ข่าว

'ผลวิจัยซื้อเสียง'มีผลเลือกส.ส.น้อย

'ผลวิจัยซื้อเสียง'มีผลเลือกส.ส.น้อย

17 ส.ค. 2555

"ปริญญา" เผยผลวิจัยซื้อเสียง มีผลต่อการตัดสินใจเลือกส.ส.น้อยลง เหตุ "ปชช." เลือกพรรคมากขึ้น ระบุ แจกใบเหลือง-ยุบพรรค-ตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ไร้ผล แนะ “แก้กม.” ยกเลิกการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ - การขายเสียงเป็นความผิด-การยุบพรรค โดยให้ตัดสิทธิเป็นรายบุคคล เพิ่

              ที่รร.เซ็นทรา คอนเวชั่นเซ็นเตอร์ วันที่ 17 ส.ค.  ในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง  สำนักงานกกต. โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง” โดยการวิจัยดังกล่าวได้มีการสุ่มตัวอย่างผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ  จำนวน941 คน ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 ที่ผ่านมา พบว่า ในส่วนการเลือกตั้งระดับชาติ   ปัจจุบันการใช้เงินเพื่อจูงใจ  ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตนเองในการเลือกตั้งระดับชาติ มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยลงจากเดิม  และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการแพ้หรือชนะการเลือกตั้งอีกต่อไป
 
               นายปริญญา  กล่าวว่า  โดยข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ยอมรับว่ารับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น ถึงร้อยละ 46.79 และที่ตอบว่า แม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก มีร้อยละ 48.62 ส่วนผู้ที่ตอบว่าเลือกเพราะได้รับเงินมีเพียง 4.59 ข้อมูลดังกล่าว   สอดคล้องกับผลการสัมมนากลุ่มย่อยของผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่างๆ    ที่พบว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะเงิน

               นายปริญญา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน   ที่มีเพิ่มขึ้นและความรู้สึกผิดที่รับเงินแล้วไม่เลือก   หรืออาจเป็นบาปที่เลือกลดลงไป   ทำให้ในการตัดสินใจเลือกตั้งส.ส.ระดับชาติ ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง   เลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล   โดยจากผลสำรวจในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 54 แม้ในแบบแบ่งเขต  ซึ่งเลือกเฉพาะชอบตัวบุคคลคิดเป็นร้อยละ 46.26 ขณะที่เลือกเพราะชอบนโยบายพรรค ร้อยละ 37.64  และเลือกเพราะอยากได้หัวหน้าพรรค   ร้อยละ16.10 แต่เมื่อรวมผลสำรวจระหว่างการเลือก   เพราะชอบนโยบายพรรคและอยากหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ   เท่ากับว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา   ประชาชน เลือกพรรคมากถึงเลือกความเป็นพรรค   มากกว่า 53.74

               นายปริญญา   กล่าวว่า   ซึ่งการนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้   ทำให้พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันในทางนโยบายมากขึ้น ตัวผู้สมัครมีความสำคัญลดลง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากขึ้น  ส่งผลให้การใช้เงินซื้อเสียงได้ผลน้อยลง   นอกจากนี้ความแตกแยกแบ่งข้างทางการเมืองในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา  ยังทำให้ประชาชนพิจารณาเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล   และทำให้การรับเงินแล้วไม่เลือกมีมากขึ้น

               “การให้เงินปัจจุบันไม่ใช่ความสัมพันธ์  ในลักษณะการซื้อและการขายเสียงอีกแล้ว   เพราะการให้จะไม่มีการตรวจสอบควบคุม  ให้คนรับเงินต้องเลือกตนเอง   แต่เป็นการให้ลักษณะให้เปล่าคล้ายเบี้ยเลี้ยงหรือสินน้ำใจ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับเงินก็ไม่รู้สึกว่า  ถ้าได้รับแล้วไม่เลือกจะเป็นบาปหรือเป็นการไม่ซื่อสัตย์   โดยจำนวนเงินที่มีการจ่ายกันก็เพียง 300-500บาท   ไม่มากเหมือนสมัยก่อน   ซึ่งผู้สมัครที่ยังใช้เงินก็รู้ว่าได้ผลน้อย แต่ที่ยังต้องจ่ายเพราะกลัวแพ้  หรือกลัวว่าอีกฝ่ายให้เงินจึงต้องให้เงินด้วย”นายปริญญา กล่าว

               นายปริญญา กล่าวว่า  ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น  การซื้อเสียงยังมีผลชี้ขาดต่อการแพ้ชนะ  และจำนวนที่มีการจ่ายสูงกว่าการให้เงินในการเลือกตั้งระดับชาติ   ยิ่งพื้นที่เล็กเท่าใดจำนวนเงินยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น   โดยทั่วไป มักจะสูงกว่า 1 พันบาท และหลายแห่งสูงกว่า 2 พันบาท และการตัดสินใจเลือกของประชาชนจะดูตัวบุคคลมากกว่าตัวพรรค 

               นายปริญญา กล่าวว่า สำหรับการประเมินผลมาตรการทางกฎหมาย  ในการแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง เห็นว่ามาตรการของกกต.  ที่สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง   ผู้สมัครหรือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง   ที่เรียกว่าการให้ใบเหลืองนั้น ทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง  ไม่ได้ก่อให้เกิดผลแต่ประการใด เพราะผู้สมัครหรือผู้ที่ได้รับเลือกตั้งรายนั้น  ยังคงสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้
  
               นายปริญญา  กล่าวว่า  ขณะที่จะเกิดปัญหาในเรื่องสองมาตรฐาน   ในการตัดสินพิจารณาเพราะก่อนการประกาศรับรองผล   ซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดของกกต.  แต่หลังการประกาศรับรองผลเป็นอำนาจของศาลฎีกา  กลายเป็นความผิดเดียวกันแต่กระบวนการพิจารณาต่างกัน  ซึ่งเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา การที่ศาลไม่มีวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง   เป็นการเฉพาะและไม่กำหนดกรอบระยะเวลาบังคับ  ทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า   เมื่อเทียบกับกกต.ที่จะมีกรอบระยะเวลาที่ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี  หลังการเลือกตั้ง
  
               นายปริญญา  กล่าวว่า   ส่วนการทุจริตเลือกตั้งระดับท้องถิ่น   ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาคพิจารณานั้นเห็นว่า  การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาครวดเร็วกว่าศาลฎีกา  ขณะที่มาตรการยุบพรรคและการตัดสิทธิการเลือกตั้ง 5 ปี นั้น เป็นมาตรการที่ไม่ได้ผล ไม่ได้ทำให้เกิดผู้สมัครหน้าใหม่ที่เป็นคนใหม่จริงๆ   มีแต่ญาติพี่น้องของผู้สมัครหน้าเก่าที่ถูกตัดสิทธิ   และทำให้ระบบพรรคการเมืองของไทยอ่อนแอลง   เพราะเมื่อมีการยุบพรรคก็จะมีการตั้งพรรคขึ้นมาใหม่  กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิก็จะส่งพี่น้องลงมาใหม่   และมีการลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคลง   ซึ่งผู้ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ไม่ได้ลงสมัคร
               
               นายปริญญา กล่าวถึงมาตรการที่กำหนดให้การขายเสียงเป็นความผิด เว้นแต่มาแจ้งให้กกต.ทราบภายใน 7 วัน และมีมาตรการจูงใจด้วยการให้ผู้แจ้งทุจริต  ได้สินบนครึ่งหนึ่งของค่าปรับ เมื่อคดีนี้ถึงที่สุดว่า ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้พบว่า  ไม่มีการมาแจ้งและดำเนินคดีเลย จึงเป็นมาตรการที่ไม่ได้ผล ทั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพอจะทราบเหตุทุจริต  แต่ที่ไม่มาแจ้งเพราะกลัวเดือดร้อน  การแก้จึงต้องแก้ที่ทำอย่างไรให้ประชาชนที่รับเงินกล้าที่จะมาแจ้ง 
  
               นายปริญญา  กล่าวว่า  การกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่  ก็ไม่ได้มีผลทำให้คนมาเลือกตั้งมากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไปเลือกตั้งไม่ใช่เพราะถูกบังคับ   ซึ่งเหตุผลของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่   ก็เพื่อให้คนไปเลือกตั้งมากจนการเลือกตั้งไม่ได้ผล   แต่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่าและกลับเป็นการสร้างภาระให้กกต.  โดยไม่จำเป็น ดังนั้น เหตุที่มาตรการทางกฎหมายไม่ได้ผล   เพราะปัญหาการซื้อเสียงไม่ใช่การขาดมาตรการทางกฎหมาย  แต่เป็นเรื่องของคนที่ไม่ทำตามกฎหมาย   และเป็นปัญหาระบบอุปถัมภ์ และการใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีกับผู้ซื้อเสียงไม่ได้ผล ในการทำให้ผู้ร้องเรียนไว้วางใจและรู้สึกปลอดภัย
  
               นายปริญญา กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ปัญหาซื้อเสียงแบ่งเป็นสองส่วนคือ1.การแก้ปัญหาที่คนต้องมีการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน   ทำให้ประชาชนเป็นพลเมือง  การมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ว่าการซื้อเสียงเป็นความผิดได้ผลน้อยมาก  ควรปรับวิธีการเผยแพร่ประชาธิปไตย  จากที่เน้นไปบอกชาวบ้านว่าต้องทำอะไร  หรือใช้วิธีเชิญวิทยากรไปพูดให้ชาวบ้านมีความรู้   มาเป็นการจัดกระบวนการให้ชาวบ้านคิดวิเคราะห์ปัญหา    และลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง   โดยไม่ต้องรอนักการเมือง เพราะเมื่อชุมชนพึ่งตนเองได้ การซื้อเสียงก็จะหมดไปและเมื่อชุมชนเข้มแข็ง  ก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่เข้มแข็ง   ของระบอบประชาธิปไตยและของประเทศไทยต่อไป
  
               นายปริญญา  กล่าวว่า   ขณะที่ในส่วนของนักการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง  ซึ่งทราบดีอยู่แล้วว่าการใช้เงินในปัจจุบันได้ผลน้อย  จึงน่าที่จะต้องจัดกระบวนการตกลงกันของผู้สมัครรับเลือกตั้ง  ว่าจะไม่ใช้เงินการซื้อเสียงก็จะหมดไป   แต่ในส่วนของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ยังมีการใช้เงินซื้อเสียงมาก   อาจทำได้ยาก  แต่ก็ควรทำในกระบวนการแบบเดียวกัน   ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  เพื่อที่การซื้อเสียงของเลือกตั้งทั้งถิ่นจะได้หมดไปภายในเวลาไม่นาน  
  
               “การแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางกฎหมายเห็นว่า การเลือกตั้งระดับชาติ ควรให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสินเพียงอย่างเดียว   โดยกกต.เป็นผู้ส่งคำร้อง มีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งให้มีวิธีพิจารณาเป็นการเฉพาะมีกรอบเวลาชัดเจน โดยเมื่อเลือกตั้งเสร็จให้ประกาศผลการเลือกตั้งทันที ซึ่งจะแก้ไขปัญหาสองมาตรฐาน ลดภาระกกต.เพื่อที่จะสามารถทุ่มเทให้กับภารกิจในการสอบสวนรวบรวมหลักฐานได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาคต่อไป แต่ต้องมีวิธีพิจารณาการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น โดยการทำสำนวนเลือกตั้งท้องถิ่นและการมีมติส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ให้เป็นอำนาจของกกต.จังหวัด” นายปริญญา  กล่าว
           
               ส่วนมาตรการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคนั้น นายปริญญา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวควรเปลี่ยนเป็นการลงโทษ   และการตัดสิทธิเป็นรายบุคคลแทน    โดยอาจเพิ่มโทษให้รุนแรงมากขึ้น   และควรมีการยกเลิกการกำหนดให้การขายเสียงเป็นความผิด  เพราะไม่ได้ผล แต่ให้คงเรื่องสินบนนำจับไว้  และควรมีระบบคุ้มครองผู้ร้องและพยานให้มากขึ้น  เพื่อประชาชนจะได้กล้ามาร้องเรียน  และไม่กลับคำให้การ   ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นหน้าที่   เพื่อลดภาระให้กกต.มาตรวจสอบว่าใครไม่ไปใช้สิทธิ์และต้องถูกตัดสิทธิ์
  
               “ส่วนที่สำคัญมากที่สุด กกต.จะต้องทำให้กกต.จังหวัด ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นในการคัดเลือกกกต.จังหวัด ต้องมีกระบวนการในการตรวจสอบมากขึ้น ควรให้ประชาชนในจังหวัดร้องคัดค้านได้ ถ้าหากเห็นว่ากกต.จังหวัดคนใดไม่เป็นกลาง”  นายปริญญา  กล่าว