ข่าว

'บุญยอด'แฉ'รบ.ปู'ผลาญงบฯทัวร์ตปท.13ล.

'บุญยอด'แฉ'รบ.ปู'ผลาญงบฯทัวร์ตปท.13ล.

16 ส.ค. 2555

สภาป่วน! 'บุญยอด' แฉ 'รัฐบาลปู' ผลาญงบเดินทางต่างประเทศ สูงถึง 13 ล้านบาท ขณะที่ 'จ่าประสิทธิ์' โดดป้องเรียก 'เจ๊ยอด' จวกไม่ใช่ลูกผู้ชาย

                       16 ส.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณามาตรา 5 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ.งบฯ อภิปรายว่า ตนติดใจคือ 1.กรณีสถานวิทยุแห่งประเทศไทยในราการ “จัตุรัสข่าว” ที่ออกอากาศประจำวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เป็นรายการของคนภายนอกที่ทำสัญญา คือบริษัท เวิลด์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์เน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งในรายละเอียดมีข้อสงสัย และส่วนที่ต้องซักถาม เนื่องจากไม่ตรงตามนโยบาย เพราะเป็นรายการทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะตามสัญญา ข้อ 13 ระบุว่า

                       “ห้ามไม่ให้ผู้เช่าเวลาเกี่ยวกับการเมือง หากผู้เช่าเวลาฝ่าฝืนและเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย ผู้ให้เช่ามีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากผู้เช่าอีกด้วย” ซึ่งรายการนี้มีผู้จัดรายการคือ คอลัมน์นิสต์นักหนังสือพิมพ์ ครั้งหนึ่งเคยมีการออกอากาศ ในชื่อตอน “รัฐประหาร โดยศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่าศาลมีอำนาจรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

                       2.รายการ”ชนักปักหลังพรรคประชาธิปัตย์“ ซึ่งในรายการมีการพาดพิงถึงส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นตนอยากถามว่า ได้มีการตักเตือนรายการเหล่านี้หรือไม่ และยังพบความไม่ชอบมาพากล เนื่องจากรายการเหล่านี้เป็นรายการต้องเช่าเวลา แต่สัญญาฉบับนี้มีการลดราคาให้เหลือ10 เปอร์เซ็นต์ โดยค่าเช่าเวลาอยู่ที่ 250,000 บาท ได้เวลาโฆษณา 7 นาที เดือนละอย่างน้อย 20 ตอน เฉลี่ยเป็นเงิน 1.4 ล้านบาท ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ได้เคยชี้แจงเพียงว่าต้องการผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า ตามนโยบายของรัฐบาล ต้องไม่ก้าวก่าย และให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชน และขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ 5 เปอร์เซ็นต์

                       นายบุญยอด ยังได้อภิปรายเปรียบเทียบงบการเดินทางไปต่างประเทศระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เดินทางไปประชุมที่กรุงดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ โดยใช้งบประมาณ 4 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางไปประชุมที่เดียวกัน กลับใช้งบการประชุมถึง 13 ล้านบาท เพราะเดินทางด้วยการเช่าเหมาลำ

                       กรณีนี้ทำให้จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ไม่น่าใส่ใจ ไม่น่าใส่ใจ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย เขาถึงเรียก เจ๊ยอด เพราะนายกฯ เขาทำงาน คนที่เดินทางไปมีเยอะ ก็ต้องใช้เงินเยอะ และรัฐบาลที่ใช้เงิน 6 พันล้านบาท ฆ่าคน แต่ก่อนที่จะพูดจบ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ตัดบท สั่งห้าม จ.ส.ต.ประสิทธิ์ พูดต่อ ทำให้นายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ถอนคำพูด ที่เรียกนายบุญยอด ว่า “เจ๊ยอด” จึงทำให้นายบุญยอด ลุกขึ้นชี้แจงว่า เรื่อง 13 ล้านไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ขอให้ไปถามคนสุรินทร์ ว่าเป็นเรื่องเล็กหรือไม่ ทำไมจึงไม่ประหยัดงบกัน อย่างไรก็ตามตนคงจะไม่ไปเทียบความเป็นลูกผู้ชายกับท่าน และคงไม่เดินเข้าไปชกหน้า และจะไม่ตอบโต้ กับคนๆ นี้ เพราะตนเป็นลูกผู้ชายพอ

                       อย่างไรก็ตามนายกุลเดช ได้ย้ำให้จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ถอนคำพูด ทำให้จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ยอมถอนคำพูด โดยระบุว่า ตนเป็นลูกผู้ชายพอ ถ้าพูดอะไรเกินเลยก็ขอถอน ขณะที่นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกร้องให้ประธานฯ ได้ควบคุมการประชุม อย่าให้องค์รักษ์ หัวโขนออกมาประท้วง จากนั้นจึงเข้าสู่การประชุมต่อไป

 

พท.แจงงบฯเยือนตปท.'นายกฯปู' 13 ล. ถือว่าคุ้มค่า

                       นางฐิติมา ฉายแสง ในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ ซีกพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า การที่นายบุญยอด บอกว่าการใช้งบประมาณ 13 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเล็กนั้น ตนเห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ การใช้งบประมาณ 13 ล้านบาท เพื่อเดินทางไปประชุมเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ที่ประเทศอินเดีย เมื่อเทียบกับประชากรในอินเดียที่มีอยู่ประมาณ 1 พันล้านคน เฉลี่ยแล้ว 13 ล้านบาท ซึ่งเหลือคนละไม่เท่าไหร่ ก็ถือว่าคุ้มค่า ซึ่งขณะนั้นตนก็อยู่ในครม.ด้วยจึงรู้ข้อมูลดี

                       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณ การประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ประเทศ ของรัฐบาล จำนวน 500 ล้านบาทของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า การจัดงบในครั้งนี้ ถือว่าเหมาะสม เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ให้แก่ประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว และมีที่มาที่ไป และในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีงบประมาณในการสร้างภาพลักษณ์เช่นกัน

                       จึงทำให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิง ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ว่า ขอยืนยันว่า สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ใช้งบประมาณในส่วนนี้อย่างมีเหตุมีผล เพราะขณะนั้นเกิดเหตุการณ์ชุมนุม ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อเดือนเม.ย. 52 ที่มีการล้มการประชุมอาเซียน ปิดการจราจร ปิดเส้นทางการจารจรต่างๆ จนเกิดการใช้กำลังและความรุนแรง ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการสร้างข่าวบิดเบือนโจมตี และสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย โดยกลุ่มไม่หวังดี ทำให้ประเทศไทยเสียหาย เหตุการณ์ขณะนั้นใครทำเราก็รู้ดี กลุ่มคนเสื้อแดงก็ขนกันเข้ามา โครงการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ จึงเกิดขึ้น ผลของการชี้แจงกับต่างประเทศ มีการประเมินผลว่า ทำให้ต่างประเทศเกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น การใช้จ่ายงบก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

                       ต่อมาเวลา 13.50 น. นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สงวนคำแปรญัตติ อภิปรายว่า ขอปรับลดงบ กอ.รมน. 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้มเหลว การจัดสรรงบประมาณไม่ทั่วถึง ใช้กำลังพลเกินความจำเป็นทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ตั้งแต่ 8 ปีที่ผ่านมารัฐบาลให้การสนับสนุนในส่วนของกำลังพลมากกว่าด้านการพัฒนา โดยในปี 56 นี้ตั้งงบ 2 หมื่นล้านบาทเศษ เป็นงบด้านความมั่นคงถึง 1.2 พันล้านบาท ส่วนงบประจำและงบลงทุนน่าจะมาเกิน 2 พันล้านบาท ดังนั้นตนจึงแปลกใจว่าการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาไม่มีความคืบหน้า ประชาชนคงไร้ความหวังในเรื่องของความปลอดภัยและการพัฒนา นอกจากนี้รัฐบาลจะทุ่มเรื่องของการส่งกำลังพล กำลังทหาร เกินความจำเป็น และกำลังพลเหล่านี้มีการผลัดเปลี่ยนทุก 3 เดือน 6 เดือน ซึ่งเป็นปัญหา เพราะกำลังพลส่วนใหญ่อยู่นอกพื้นที่ การส่งกำลังพลไปจำนวนมาก ไม่ประสบผลสำเร็จการแก้ไขปัญหา แต่เป็นการสูญเสียงบประมาณมหาศาล เพราะต้องมีค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง

                       นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ใช้งบประมาณไปกว่า 2 แสนกว่าล้านบาท ใน 3 จังหวัด 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา โดยงบประมาณส่วนใหญ่ใช้ไปในเรื่องของกำลังพลและแก้ปัญหาด้านความมั่นคงมากกกว่าการพัฒนาในพื้นที่ จึงไม่แน่ใจว่าแนวทางแก้ไขปัญหานี้จะทำให้ภาคใต้กลับไปสู่ความสงบได้เมื่อไหร่ เพราะบางรัฐบาลมักจะทุ่มงบลงไปจำนวนมาก แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม ซึ่งยากที่จะแก้ปัญหา รวมทั้งงบประมาณใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีเจ้าภาพดูแลโดยตรง แต่ละหน่วยงานมีการตั้งงบเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ บางโครงการเกิดความทับซ้อนขึ้น อีกทั้งงบพัฒนาบางตัวยังมีการปรับเปลี่ยนเป็นไปงบศึกษาดูงาน อบรมสัมมนา จึงทำให้งบประมาณไม่ถึงมือและไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน นอกจากนี้งบประมาณในบางส่วนได้ไปลงในพื้นที่เขตเลือกตั้งของ ส.ส.ในรัฐบาล ขณะที่พื้นที่ที่มีปัญหากลับบอกว่าไม่มีงบ เช่น งบบำรุง ซ่อมแซมถนน

                       “ ผมเห็นนายกฯ เดินทางไปทั่วโลก โชว์ชุดแต่งกายประจำชาติ ซึ่งผมก็ดีใจ แต่ที่เสียใจที่นายกฯเดินทางไปทั่วโลกได้ แต่กลับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำไมไปไม่ได้ นายกฯไปต่างประเทศ 7 วัน 10 วันได้ ผมขอแค่นายกฯไปในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แค่ 1 วันเพื่อรับฟังข้อมูลและปัญหาของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งไปสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนากยฯ บอกว่าจะไม่ลงไปในพื้นที่ ก็สามารถรับฟังข้อมูลจากรายงานของเจ้าหน้าที่ได้ ผมก็เข้าใจแต่ร.ต.อ.เฉลิม จะไม่มีโอกาสไปรับฟังข้อเท็จจริงจากปากของประชาชน ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาใต้ ให้ตรงกับเป้าหมายผมก็คงหมดหวัง “นายสุรเชษฐ์ กล่าว