
จัดการ หนี้ ให้เป็นพลังด้านบวก
จัดการ หนี้ ให้เป็นพลังด้านบวก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
เห็นข่าวชิ้นเล็กๆ ที่น่าสนใจ พาดหัวข่าวทำนองว่า มนุษย์เงินเดือนพึงระวังภาวะหนี้ท่วมหัว จากนโยบาย "รถคันแรก" ของรัฐบาล และต้องเลือกให้ดีระหว่างซื้อบ้านกับซื้อรถ
เป็นความเห็นของ คุณชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ที่บอกว่า นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่ออกมาจูงใจให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ เดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกของการทำงานเป็นครั้งแรก ใช้สิทธิกู้เงินซื้อรถ โดยได้รับภาษีสรรพสามิตคืนสูงสุด 1 แสนบาทนั้น ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ถ้าใช้สิทธิกู้ซื้อรถคันแรกแล้ว จะไม่สามารถกู้ซื้อบ้านได้ เพราะเพดานการก่อหนี้มีจำกัด
"ผู้ที่จะกู้ซื้อบ้านได้ต้องมีหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้ ซึ่งการผ่อนรถใช้เวลานานสูงสุด 6 ปี ดังนั้น ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อผ่อนรถหมดแล้ว ราคาบ้านจะปรับขึ้นไปอีก ผู้ที่จะกู้ซื้อบ้าน 1 ล้านบาท ต้องมีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท ขณะนี้บ้านราคา 1 ล้านบาทจะอยู่ในแถบชานเมืองหมด สำหรับคอนโดมิเนียมในเมืองราคาก็ปรับขึ้น 100% จาก 2-3 ปีก่อน ราคาเริ่มต้นเฉลี่ยตอนนี้ก็ 2 ล้านบาทขึ้นไปและจะได้ห้องที่เล็กมาก"
ประเด็นคือ เพิ่งเรียนจบ เพิ่งทำงาน ต้องเลือกให้ดีระหว่าง "บ้าน" หรือ "รถ" เพราะความสามารถในการก่อหนี้ มีเพียงแค่หนึ่งสิ่งเท่านั้น
จริงๆ ไม่ต้องอ้างอิงผลสำรวจที่ไหน แค่คิดด้วยตัวเองแบบคร่าวๆ ก็คงนึกออกว่า หลังจากเรียนจบ มนุษย์เงินเดือนหน้าใหม่ย่อมต้องการซื้อรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ตัวเองในการเดินทางไปทำงานและท่องเที่ยวอย่างแน่นอน เพราะประการแรก ราคารถย่อมเยากว่าราคาบ้าน โอกาสในการครอบครองก็ย่อมมีมากกว่า เข้าถึงได้มากกว่า ตอบสนองความต้องการได้มากกว่าบ้าน ซึ่งเด็กไทยส่วนใหญ่ที่เพิ่งเรียนจบก็อาศัยอยู่กับครอบครัว พ่อแม่ มีเพียงน้อยคนนักที่อยากจะแยกออกมาอยู่ตามลำพัง
ดังนั้นแล้ว "รถยนต์" จึงมาก่อน "บ้าน"
เดี๋ยวจะหาว่า พูดลอยๆ เพราะผลสำรวจคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า "นิวบี้" (NewBiES) จากหนังสือ "NewBiES 8 กลุ่มผู้ซื้อใหม่ พลิกโฉมหน้าการตลาดไทย" เปิดเผยสำรวจในหัวข้อ "ของชิ้นใหญ่ชิ้นแรกที่อยากซื้อ" โดยระบุว่า หลังจากเริ่มทำงานมาได้ระยะหนึ่ง และเริ่มมีเงินออมเป็นของตนเอง นิวบี้ส่วนใหญ่จะนำเงินไปลงทุนในด้านต่างๆ แต่ก็มีบ้างที่เจียดเงินเหล่านั้นไปซื้อสิ่งของชิ้นใหญ่ๆ ที่สามารถพูดได้ว่ามาจากหยาดเหงื่อแรงกายของตัวเอง ซึ่ง 42% ของนิวบี้อยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์มากที่สุด อาจเพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางไปทำงานหรือไปเที่ยว และใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ
ส่วนอันดับสอง คือ บ้านหรือคอนโดมิเนียม คิดเป็นสัดส่วน 21% ซึ่งอาจเป็นเพราะคนเหล่านี้ต้องการความมั่นคงในชีวิต เตรียมพร้อมสำหรับการมีครอบครัวและความมั่นคงจะมีได้ก็ต้องเริ่มจากการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ซึ่งจะสังเกตเห็นว่า สองอันดับแรกล้วนแล้วแต่มีราคาแพงทั้งสิ้น ต้องมีระยะเวลาในการเก็บเงินนานพอสมควร
สำหรับอันดับรองลงมา ได้แก่ คอมพิวเตอร์ คิดเป็นสัดส่วน 9% โดยนิวบี้หรือคนรุ่นใหม่ต้องการคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตอบรับสังคมประจำวัน เพราะในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทหลักในชีวิตประจำวันของนิวบี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา การทำงานและกิจกรรมนันทนาการ ในหนังสือเล่มนี้ยังบอกด้วยว่า อีกสิ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่น่าประหลาดใจ คือ นิวบี้เพศหญิงอยากได้สินค้าแบรนด์เนมและโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจหมายถึงผู้หญิงให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ในสังคม ด้วยการใช้สินค้าดังกล่าวเป็นตัวสื่อสาร
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอเลยเถิดไปดูพฤติกรรมการใช้จ่ายของ "นิวบี้" แบบเปรียบเทียบระหว่างตอนที่เรียนหนังสือและยังไม่มีรายได้ กับตอนที่เรียนจบแล้ว และมีฐานะเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วว่า มีข้อแตกต่างหรือเหมือนกันในเรื่องไหนบ้าง ในหนังสือ "NewBiES 8 กลุ่มผู้ซื้อใหม่ พลิกโฉมหน้าการตลาดไทย" บอกว่า ค่าใช้จ่ายอันดับหนึ่งของคนกลุ่มรุ่นใหม่ จะเน้นหนักในเรื่องของ "ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกิน"โดยในวัยเรียน จะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงถึง 31.19% แม้ว่าเมื่อถึงวัยทำงานจะลดลงเหลือ 28.39% แต่ก็ยังคงเป็นค่าใช้จ่ายหลักในอันดับแรกอยู่ดี
ขณะที่รายจ่ายอันดับที่สอง รองลงมาสำหรับกลุ่มที่ยังเรียนอยู่ คือ การออมและการลงทุน ซึ่งอยู่ในสัดส่วน 14.72% เหมือนกับกลุ่มที่ทำงานแล้ว ที่ให้ความสำคัญกับการออมและการลงทุนในลำดับที่ 2 เพียงแต่สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นจากวัยเรียน เป็น 26.62% ซึ่งใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารการกินมาก ตรงนี้อาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อทำงาน หาเงินด้วยตัวเอง ก็ย่อมรู้จักค่าของเงินเพิ่มมากขึ้น ทำให้เน้นการเก็บออมเพิ่มมากขึ้น และลดค่าใช้จ่ายเรื่องของการกินลง
ความแตกต่างระหว่างกลุ่มนิวบี้ที่เรียนหนังสืออยู่และนิวบี้ที่เริ่มทำงานมีรายได้ จะเห็นชัดขึ้นในเรื่องที่สาม เพราะกลุ่มที่ยังเรียนหนังสือให้ความสำคัญกับ "เรื่องเที่ยว" เป็นอันดับที่ 3 ในสัดส่วน 13.58% ส่วนนิวบี้กลุ่มทำงานแล้ว จะให้ความสำคัญกับ "เสื้อผ้า หน้า ผม" เป็นอันดับที่ 3 ในสัดส่วน 13.8% ซึ่งเป็นไปได้ว่า กลุ่มที่ทำงานแล้วต้องก้าวเข้าสู่สังคมการทำงาน ทำให้ต้องปรับปรุงบุคลิกภาพมากกว่าจะเน้นเรื่องเที่ยวเหมือนกลุ่มที่ยังเรียนหนังสือ
ดังนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัยเริ่มต้นทำงานของเด็กไทยที่พ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่วัยทำงาน ที่จะเริ่มจากของชิ้นใหญ่ชิ้นแรกเป็น "รถยนต์" ก่อนจะสะสมเก็บออมรอบใหม่จนมีเงินมากที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียม ซึ่งก็พอดีกับช่วงอายุที่เริ่มสร้างครอบครัว ส่วน "องค์ประกอบอื่นๆ" ในชีวิตที่เหลือ ก็ว่ากันไปตามสภาพ
สำคัญที่สุด คือ ไม่ว่าจะ "รถ" ก่อน หรือ "บ้าน" ก่อน อยู่ที่การจัดการกับหนี้สินก้อนใหญ่ทั้งสองก้อน ที่ต้องสามารถบริหารจัดการได้ ชีวิตต้องวางแผน จะก่อหนี้ก็ต้องวางแผน จัดลำดับก่อนหลังและบริหารจัดการ "หนี้" อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การก่อหนี้เป็นพลังในการสร้างทรัพย์สิน ไม่ใช่ปล่อยให้การก่อหนี้ลดทอนความมั่นคงและความมั่งคั่งในอนาคต จนกลายเป็นปัญหาบานปลายเกินเยียวยา
...............................
(จัดการ หนี้ ให้เป็นพลังด้านบวก : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



