
รื้อแฟ้ม30บาทกลับมา(ได้)เสีย
รื้อแฟ้ม 30 บาทกลับมา (ได้) เสีย
ทันทีที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายใต้การกุมบังเหียนของรัฐบาลชุดปัจจุบันร่ายเวทย์ปลุก "โครงการสุขภาพดีถ้วนหน้า 30 บาท รักษาทุกโรค" ให้ฟื้นคืนชีพ โดยเรียกเก็บ 30 บาท เป็นค่ารักษาจากประชาชนกลุ่มเป้าหมายอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกยกเลิกไปจากนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อนำไปพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทยให้ดีขึ้น และหวังว่าการเรียกเก็บเงินจะเป็นเครื่อง "กีดขวาง" มิให้ประชาชนไปใช้บริการโดยพร่ำเพรื่อ...ทั้งเสียงโอนอ่อนตามและไม่เห็นด้วยก็ดังพอๆ กับเสียงประกาศชัด 1 กันยายนนี้เริ่มไขก๊อกแน่นอน
30 บาทราคาเทียบเท่าข้าวแกง และน่าจะทำให้รัฐมีรายได้ 1-2 พันล้านบาทต่อปี เงินส่วนนี้จะงอกเงยหรือไม่ แล้วผู้ใช้บริการล่ะเห็นอย่างไร ดาราณี สรรญศรี วัย 27 ปี ลูกจ้างร้านข้าวแกงชาวต่างด้าวกัมพูชา ยอมรับว่าให้ความเห็นอะไรได้ไม่มากเพราะไม่ใช่คนไทย แต่จากการมีสิทธิ์ได้ร่วมโครงการมา 7 ปี ทั้งเคยจ่าย 30 บาท แล้วยกเลิกไปและกำลังจะกลับมาเก็บอีกครั้ง รู้สึกว่าแม้จะเก็บหรือไม่เก็บก็ไม่ได้รับการดูแลดีเท่าที่ควร
"ตอนไปตรวจหมอก็ซักถามอาการไม่กี่คำแล้วสั่งจ่ายยา ทั้งๆ ที่บางครั้งอยากให้มีเวลาได้บอกเล่าอาการให้ละเอียดกว่านี้ นอกจากนี้ยังใช้เวลารอคิวกว่าค่อนวัน ทำให้เสียเวลาในการทำมาหากิน ซึ่งเทียบกับการจ่ายค่ารักษาเองแพงกว่านี้แล้วได้รับการดูแลดีพอสมควรเลือกจ่ายแพงดีกว่า สำหรับลูกจ้างที่เงินเดือนไม่มากถือว่าโครงการนี้ลดค่าใช้จ่ายประจำวันลงได้มาก ถึงจะกลับมาเก็บอีกก็คงไม่กระทบเท่าไหร่เพราะยังดีกว่าที่ประเทศกัมพูชา รัฐบาลช่วยเหลือเพียงค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 700 บาทเท่านั้น" ดาราณี กล่าว
ส่วนนักศึกษาสาวปี 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "ปริม" กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา กล่าวว่า โดยส่วนตัวยังไม่เคยมีโอกาสใช้บริการ 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาล แต่คุณพ่อกับคุณแม่เคยมีโอกาสได้ใช้บ้าง ส่วนตัวมองว่ามาตรการในการรักษาแบบนี้ ยังไม่น่าเชื่อถือเมื่อเทียบกับการรักษาแบบจ่ายเงินเต็มจำนวน เนื่องจากเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์แต่ละชิ้น มีต้นทุนในการรักษาค่อนข้างสูง ดังนั้นการจ่ายเงินแค่ 30 บาท อาจจะได้รับการรักษาที่ไม่เท่าเทียมกันก็ได้
"จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ที่ไม่ต้องจ่าย 30 บาท ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่มีรายได้ แต่ตอนนี้ต้องกลับมาจ่ายกันอีกครั้ง รู้สึกเห็นใจคนที่ไม่มีรายได้จริงๆ รัฐบาลควรจะรักษาฟรีให้กับคนไม่มีรายได้ด้วยซ้ำ เพราะเรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ อาจจะจำกัดเอาไว้ว่าเฉพาะโรงพยาบาลรัฐบาลก็ได้ รัฐบาลน่าจะรองรับเรื่องสวัสดิการสังคมตรงนี้ให้ดียิ่งขึ้น เพราะคนที่เขามีรายได้มากเขาอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้บริการตรงนี้ เนื่องจากมีประกันสังคมหรือประกันชีวิตคอยช่วยเหลือ อย่างที่บ้านคุณพ่อคุณแม่เคยใช้บริการ 30 รักษาทุกโรคมาบ้าง แต่เป็นการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เช่น โรคทั่วไปหรือการตรวจหารักษาโรคเบื้องต้น แต่ถ้าป่วยหนักเราจะจ่ายเองมากกว่า หรือไม่ก็อาศัยประกันชีวิต เพราะไม่มั่นใจในเรื่องของมาตรฐานการรักษาเท่าที่ควร" นักศึกษาสาว แจกแจง
ด้าน "ยักษ์" ปริญญา แดงถนอม ชาว อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เผยว่า ด้วยความที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด จึงมีโอกาสได้ใช้บริการบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาลบ่อยครั้ง เนื่องจากการเดินทางค่อนข้างสะดวก คนไปรับบริการไม่เยอะเหมือนในกรุงเทพฯ ยิ่งหากเป็นกรณีเจ็บป่วยหนักหรือต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ตรงนี้จะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว
"ช่วงที่ไม่มีการเก็บค่ารักษาพยาบาลถือเป็นเรื่องที่ดีมากต่อประชาชนในระดับล่างที่มีรายได้น้อย จึงไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐจึงมีนโยบายกลับมาเก็บอีกครั้ง โดยส่วนตัวไม่ได้รับผลกระทบ แต่สำหรับคนที่รายได้น้อยก็อาจกระทบบ้าง เพราะนอกจากค่ารักษาพยาบาล 30 บาทแล้ว ก็ยังมีค่าเดินทางไปกลับด้วย อีกอย่างคือการไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งจะมีขั้นตอนและยุ่งยากขึ้น สมมุติว่าคนไข้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และเดินทางมาคนเดียว แล้วส่วนชำระเงินอยู่ไกลจากส่วนรักษาพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็คงต้องเข้าไปช่วยในส่วนนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะวุ่นวายขึ้นทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่และตัวคนไข้เองอย่างแน่นอน" ผู้ใช้บริการบัตรทอง 30 บาทเป็นประจำ ให้ความเห็น
ผลกระทบไม่ว่ามากหรือน้อยเกิดขึ้นแน่นนอนหากระบบการบริหารจัดการไม่ดีพอ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท เปิดใจว่า โครงการ 30 บาทเมื่อเป็นนโยบายของผู้ใหญ่ก็ต้องทำไป ส่วนใครจะได้หรือใครจะเสีย ระยะยาวจะสะท้อนภาพได้ชัดเจนกว่า
"ตามหลักการ 30 บาทรักษาทุกโรค เกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วย ถึงกระทรวงยังไม่มีข้อบังคับสำหรับค่ารักษาพยาบาลในช่วงแรกๆ ก็ตาม แต่เชื่อว่าย่อมส่งผลกระทบกับคนไข้บางกลุ่มที่ฐานะไม่ดี เพราะอาจจะทำให้เขาเกิดความรู้สึกแตกต่างหรือด้อยค่า ว่าอาจจะไม่ได้รับการดูแลรักษาเช่นเดียวกับผู้ที่มีกำลังจ่าย แม้ว่าตามหลักการณ์จะให้เก็บค่าใช้จ่ายเฉพาะผู้สมัครใจก็ตาม
ส่วนคนทำงานที่เห็นชัดเจน คือ เรื่องระบบบัญชี จากปกติไม่ต้องคิดเงิน ก็ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน แต่นำระบบนี้กลับเข้ามาก็ต้องมีการเพิ่มบุคคลากร ขณะเดียวกันก็ต้องมีรายจ่ายเพิ่มเป็นเงาตามตัว จึงต้องมีการประเมินผลจากทุกๆ ฝ่าย เริ่มจากประชาชนที่ว่าเมื่อจ่าย 30 บาทแล้วรู้สึกอย่างไร ลำบาก ดีไม่ดีอย่างไร ในระดับกระทรวงเองก็ต้องประเมินผลว่า เก็บเงินได้เท่าไหร่ แล้วสามารถนำไปพัฒนาอะไร ผู้ปฏิบัติลำบากมากไหม และสุดท้ายชาวบ้านจะได้อะไร" เลขาธิการมูลนิธิแพทย์ชนบท แสดงทัศนคติ พร้อมกับสะกิดไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องว่า จริงๆ แล้วควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่า เพราะบางทีการดื้อดึงทำอะไรบางอย่างที่เป็นสัญลักษณ์มากกว่าเพื่อประโยชน์อันแท้จริงของประชาชน แทนที่จะได้ภาพว่ากำลังก้าวไปข้างหน้าขั้น 3 4 5 6 กลับจะกลายเป็นว่ากำลังแย่กว่าเดิมเหมือนย้อนไปจุดเริ่มต้น ควรใส่ใจเรื่องการเร่งซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่เสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว หรือเร่งพัฒนาระบบให้มีความพร้อมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งบริหารจัดการเฉพาะในส่วนกลางแต่เพียงอย่างเดียว
สำคัญว่านับจากนี้ "คุณภาพ" จะสามารถนำ "ปริมาณ" ได้หรือไม่ เพราะถึงอย่างไรนโยบายก็ฟันธงออกมาแล้ว คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์



