ข่าว

'มาร์ค'ลั่นพร้อมเป็นพยานสลายชุมนุม

'มาร์ค'ลั่นพร้อมเป็นพยานสลายชุมนุม

17 ส.ค. 2555

'อภิสิทธิ์ - สุเทพ' ประสานเสียงพร้อมให้ความร่วมมือ หากศาลเรียกเป็นพยานไต่สวนการเสียชีวิตกรณีสลายชุมนุม ซัด 'เฉลิม' ปักธงเล่นงาน ชี้นำ 'ดีเอสไอ' แจง ไม่เคยมีการสั่งฆ่าปชช. ยัน ไม่ต่อรองนิรโทษกรรม เหตุ ขัดนิติรัฐ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 55  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ศาลอาญาจะเรียกให้ไปเป็นพยานในวันที่ 21 ส.ค. ในการไต่สวนคดีที่พนักงานสอบสวนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ศพ ในช่วงการชุมนุมปี 53 ว่า ยังไม่ได้รับหมายเรียกเป็นพยานจากศาลอาญาตามที่มีข่าวออกมา แต่ตนก็พร้อมให้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ส่วนการแสดงออกของกองทัพที่ไม่พอใจต่อการให้ข่าวของดีเอสไอ คงไม่ใช่เพราะมีความกังวลใจ แต่เป็นเพราะคดีนี้ยังไม่มีข้อยุติ แต่การจงใจให้ข่าวเพื่อให้เกิดความเสียหายกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และเมื่อดูข้อเท็จจริงก็จะพบว่า สิ่งที่พูดกับข้อเท็จจริงไม่สอดคล้องกัน หลายฝ่ายจึงคิดว่าเกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานก็ต้องระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นก็กระทบความน่าเชื่อถือ ความเป็นกลางของกระบวนการสอบสวน ซึ่งนายธาริต เพ็งดิษฐ์​ อธิบดีดีเอสไอ ก็ทราบความจริงทุกอย่างดี เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ ศอฉ.ด้วย ดังนั้นควรจะให้ความจริงอย่าให้ความจริงเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา แต่ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี พยายามที่จะทำให้เป็นประเด็นการเมือง แต่ก็เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม เองก็กลัวถูกฟ้องเหมือนกัน

          ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฏร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในช่วงนั้น กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับหมายเรียก ซึ่งตนเคยได้ข่าวว่าศาลจะมีหมายเรียกให้ตนไปให้การเป็นพยาน ในระหว่างที่ตนให้การเป็นพยานในคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยศาลได้ถามตนว่า จะให้การเป็นพยานในคดีอื่นเมื่อไหร่ ตนก็แจ้งไปว่ายังไม่เห็นหมาย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะตนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล หากเรียกมาก็จะไปให้ปากคำ ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนก็เรียกตนไปให้ปากคำหลายครั้ง ก็ให้ความร่วมมือด้วยการนำเอกสารหลักฐานยื่นต่อพนักงานสอบสวนไปแล้ว ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน เมื่อไหรที่ศาลประสงค์ให้ตนไปให้การวันไหนก็พร้อมจะไป

          "ผมคิดว่าตอนนี้มีความเข้าใจผิดว่าผมเป็นจำเลยไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีการกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนว่าทำความผิดอะไร ไม่มีการสั่งฟ้องไปยังอัยการ เมื่ออัยการสั่งฟ้องไปที่ศาลรับฟ้องจึงจะมีหมายเรียกผมในฐานะจำเลย แต่ตอนนี้ผมไม่เคยได้ทราบว่าถูกฟ้องเป็นจำเลย แต่ที่สับสนเพราะ ร.ต.อ.เฉลิม ชี้นำสั่งการไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ ที่จะดำเนินการเอาผิดผมให้ได้ ผมทราบว่าการสอบสวนคดีนี้มีการสั่งการให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวนสองครั้งแล้ว แต่ผมไม่หวั่นเกรงอะไรทั้งสิ้น พร้อมที่จะพิสูจน์ความถูกผิดตามกระบวนการยุติธรรม ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม มีอำนาจจะใช้อำนาจอย่างไรก็ใช้ให้เต็มที่"

          นายสุเทพ กล่าวว่า กรณีที่มีความพยายามจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าในช่วงการควบคุมสถานการณ์ปี 2553 มีการใช้สไนเปอร์ไปยิงประชาชนนั้น เป็นความพยายามสร้างสถานการณ์ จากฝ่ายรัฐบาล แต่ตนยืนยันว่าการดูแลสถานการณ์ขณะนั้นไม่มีการใช้อาวุธพิเศษหรือสไนเปอร์มาแก้ปัญหาแต่อย่างใด โดยในขณะนั้นมีเพียงการใช้เจ้าหน้าที่ปกติ มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในการใช้อาวุธตั้งแต่การใช้กระบอง ไปจนถึงอาวุธปืน โดยกำหนดว่าการจะใช้ปืนเอ็ม 16 ได้เฉพาะกรณีป้องกันชีวิต ทรัพย์สิน ของเจ้าหน้าที่และประชาชน ซึ่งตนพร้อมพิสูจน์ข้อเท็จจริง 

          นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบรับใช้ ร.ต.อ.เฉลิม ชนิดไม่ลืมหูลืมตา ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายก็ดำเนินคดีได้ แต่ถ้าไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายก็ดำเนินคดีไม่ได้ ซึ่งการให้ข้อมูลของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่พยายามจะทำให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ สั่งฆ่าประชาชนนั้น ตนคิดว่า ร.ต.อ.เฉลิม หลงยุค เพราะกรณีการสั่งฆ่าประชาชนมีในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีคดีอุ้มฆ่าคนตาย 2,500 คน ในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีการสั่งฆ่าประชาชน พวกตนไม่เคยสั่งฆ่าประชาชน ข่าวที่ออกมาพยายามจะทำให้เกิดความเสียหายป้ายสีใส่ร้ายทหาร โดยมีจุดประสงค์เดียวคือถ้าสามารถสร้างเรื่องได้ว่าคนตายเพราะทหารจะได้เอามาเป็นสาเหตุว่าคนสั่งการคือ ตน ซึ่งสถานการณ์ในวันนั้น เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดเหตุรุนแรงก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมือง กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พอมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทหารมาเป็นผู้ช่วยตำรวจ การสั่งการทำตามขั้นตอนของกฎหมายไม่มีการทำผิดกฎหมาย

          นายสุเทพ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า มีธงจากฝ่ายการเมืองที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงในคดีเพื่อเปลี่ยนรูปคดี ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป และเราจะยอมให้มีการทำอย่างนั้นไม่ได้ ใครมีข้อมูลข่าวสารต้องเอามาแลกเปลี่ยนอย่าปล่อยให้มีการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเป็นอย่างนั้นจะเกิดความเสียหายกับประเทศ แต่ตนจะใช้ข้อเท็จจริงสู้กับการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลนี้ได้ และเห็นว่าการที่ ร.ต.อ.เฉลิม พูดมากในเรื่องคดีก็เป็นเรื่องดีเพราะจะเป็นปัญหาเอง โดยจะทำให้คนเห็นกิเลส เจตนาของ ร.ต.อ.เฉลิม ชัดเจนขึ้น 

          "รัฐบาลชุดนี้ตีสองหน้ามาโดยตลอด ขาหนึ่งไล่ดำเนินคดีกับตนเล่นงานตนทุกอย่าง เล่นงานผมไม่ได้ก็เล่นงานลูกเมีย ครอบครัวและคนใกล้ชิด ทำทุกอย่างเพื่อจะบีบตน ขณะที่อีกขาหนึ่งเตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรมใช้ชื่อ พรบ.ปรองดอง คาไว้ในสภา ส่วนอีกทางก็ส่งคนมาเจรจาชวนร่วมรัฐบาล ผมยืนยันว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือของรัฐบาลนี้"

          นายสุเทพ กล่าวว่า อยากขอฝากถึงรัฐบาลให้ทำหน้าที่ตามปกติ เพราะชนะเลือกตั้งมาแล้วเป็นรัฐบาลก็ควรทำหน้าที่รัฐบาลใช้อำนาจในกรอบของกฎหมาย ส่วนพวกตนก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน บ้านเมืองก็ไม่เกิดปัญหา คนที่เป็นเสื้อแดงก็หยุดสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองได้แล้ว ถ้าชอบการเมืองก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยให้หมดทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา แต่จะมาใช้เรื่องคดีมาต่อรองหรือบีบให้ตนสมยอมในเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ได้ พวกตนจะคัดค้าน ไม่สามารถเอาอะไรมาต่อรองหรือบีบให้พวกตนยอมได้ เพราะว่าผิดหลักนิติธรรม ผิดหลักการ คนทำผิดไม่ถูกลงโทษ คนถูกศาลพิพากษาแล้วไม่ยอมรับโทษตามคำพิพากษาของศาลจะออกกฎหมายลบล้างความผิดไม่ได้