ข่าว

เหลียวหลังดูน้ำท่วมเหลียวหน้าดูภัยแล้ง

เหลียวหลังดูน้ำท่วมเหลียวหน้าดูภัยแล้ง

17 ส.ค. 2555

เหลียวหลังดูน้ำท่วมเหลียวหน้าดูภัยแล้ง : บทบรรณาธิการประจำวันที่17ส.ค.2555

              ท่ามกลางพายุไต้ฝุ่นที่ซัดกระหน่ำหลายประเทศในเอเชียหลายลูกติดต่อกัน อาทิที่จีน ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน จนเกิดอุทกภัยใหญ่ในรอบทศวรรษ มีผู้เสียชีวิต สูญหายและไร้ที่อยู่จำนวนมาก แต่แทนที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะติดตามสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านแล้วเร่งสร้างผลงานด้วยการเข้าไปดูแลการบริหารจัดการเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาทในการบริหารจัดการน้ำให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจว่าประวัติศาสตร์จะไม่เกิดซ้ำรอยเหมือนกับคราวเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่รัฐมนตรีบางคนที่รับผิดชอบโครงการบริหารจัดการน้ำกลับสาละวนอยู่กับการแก้ตัวรายวันกรณีมีข่าวว่าอาจจะมีการทุจริตคอรัปชั่นงบป้องกันน้ำท่วม เนื่องจากไม่มีความโปร่งใสในการใช้เงิน เพราะโครงการส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีพิเศษในการประมูลเพื่อให้เอกชนรายเดียวเข้าไปดำเนินการแบบเบ็ดเสร็จ ไม่นับรวมถึงกรณีที่ยังไม่มีแผนจัดการน้ำที่ดี
 
              นอกจากจะไม่เหลียวหลังศึกษาบทเรียนความผิดพลาดจากวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังไม่มองไปข้างหน้าจนกำลังจะก้าวพลาดก้าวใหญ่อีกครั้งกรณีไม่ฟังคำเตือนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาว่าปีนี้อาจเกิดภัยแล้งใหญ่มากกว่าเกิดอุทกภัย จึงขาดการวางแผนและการเตรียมการรับมือล่วงหน้าปล่อยให้ปัญหาภัยแล้งลุกลามอย่างรวดเร็วในหลายจังหวัดในภาคอีสานและภาคใต้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งหน้าตั้งตาพร่องน้ำออกจากเขื่อนหลายเขื่อนเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดพายุฝนในช่วงปลายปี โดยไม่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าฝนจะตกต้องตามฤดูกาลหรือทิ้งช่วงนานกว่าปรกติหรือไม่ จะได้เก็บกักน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการการใช้น้ำของระบบชลประทานเพื่อภาคการเกษตรและเพื่อการบริโภค เป็นเหตุให้ขณะนี้ระดับน้ำในเขื่อนส่วนใหญ่เหลือเฉลี่ยแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำกักเก็บทั้งหมด เขื่อนใหญ่น้อยอาทิเขื่อนอุบลรัตน์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ ไม่สามารถปล่อยน้ำเพื่อช่วยเกษตรกรได้
 
              เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำในหลายจังหวัดภาคอีสานต่างยอมรับว่าหากฝนยังตกน้อยจนสิ้นฤดูเชื่อว่าอาจจะเกิดวิกฤติภัยแล้งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันที่ จ.นครศรีธรรมราชก็ประสบภัยแล้งจัดในรอบ 10 ปีเช่นกัน กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องประกาศให้ 8 อำเภอเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว
 
              ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนมีผลต่อผลผลิตข้าว ซึ่งมีเค้าว่าข้าวอาจจะยืนต้นตายหรือแคระแกร็น ทำให้ได้ผลผลิตลดลงเหลือแค่ 70-80% เท่านั้น และจะส่งผลเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ต่อเนื่องไปถึงผลผลิตภาคเกษตรกรรมโลก เนื่องจากหลายประเทศรวมไปถึงสหรัฐ รัสเซีย อิตาลี ผู้ผลิตภาคเกษตรกรรมใหญ่ต่างประสบปัญหาภัยแล้ง ส่วนยุโรปประสบปัญหาอุทกภัย จนอาจทำให้ราคาอาหารโลกโดยเฉพาะข้าวเกิดความผันผวน อันเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย