
'กทม.'ท้า'DSI'ชง'BTS'ขึ้นคดีพิเศษ
กทม.ท้า 'ดีเอสไอ' ชง 'บีทีเอส' ขึ้นคดีพิเศษ ขู่งัดหลักฐานร้อง ปปช. สอบ 'ธาริต' สั่งล้อมคอก สำรวจป้ายโฆษณายักษ์ หวั่นโค่นซ้ำรอย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 55 นายอัศวัชร์ อภัยวงศ์ ที่ปรึกษา นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ในวันที่ 17 ส.ค. กทม. บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) และบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด มหาชน หรือบีทีเอสซี จะรวบรวมเอกสารการต่อสัญญาจ้างบริษัทบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้า เพื่อชี้แจงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามที่ได้แจ้งมาก่อนหน้านี้เพื่อยืนยันอำนาจหน้าที่ของกทม. ว่าสามารถดำเนินการจ้างบริษัทบีทีเอสซีเดินรถไฟฟ้าได้เอง ตามพ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 แน่นอน แต่หากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ มั่นใจว่ากทม. มีมูลความผิดเกี่ยวกับกรณีนี้จริง ก็ขอให้รีบนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ชุดเดิมก่อนจะหมดวาระในวันที่ 7 ก.ย. เพื่อจะได้มีผลงานในช่วงฤดูกาลโยกย้าย
นายอัศวัชร์ กล่าวด้วยว่า กทม.ยืนยันว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน ไม่ได้มุ่งประโยชน์ทางการเมือง และเอื้อประโยชน์ให้ใคร เพราะปฎิบัติตามระเบียบการบริหารราชการในฐานะผู้มีอำนาจเต็มในการดูแลกิจการรถไฟฟ้าของ กทม. และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 281 และ 283 ก็บัญญัติให้องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ รวมทั้งมีอิสระในการกำหนดนโยบายการบริหารและการจัดบริการสาธารณะ รวมถึงพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา18 บัญญัติให้ กทม.มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองด้วย
"นอกจากนี้ กทม.อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมเอกสารข้อเท็จจริงการต่อสัญญาจ้างบริษัทบีทีเอส เพื่อส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายธาริตด้วย คาดว่าจะเสร็จในเร็วๆ นี้"นายอัศวัชร์ กล่าว
สั่งล้อมคอก สำรวจป้ายโฆษณายักษ์ หวั่นโค่นซ้ำรอย
นายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร ได้เป็นประธานการประชุมแนวดิ่งระหว่างสำนักกับหัวหน้าฝ่ายโยธาเขตครั้งที่ 7/2555 โดยได้หารือถึงกรณีที่มีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่หักโค่น บริเวณปากทางถนนพระราม 2 ซอย 40 เขตจอมทอง เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา และที่ประชุมได้สรุปว่าสิ่งที่ต้องช่วยกันดำเนินการมี 3 ข้อ คือ 1. ให้แต่ละเขตของกทม.สำรวจป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เข้าข่ายเสี่ยงอันตรายเพื่อเข้าทำการรื้อถอน 2. ให้แต่ละเขตของกทม.ตรวจสอบความมั่นคง และความแข็งแรงของป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ 3. ให้แต่ละเขตของกทม.ออกหนังสือเตือนประชาชนที่เข้าข่ายเสี่ยงอันตรายจากป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
นายจุมพล กล่าวถึงมาตรการการดูแลป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ว่า เป็นอาคารตามกฎหมายพรบ.ควบคุมอาคารปี 2522 การจะก่อสร้างป้ายได้ต้องขออนุญาต ขณะนี้ในการก่อสร้างป้ายโฆษณาได้มีกำหนดไว้ชัดเจนว่าห้ามสร้างป้ายโฆษณาที่มีความกว้างเกิน 32 เมตร และความสูงห้ามเกิน 30 เมตร อย่างไรก็ตามก่อนปี 2549 ยังไม่ได้มีการกำหนดเขตพื้นที่ห้ามสร้างป้ายโฆษณา จึงเกิดป้ายโฆษณาขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่หลังปี 2549 กทม.ได้มีข้อกำหนดเขตพื้นที่ห้ามก่อสร้างป้ายโฆษณาไว้ 5 บริเวณ 1. ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 2. ริมทางด่วน 3. ริมทางรถไฟ 4. บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ 5. บริเวณถนนสายหลักที่มีความกว้างของเขตทางเกิน 30 เมตร ซึ่งมีอยู่ 106 สายที่ไม่สามารถสร้างป้ายโฆษณาชิดถนนได้ แต่อนุญาติให้สร้างในระยะที่ห่างจากถนน 50 เมตร ด้วยเหตุผลต้องการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมเมือง และความปลอดภัย ในช่วง 10 ปีทีผ่านมา ก่อนจะมีข้อบัญญัติทางกทม.มีป้ายโฆษณาอยู่ประมาณ 1,600 ป้าย ที่มีทั้งขออนุญาติและไม่ได้ขออนุญาตทางกทม.ได้มีการรณรงค์ให้ป้ายที่ผิดทำการรื้อถอนออก ซึ่งมีการรื้อถอนออกไปประมาณ 600-700 ป้าย ปัจจุบันป้ายโฆษณาในกทม.จึงเหลือ 945 ป้าย
นายจุมพล ยังกล่าวอีกว่า มาตรการต่อจากนี้ ระยะแรกในการป้องกันเพื่อความปลอดภัย ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานเขตและสำนักการโยธา ออกหนังสือแจ้งเตือนประชาชนที่เข้าข่ายเสี่ยง 2 เตือนประชาชนที่อยู่ใกล้ป้ายโฆษณาว่าให้ระมัดระวัง 3 สำนักการโยธาและสำนักงานเขต ต้องออกไปประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงความปลอดภัย และ 4 ตรวจประจำปี ขณะนี้ได้มีการเร่งรัดให้สำนักการโยธาออกตรวจประจำปี
"อย่างไรก็ตามมีหลายฝ่ายมองว่าไม่อยากให้กทม.มีป้ายโฆษณามากจนเกินไป นโยบายผู้บริหารกทม.พยายามพิจรณาในอนาคตว่า จะยอมให้มีป้ายโฆษณาจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งก็ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย ขณะนี้กทม.ได้มอบหมายให้สำนักการโยธาดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว"



