับชั้น ปลูกฝังกันเรื่อย ๆ เพราะเราจะไปหวังคนรุ่นปัจจุบันมันยาก
“ดังนั้นเราต้องหวังคนรุ่นต่อ ๆ ไปที่โตขึ้นมา ต้องมีความพร้อม การให้ความรู้แก่เยาวชนมีผลต่อพ่อแม่ ถ้าเด็กในบ้านพูดว่าผู้ใหญ่อย่าขายเสียง จะมีผลต่อความรู้สึก เพราะฉะนั้นต้องให้ความรู้จริงๆ ระบบการเมืองที่ล้มเหลวในบางเรื่อง ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้บางอย่างเป็นไปในทางบวก คนส่วนใหญ่สนใจการเมืองมากขึ้น เป็นเรื่องดี คนมีความรู้มากขึ้นเป็น



