
'แก้ว'แขวนนวมเบนเข็มเป็นโค้ช
"ฮีโร่แก้ว" ประกาศแขวนนวมอำลาสังเวียน เบนเข็มเป็นโค้ชถ่ายทอดวิชาให้รุ่นน้อง เตรียมเข้าอบรมนายทหารสัญญาบัตร ติดยศ "ว่าที่ร้อยตรี" เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ด้าน กมธ.กีฬา วุฒิสภา ชี้ให้ถือกรณีของ "แก้ว" เป็นบทเรียน
ความเคลื่อนไหวของ แก้ว พงษ์ประยูร นักชกเหรียญเงินกีฬาโอลิมปิก 2012 "ลอนดอนเกมส์" ซึ่งยังคงเดินสายโชว์ตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเจ้าตัวออกมายืนยันในเรื่องของอนาคตบนสังเวียนว่า ได้ตัดสินใจแขวนนวมอำลาวงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังกรำศึกหนักบนเวทีมาถึง 12 ปีเต็ม โดยเป้าหมายจากนี้คงขึ้นอยู่กับสมาคมมวยสากลแห่งประเทศไทยว่าจะให้ไปทางใด แต่ลึกๆ แล้วอยากจะเบนเข็มไปเป็นโค้ชถ่ายทอดวิชาให้นักชกรุ่นน้อง เพื่อพัฒนาวงการเสื้อกล้ามของไทยในอนาคต
ส่วนเรื่องการเลื่อนยศเป็นนายทหารสัญญาบัตรนั้น พ.ต.ธง ทวีคูณ ผู้ฝึกสอนทีมกำปั้นไทย กล่าวว่า หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้เซ็นคำสั่งเลื่อนยศแก้ว จากเดิม จ่าสิบเอก ขึ้นเป็นว่าที่ร้อยตรีนั้น ตอนนี้คำสั่งได้มาถึงสมาคมแล้ว หลังจากนี้ก็จะให้แก้วนำเรื่องไปยื่นต่อต้นสังกัด เพื่อเข้ารับการอบรมเลื่อนยศจากทหารชั้นประทวนเป็นนายทหารสัญญาบัตร ที่กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นเวลา 3 สัปดาห์ จากนั้นจึงกลับไปทำงานต่อที่กองทัพภาคที่ 3 ในตำแหน่ง "ว่าที่ร้อยตรี" อีก 1 ปี จึงจะได้เลื่อนยศให้เป็น "ร้อยตรี" ต่อไป
นอกจากข่าวดีของแก้วที่ได้รับการเลื่อนยศเป็นว่าที่ร้อยตรีแล้ว ยังมีข่าวดีของ "โค้ชธง" ที่ได้เลื่อนยศจากพันตรีเป็นพันโทอีกด้วย โดยเจ้าตัวกล่าวว่า ก่อนที่จะเดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 10 วัน ตนได้รับการแต่งตั้งจาก พล.ต.สุรไกร จัตุมาศ เจ้ากรมสวัสดิการกองทัพบก ให้เลื่อนยศขึ้นเป็นพันโท จากผลงานการทำทีมมวยสากลสมัครเล่นของกองทัพบก ชนะเลิศกีฬา 4 เหล่าทัพ ซึ่งหลังจากนั้นจะเดินทางไปเข้ารับการประดับยศต่อไป
ขณะที่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุม 390 อาคารรัฐสภา 2 นางนฤมล ศิริวัฒน์ ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการ มีวาระสำคัญคือ การพิจารณาแนวทางการจัดการอบรมสัมมนานักกีฬาทีมชาติไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2012 ครั้งที่ 30 โดยมี พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และรศ.ดร.สุพิตร สมาหิโต รองหัวหน้าไทยใน "ลอนดอนเกมส์ 2012" ร่วมประชุม
สำหรับปัญหากรณี แก้ว พงษ์ประยูร นักชกในรุ่นไลท์ฟลายเวท (49 กก.) ที่พลาดเหรียญทองหลังแพ้อย่างน่ากังขาแก่ ซู ชิหมิง นักชกจีน นั้น รศ.ดร.สุพิตร กล่าวว่า กติกาหรือกฎการประท้วงนั้น แต่ละสหพันธ์กีฬานานาชาติ จะส่งมอบหนังสือคู่มือเทคนิคอลแฮนด์บุ๊ก ให้ทุกสมาคมกีฬาล่วงหน้า 6 เดือน ก่อนโอลิมปิกเกมส์จะเริ่ม และทุกสมาคมจะต้องศึกษาให้ดี ซึ่งกฎของสหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ (ไอบา) ระบุว่าในรอบปกติต้องประท้วงภายใน 30 นาที ส่วนรอบชิงชนะเลิศ ต้องประท้วงภายใน 5 นาที หลังระฆังบนเวทีดังขึ้น อย่างไรก็ตามกฎการประท้วง 5 นาทีนั้น ไม่ได้มีการแจ้งในที่ประชุมผู้จัดการทีมมาก่อน มีเพียงระบุในคู่มือเท่านั้น
เรื่องดังกล่าว นางนฤมล จะสรุปว่า ให้กรณีของแก้ว เป็นบทเรียน หลังจากนี้ควรมีแนวทางแก้ไข คือ 1.หากได้รับคู่มือมาล่วงหน้า 6 เดือน การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ควรร่วมกับสมาคมกีฬานั้นๆ และคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย นำไปแปลเป็นภาษาไทย ก่อนจะจัดอบรมกฎกติกาตั้งแต่ก่อนเดินทางไปร่วมแข่งขันมหกรรมกีฬาต่างๆ 2.สมาคมกีฬานั้นๆ ควรจะแจ้งกับสหพันธ์ของตัวเอง ในการปรับแก้ไขกฎกติกาให้สามารถปฏิบัติได้จริง การจะทำเรื่องประท้วงภายใน 5 นาทีหลังระฆังดังแบบกรณีของมวยนั้น เป็นไปไม่ได้ โดยอาจจะขอความร่วมมือจากชาติต่างๆ อาทิ ในเอเชียที่ไม่เห็นด้วยในกฎกติกาเดียวกัน



