ข่าว

คาร์บอมบ์โรงจอดรถทต.ปะนาแระปัตตานี

คาร์บอมบ์โรงจอดรถทต.ปะนาแระปัตตานี

16 ส.ค. 2555

โจรใต้ป่วนไม่เลิก!คาร์บอมบ์โรงจอดรถ ทต.ปะนาแระ จ.ปัตตานี ทหาร ฉก.ยะลา 11 ร่วมชุดสืบสวนคดีพิเศษ ศชต. รวบ 2 ผู้ต้องหายิงชุด รปภ.พระ-ยิงตำรวจ-ถล่มโรงพัก

                เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 16 สิงหาคม ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณลานจอดรถรวมของสถานที่ราชการอำเภอปะนาเระ ติดกับ สภ.ปะนาเระ เขตเทศบาลตำบลปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยเบื้องต้นทราบว่าได้มีคนร้ายจำนวน 1 คน ได้นำรถยนต์กะบะ โตโยต้า วีโก้ สีบรอนด์ทอง ซึ่งเป็นรถที่ประกอบระเบิดเป็นคาร์บอมบ์ เข้ามาจอดภายในลานจอดรถของสถานที่ราชการของฝ่ายอำเภอปะนาเระ จ.ปัตตานี จากนั้นคนร้ายได้ขึ้นรถยนต์อีซูซุ ดีแม็กซื สีฟ้า เป็นกระบะตอนเดียว ที่ขับมารับแล้วหลบหนีหายไป

                กระทั่งรถคันดังกล่าวได้เกิดระเบิดขึ้นดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดทำให้รถยนต์ประมาณ 7 คัน ซึ่งเป็นของข้าราชการถูกแรงระเบิดพังเสียหายยับเยิน ขณะเดียวกันทำให้รถเกิดไฟไหม้เสียหายเช่นกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รุดเข้าไประงับเหตุใช้เวลานานประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นพล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐ์พันธ์ ผบก.ภ.จ.ปัตจตานี , พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ วังสุภา รอง ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ,พ.ต.อ.มานิตย์ ยิ้มซ้าย ผกก.สภ.ปะนาเระ และกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.ปัตตานี, ตำรวจพิสูจน์หลักฐานปัตตานี เข้าไปตัดสัญญานโทรศัพท์และรีโมททุกชนิด พร้อมเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

                พบชิ้นส่วนระเบิดและชิ้นส่วนรถยนต์ กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณรัศมี 300 เมตร อาคารสถานที่ราชการ ที่อยู่ติดกับที่เกิดเหตุ ทั้งสำนักงานเทศบาลตำบลปะนาเระ, ที่ว่าการอำเภอปะนาเระ, ศูนย์การศึกษา, และ สภ.ปะนาเระ รวมทั้งบ้านประชาชนได้รับความเสียหายกระจกถูกแรงระเบิดร้าวและแตกเสียหาย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ปรากฏว่า รถคาร์บอมบ์เสียหายละเอียดเหลือแต่โครง เบื้องต้นพบเป็นรถยนต์กระบะวีโก้ โตโยต้า สีบรอนด์ทอง มีป้ายทะเบียนปลอม ทำเป็น 2 ด้าน ด้านแรก เป็นทะเบียน กข 2585 ปัตตานี ส่วนอีกด้าน บ ฉ 2585 ยะลา ยังตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นรถของบุคคลใด อยู่ระหว่างการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังพบโทรศัพท์มือถือสายไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย อยู่ที่เกิดเหตุ รวมทั้งชิ้นส่วนเหล็ก ที่บรรจุระเบิด จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

                นอกจากนั้นแรงระเบิด ทำให้รถยนต์ส่วนตัวของข้าราชการ ทั้งตำรวจ สำนักงานเทศบาล และที่ว่าการอำเภอ ถูกแรงระเบิดและไฟไหม้รถเสียหายรวม 7 คัน นอกจากนั้น หลังคาที่พักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แท่งคอนกรีต กระสอบทราย ที่กั้นไว้ระหว่างลานจอดรถกับที่พักตำรวจแตกเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 คนถูกแรงอัดระเบิดกระเด็นไปไกลจากจุดที่อยู่แต่โชคดีไม่ได้รับอันตรายหรือมีบาดแผลใดๆ

                จากการสอบสวนทราบว่า ลานจอดรถเป็นที่จอดรถของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเป็นศูนย์รวมราชการอำเภอปะนาเระ และติดกับสภ.ปะนาเระ ที่กำลังสร้างใหม่ มีเพียงที่พัก และอาคารทำงานชั่วคราว  โดยคาดว่าก่อนเกิดเหตุคนร้ายได้ขับรถคันดังกล่าวบรรจุระเบิดภายในรถน้ำหนักประมาณ 20 กก. ขับมาจอดไว้ โดยไม่มีใครมาตรวจหรือเอะใจแต่อย่างใด จากนั้นให้เพื่อนที่ขับรถยนต์อีซูซู ดีแม็กซ์สีฟ้า ไม่ทราบทะเบียน มารับออกไป ก่อนที่คนร้ายได้ใช้โทรศัพท์มือถือกดชนวนระเบิดขึ้น โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

                ส่วนสาเหตุเชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อแสดงศักยภาพว่าคนร้ายยังสามารถก่อเหตุได่อย่างต่อเนื่อง แม้นว่าจะเป็นสถานที่ราชการ เป็นการข่มขวัญ และสร้างบ้านเมืองให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น

                พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐ์พันธ์ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน ส่วนรถคาร์บอมบ์ ยังตรวจสอบไม่ได้เพราะเป็นรถที่ไม่ได้แจ้งหาย และไม่มีในสารบบของรถที่ต้องระวัง ทราบแต่เพียงว่าเป็นรถที่มาจากกรุงเทพมหานคร โดยขณะอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีกครั้ง

 

 รวบ2ผู้ต้องหายิงชุดรปภ.พระ-ยิงตร.

           เมื่อเวลา 15.30 น.  พ.ท.ชลัช ศรีวิเชียร รอง ผบ.ฉก.ยะลา 11 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ มัธยาท ผกก.สถานีตำรวจภูธรลำใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนคดีพิเศษของ ศชต.และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ของ อ.เมืองยะลา จำนวน 50 นาย ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในโรงเรียนพัฒนาอิสลามลำใหม่ (ปอเนาะลำใหม่) บ้านป่าพ้อ ม.3 ตำลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา หลังมีสายข่าวแจ้งว่ามีบุคคลตามหมายจับในคดีความมั่นคงเข้ามากบดาน เพื่อเตรียมก่อเหตุในพื้นที่

           จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบนายเปาซี เจ๊ะและ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 87/2 ม.2 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งมีหมายจับ ป.วิอาญา เลขที่ จฉ.361.480/50 ในคดีความมั่นคง ของ สภ.ลำใหม่ ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และนายการียา อีตำ อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10/3 ม. 2 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งมีหมายจับในคดีความมั่นคงของ สภ.ลำใหม่ เช่นกัน นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบอาวุธปืน พกสั้น ขนาด .357 จำนวน 1 กระบอก และอาวุธปืนพกสั้น .38 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนอีกจำนวนหนึ่ง ซุกซ่อนอยู่ในกล่องวางใต้ใต้ราวเสื้อผ้า เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลาง พร้อมผู้ต้องหาทั้งสองรายไว้ พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอาวุธปืน ว่า เคยก่อเหตุในคดีใดบ้าง พร้อมตรวจดีเอ็นเอ.และลายนิ้วมือต่างๆ

           พ.ท.ชลัช เปิดเผยว่า จากการเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทางฉก.ยะลา 11 ได้มาพบปะเยี่ยมเยียน ผู้นำศาสนา เจ้าของโรงเรียน รวมทั้ง ผู้ที่พักอาศัยในปอเนาะแห่งนี้ โดยได้นำสิ่งของมามอบให้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจก่อนที่จะสิ้นสุดเดือนรอมฎอน โดยมีชาวบ้านในพื้นที่มาแจ้งข่าวว่าได้พบบุคคลทั้ง 2 รายอยู่ในปอเนาะดังกล่าว จึงได้ประสาน กับทางเจ้าของปอเนาะเพื่อขอเข้าตรวจค้น พบบุคคลทั้งสองรายเป็นผู้ต้องหาที่ทางเจ้าหน้าที่ติดตามตัวอยู่ จึงขอเข้าทำการตรวจค้นในปอเนาะดังกล่าว และพบหลักฐานเป็นอาวุธปืน ซึ่งเบื้องต้น นายการียา อีตำ รับสารภาพ ว่าปืนพกสั้นทั้ง 2 กระบอก เป็นปืนของตนจริง ส่วนจะนำไปก่อเหตุ ในคดีใดบ้าง ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

           “สำหรับนายเปาซี เจ๊ะและ และนายการียา อีตำ ผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวทั้งสองนั้น พบว่ามีประวัติในการก่อเหตุมาอย่างโชกโชน รวมทั้งมีหมายจังในคดีด้านความมั่นคงหลายคดี เช่นคดีร่วมกันก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่ทหารชุด รปภ.พระ เสียชีวิต 2 นาย ที่ถนนอุตสาหกรรม เขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ร่วมกันก่อเหตุยิง ร.ต.ท.ญาติ รักศิริ ตำรวจ สภ.ลำใหม่ ขณะขับรถยนต์กระบะพร้อมภรรยาและบุตรชาย เป็นเหตุให้ภรรยาและบุตรชายของ ร.ต.ท.ญาติ เสียชีวิต ส่วน ร.ต.ท.ญาติ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 นอกจากนั้นผู้ต้องหาทั้งสองยังได้ร่วมกันก่อเหตุยิง สภ.ลำใหม่ เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2555 ที่ผ่านมาด้วย” พ.ท.ชลัช กล่าว

 

ผบ.ทบ. อ้าง"ยิ่งลักษณ์”ไม่พอใจแผนดับไฟใต้ไม่ใช่ล้มเหลว

           พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี แสดงความไม่พอใจในแผนการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ของทั้ง 17 กระทรวงว่า คำว่า ไม่พอใจหรือพอใจไม่ใช่ความล้มเหลว นี่เป็นการทำงานครั้งแรกที่นำทั้ง 17 หน่วยงานกับ 66 กระทรวงมานั่งตีแผ่งบประมาณ ซึ่งยังไม่มีใครทำได้ วันนี้เป็นการเปิดศักราชใหม่ การแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเป็นการแต่งตั้งเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของนายกฯแต่งตั้งขึ้นมา  แน่นอนว่าทั้ง 17 หน่วยงาน นายกฯต้องการให้แผนงานนั้นประสบผลสำเร็จโดยเร็วโดยแผนงานทั้งหมดจะต้องมาดูอีกว่า แผนงานไหนควรทำหรือไม่ควรทำ แล้วนำงบประมาณที่ยกเลิกไปนำกลับมาทำใหม่อีกครั้ง