
'ผลวิจัยซื้อเสียง'มีผลเลือกส.ส.น้อย
"ปริญญา" เผยผลวิจัยซื้อเสียง มีผลต่อการตัดสินใจเลือกส.ส.น้อยลง เหตุ "ปชช." เลือกพรรคมากขึ้น ระบุ แจกใบเหลือง-ยุบพรรค-ตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ไร้ผล แนะ แก้กม. ยกเลิกการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ - การขายเสียงเป็นความผิด-การยุบพรรค โดยให้ตัดสิทธิเป็นรายบุคคล เพิ่
ที่รร.เซ็นทรา คอนเวชั่นเซ็นเตอร์ วันที่ 17 ส.ค. ในการสัมมนาทางวิชาการของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานกกต. โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การป้องกันและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง” โดยการวิจัยดังกล่าวได้มีการสุ่มตัวอย่างผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน941 คน ในการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.54 ที่ผ่านมา พบว่า ในส่วนการเลือกตั้งระดับชาติ ปัจจุบันการใช้เงินเพื่อจูงใจ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตนเองในการเลือกตั้งระดับชาติ มีผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งน้อยลงจากเดิม และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการแพ้หรือชนะการเลือกตั้งอีกต่อไป
นายปริญญา กล่าวว่า โดยข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ยอมรับว่ารับเงินจากผู้สมัคร แต่ไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น ถึงร้อยละ 46.79 และที่ตอบว่า แม้ไม่ได้รับเงินก็จะเลือก มีร้อยละ 48.62 ส่วนผู้ที่ตอบว่าเลือกเพราะได้รับเงินมีเพียง 4.59 ข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับผลการสัมมนากลุ่มย่อยของผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ที่พบว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกผู้สมัครเพราะเงิน
นายปริญญา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่า ความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน ที่มีเพิ่มขึ้นและความรู้สึกผิดที่รับเงินแล้วไม่เลือก หรืออาจเป็นบาปที่เลือกลดลงไป ทำให้ในการตัดสินใจเลือกตั้งส.ส.ระดับชาติ ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล โดยจากผลสำรวจในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 54 แม้ในแบบแบ่งเขต ซึ่งเลือกเฉพาะชอบตัวบุคคลคิดเป็นร้อยละ 46.26 ขณะที่เลือกเพราะชอบนโยบายพรรค ร้อยละ 37.64 และเลือกเพราะอยากได้หัวหน้าพรรค ร้อยละ16.10 แต่เมื่อรวมผลสำรวจระหว่างการเลือก เพราะชอบนโยบายพรรคและอยากหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ เท่ากับว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ประชาชน เลือกพรรคมากถึงเลือกความเป็นพรรค มากกว่า 53.74
นายปริญญา กล่าวว่า ซึ่งการนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ ทำให้พรรคการเมืองต้องแข่งขันกันในทางนโยบายมากขึ้น ตัวผู้สมัครมีความสำคัญลดลง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกพรรคมากขึ้น ส่งผลให้การใช้เงินซื้อเสียงได้ผลน้อยลง นอกจากนี้ความแตกแยกแบ่งข้างทางการเมืองในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ยังทำให้ประชาชนพิจารณาเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล และทำให้การรับเงินแล้วไม่เลือกมีมากขึ้น
“การให้เงินปัจจุบันไม่ใช่ความสัมพันธ์ ในลักษณะการซื้อและการขายเสียงอีกแล้ว เพราะการให้จะไม่มีการตรวจสอบควบคุม ให้คนรับเงินต้องเลือกตนเอง แต่เป็นการให้ลักษณะให้เปล่าคล้ายเบี้ยเลี้ยงหรือสินน้ำใจ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับเงินก็ไม่รู้สึกว่า ถ้าได้รับแล้วไม่เลือกจะเป็นบาปหรือเป็นการไม่ซื่อสัตย์ โดยจำนวนเงินที่มีการจ่ายกันก็เพียง 300-500บาท ไม่มากเหมือนสมัยก่อน ซึ่งผู้สมัครที่ยังใช้เงินก็รู้ว่าได้ผลน้อย แต่ที่ยังต้องจ่ายเพราะกลัวแพ้ หรือกลัวว่าอีกฝ่ายให้เงินจึงต้องให้เงินด้วย”นายปริญญา กล่าว
นายปริญญา กล่าวว่า ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น การซื้อเสียงยังมีผลชี้ขาดต่อการแพ้ชนะ และจำนวนที่มีการจ่ายสูงกว่าการให้เงินในการเลือกตั้งระดับชาติ ยิ่งพื้นที่เล็กเท่าใดจำนวนเงินยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น โดยทั่วไป มักจะสูงกว่า 1 พันบาท และหลายแห่งสูงกว่า 2 พันบาท และการตัดสินใจเลือกของประชาชนจะดูตัวบุคคลมากกว่าตัวพรรค
นายปริญญา กล่าวว่า สำหรับการประเมินผลมาตรการทางกฎหมาย ในการแก้ไขปัญหาการซื้อเสียง เห็นว่ามาตรการของกกต. ที่สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยไม่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครหรือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ที่เรียกว่าการให้ใบเหลืองนั้น ทั้งก่อนและหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่ได้ก่อให้เกิดผลแต่ประการใด เพราะผู้สมัครหรือผู้ที่ได้รับเลือกตั้งรายนั้น ยังคงสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้
นายปริญญา กล่าวว่า ขณะที่จะเกิดปัญหาในเรื่องสองมาตรฐาน ในการตัดสินพิจารณาเพราะก่อนการประกาศรับรองผล ซึ่งเป็นอำนาจเด็ดขาดของกกต. แต่หลังการประกาศรับรองผลเป็นอำนาจของศาลฎีกา กลายเป็นความผิดเดียวกันแต่กระบวนการพิจารณาต่างกัน ซึ่งเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา การที่ศาลไม่มีวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง เป็นการเฉพาะและไม่กำหนดกรอบระยะเวลาบังคับ ทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า เมื่อเทียบกับกกต.ที่จะมีกรอบระยะเวลาที่ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังการเลือกตั้ง
นายปริญญา กล่าวว่า ส่วนการทุจริตเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาคพิจารณานั้นเห็นว่า การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาครวดเร็วกว่าศาลฎีกา ขณะที่มาตรการยุบพรรคและการตัดสิทธิการเลือกตั้ง 5 ปี นั้น เป็นมาตรการที่ไม่ได้ผล ไม่ได้ทำให้เกิดผู้สมัครหน้าใหม่ที่เป็นคนใหม่จริงๆ มีแต่ญาติพี่น้องของผู้สมัครหน้าเก่าที่ถูกตัดสิทธิ และทำให้ระบบพรรคการเมืองของไทยอ่อนแอลง เพราะเมื่อมีการยุบพรรคก็จะมีการตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิก็จะส่งพี่น้องลงมาใหม่ และมีการลดจำนวนกรรมการบริหารพรรคลง ซึ่งผู้ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่ไม่ได้ลงสมัคร
นายปริญญา กล่าวถึงมาตรการที่กำหนดให้การขายเสียงเป็นความผิด เว้นแต่มาแจ้งให้กกต.ทราบภายใน 7 วัน และมีมาตรการจูงใจด้วยการให้ผู้แจ้งทุจริต ได้สินบนครึ่งหนึ่งของค่าปรับ เมื่อคดีนี้ถึงที่สุดว่า ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้พบว่า ไม่มีการมาแจ้งและดำเนินคดีเลย จึงเป็นมาตรการที่ไม่ได้ผล ทั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งพอจะทราบเหตุทุจริต แต่ที่ไม่มาแจ้งเพราะกลัวเดือดร้อน การแก้จึงต้องแก้ที่ทำอย่างไรให้ประชาชนที่รับเงินกล้าที่จะมาแจ้ง
นายปริญญา กล่าวว่า การกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ก็ไม่ได้มีผลทำให้คนมาเลือกตั้งมากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไปเลือกตั้งไม่ใช่เพราะถูกบังคับ ซึ่งเหตุผลของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ก็เพื่อให้คนไปเลือกตั้งมากจนการเลือกตั้งไม่ได้ผล แต่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่าและกลับเป็นการสร้างภาระให้กกต. โดยไม่จำเป็น ดังนั้น เหตุที่มาตรการทางกฎหมายไม่ได้ผล เพราะปัญหาการซื้อเสียงไม่ใช่การขาดมาตรการทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของคนที่ไม่ทำตามกฎหมาย และเป็นปัญหาระบบอุปถัมภ์ และการใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีกับผู้ซื้อเสียงไม่ได้ผล ในการทำให้ผู้ร้องเรียนไว้วางใจและรู้สึกปลอดภัย
นายปริญญา กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ปัญหาซื้อเสียงแบ่งเป็นสองส่วนคือ1.การแก้ปัญหาที่คนต้องมีการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ทำให้ประชาชนเป็นพลเมือง การมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ว่าการซื้อเสียงเป็นความผิดได้ผลน้อยมาก ควรปรับวิธีการเผยแพร่ประชาธิปไตย จากที่เน้นไปบอกชาวบ้านว่าต้องทำอะไร หรือใช้วิธีเชิญวิทยากรไปพูดให้ชาวบ้านมีความรู้ มาเป็นการจัดกระบวนการให้ชาวบ้านคิดวิเคราะห์ปัญหา และลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอนักการเมือง เพราะเมื่อชุมชนพึ่งตนเองได้ การซื้อเสียงก็จะหมดไปและเมื่อชุมชนเข้มแข็ง ก็จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่เข้มแข็ง ของระบอบประชาธิปไตยและของประเทศไทยต่อไป
นายปริญญา กล่าวว่า ขณะที่ในส่วนของนักการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งทราบดีอยู่แล้วว่าการใช้เงินในปัจจุบันได้ผลน้อย จึงน่าที่จะต้องจัดกระบวนการตกลงกันของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ว่าจะไม่ใช้เงินการซื้อเสียงก็จะหมดไป แต่ในส่วนของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ยังมีการใช้เงินซื้อเสียงมาก อาจทำได้ยาก แต่ก็ควรทำในกระบวนการแบบเดียวกัน ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อที่การซื้อเสียงของเลือกตั้งทั้งถิ่นจะได้หมดไปภายในเวลาไม่นาน
“การแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมาตรการทางกฎหมายเห็นว่า การเลือกตั้งระดับชาติ ควรให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสินเพียงอย่างเดียว โดยกกต.เป็นผู้ส่งคำร้อง มีการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งให้มีวิธีพิจารณาเป็นการเฉพาะมีกรอบเวลาชัดเจน โดยเมื่อเลือกตั้งเสร็จให้ประกาศผลการเลือกตั้งทันที ซึ่งจะแก้ไขปัญหาสองมาตรฐาน ลดภาระกกต.เพื่อที่จะสามารถทุ่มเทให้กับภารกิจในการสอบสวนรวบรวมหลักฐานได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ให้เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาคต่อไป แต่ต้องมีวิธีพิจารณาการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น โดยการทำสำนวนเลือกตั้งท้องถิ่นและการมีมติส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ให้เป็นอำนาจของกกต.จังหวัด” นายปริญญา กล่าว
ส่วนมาตรการยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคนั้น นายปริญญา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวควรเปลี่ยนเป็นการลงโทษ และการตัดสิทธิเป็นรายบุคคลแทน โดยอาจเพิ่มโทษให้รุนแรงมากขึ้น และควรมีการยกเลิกการกำหนดให้การขายเสียงเป็นความผิด เพราะไม่ได้ผล แต่ให้คงเรื่องสินบนนำจับไว้ และควรมีระบบคุ้มครองผู้ร้องและพยานให้มากขึ้น เพื่อประชาชนจะได้กล้ามาร้องเรียน และไม่กลับคำให้การ ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ เพื่อลดภาระให้กกต.มาตรวจสอบว่าใครไม่ไปใช้สิทธิ์และต้องถูกตัดสิทธิ์
“ส่วนที่สำคัญมากที่สุด กกต.จะต้องทำให้กกต.จังหวัด ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นในการคัดเลือกกกต.จังหวัด ต้องมีกระบวนการในการตรวจสอบมากขึ้น ควรให้ประชาชนในจังหวัดร้องคัดค้านได้ ถ้าหากเห็นว่ากกต.จังหวัดคนใดไม่เป็นกลาง” นายปริญญา กล่าว



