
อย่าลืม'เอี้ยง'
อย่าลืม'เอี้ยง' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/@DoctorAmorn
คงไม่ว่ากระไรถ้าจะเขียนถึง “อธิบดีเอี้ยง” อีกครั้ง เพราะเหลืออีกเดือนเศษๆ อายุราชการของอธิบดีเอี้ยงจะหมดลงและต้องเกษียณอายุไปตามวาระ หากไม่มีการต่อขยายอายุราชการออกไป เว้นแต่ทางการเมืองหรือใครจะ “หยิบฉวย” เอาอธิบดีเอี้ยงไปใช้งานหรือทำคุณประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งกระทั่ง “ทางการเมือง”
ผมเองไม่รู้จักไม่เคยพบอธิบดีเอี้ยง แต่หากสื่อมวลชนซึ่งเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ไม่กดดันเสนอข่าวต่อเนื่องไป หรือคนเริ่มลืมๆ “ดำรงค์ พิเดช” ไป ในไม่ช้าเหตุการณ์บุกรุกผืนที่ป่าจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปและยากต่อการ “เยียวยาแก้ไข” เพราะความเชื่อส่วนตัวของผม “อาจด้วยอคติประการใดก็ตาม” เห็นว่าโดยธรรมชาติของภาคธุรกิจเอกชนไม่ว่าใคร ผลกำไรมาก่อนเหตุผลอื่น ไม่เช่นนั้นเขาคงเลือกทำองค์กรการกุศลไม่หวังสิ่งตอบแทนไปแต่แรก นั่นคือ เหตุผลว่า “ข้ออ้างใดๆ ของฝ่ายบุกรุกผืนป่า ไม่ใช่ไม่รับฟัง” แต่รับฟังด้วยเหตุด้วยผลแล้ว “จะอ้างไม่รู้กฎหมายไม่ได้” เพราะในช่วงเวลาธุรกิจรีสอร์ทกำลัง “บูม หรือเฟื่องฟูขนานใหญ่นั้น” พรรคพวกกันมาเล่าให้ฟังว่ามีคนมายื่นข้อเสนอขายที่ดินราคาถูกแต่โฉนดต้องรอเคลียร์ “ผมไม่เชื่อ” และเห็นว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผมไม่คิดว่าการบอกว่า “เคลียร์ได้” นั้นเป็นความจริง เพราะคนซึ่งเอาข้อเสนอมาหยิบยื่นให้มักแอบอ้างความใกล้ชิดเส้นสายเชื่อมโยงสัมพันธ์กับ “นักการเมืองใหญ่ในรัฐบาลแต่ละยุค” ซึ่งการเมืองไม่มีความแน่นอนเปลี่ยนแปลงได้เสมอ และยิ่งขยายรายละเอียดกรรมวิธีให้ได้มาซึ่งสิทธิในการครอบครอง ยิ่งทำให้ผมต้องนิ่งรับฟังแบบเสียมิได้ เพราะกลไกวิธีการไม่ผิดเพี้ยนไปจากกระบวนการโกงกินผืนป่าทรัพยากรธรรมชาติอย่างทำๆ กันในปัจจุบัน เริ่มต้นจะอ้างว่าชาวบ้านบุกรุกเข้าไปทำกิน เพื่อขอออก สปก. พอทำให้ผืนป่าหมดสภาพ ไม่เหลือความเป็นป่า หลับหูหลับตาเผลอๆ หน่อย ไม่มีคนตรวจสอบก็อาศัย “นโยบายรัฐบาลในแต่ละยุคดังว่า ประกาศออกโฉนดให้ที่ทำกินถือครองได้ถูกกฎหมาย ซื้อขายเปลี่ยนมือได้ทันที” ดังนั้น ใครจะปฏิเสธแบบ “ใสซื่อ” ว่า ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ทราบมาก่อน “ไม่มีใครเชื่อ” ยิ่งการลงทุนทำรีสอร์ทใช้เงินทุนไม่ใช่น้อยเป็นหลายสิบล้านบาทบางแห่งเป็นร้อยล้าน จะไม่วิเคราะห์สืบค้นพิจารณาทำ SWOT ดูโอกาสความเสี่ยงในเชิงธุรกิจ ผมว่า คนส่วนใหญ่ถ้ารู้ค่าของเงิน ยิ่งอ้างว่า “เก็บหอมรอมริบมาครึ่งค่อนชีวิต” คงต้องไตร่ตรองกันมากกว่านี้
เพื่อนยังเล่าต่ออีกว่า ผู้มายื่นข้อเสนอมีออปชั่นเพิ่มเติม “หากไม่สนใจซื้อ ก็ขอให้ร่วมทุนลงขันเข้าเป็นหุ้นส่วน” โดยบอกว่า ถึงจะมีปัญหา ก็อาศัย “ช่องว่างในกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งปกติเขามี “ช่องว่างดังกล่าว” ไว้ปกป้องให้ความเป็นธรรมแก่ “ผู้สุจริต” แต่พวก “ฉ้อฉล” ก็บอกว่า “ไม่ต้องห่วง สามารถอาศัยช่องว่างในการ “ซื้อเวลา” ไล่ฟ้องร้องดะไปหมด "ตั้งแต่ศาลแพ่ง ศาลปกครอง กว่าจะมีคำพิพากษาตัดสินลงมา รวมเวลานับสิบปี ถอนทุนคืนกำไรมาเรียบร้อย”
ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ดังกล่าว ทำให้ผม “ไม่อาจลืมอธิบดีเอี้ยงได้เลย” เพราะผมเห็นว่า “มาตรฐาน” ซึ่งอธิบดี “เอี้ยง” ทำไว้นั้น ยากมากสำหรับอธิบดีคนต่อๆ มาจะเข้ามาทำได้เทียบเท่า เหมือนการแข่งขันวิ่งร้อยเมตรของโลกวันนี้ ขีดจำกัดของมนุษย์ยังไม่มีใครวิ่งทำลายสถิติ 9 วินาทีได้ เป็นสถิติซึ่งยืนยาวมาหลายสิบปีแล้วครับ ยิ่งผ่านไปนานวัน ผมเห็นรัฐบาลเองไม่ค่อยกระตือรือร้น ไม่ออกมาปกป้องแสดงการสนับสนุนการทำงานของ “อธิบดีเอี้ยง” อย่างน่าจะกระทำ ผมเลยรู้สึกห่วงว่า งานใหญ่จะให้อธิบดีออกหน้าอยู่คนเดียวคงไม่ถูก ช่วยกันหน่อยเถิดครับ เพื่อสังคมจะได้มีคนหันมาทำความดีกันมากขึ้นครับ



